O ปลายฝน .. ต้นหนาว .. O
ชุมชน บ้านกลอนไทย
27 กันยายน 2020, 01:14:PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: O ปลายฝน .. ต้นหนาว .. O  (อ่าน 1416 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
08 ธันวาคม 2019, 11:31:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« เมื่อ: 08 ธันวาคม 2019, 11:31:AM »
ชุมชนชุมชน







O เจ้าโบกปีกเบาบางที่กลางฟ้า
เอาเวหาห้อมตัวเร้ารัวเสียง
ปีกโล้ลมคลี่สยายอยู่รายเรียง
ก่อนบ่ายเบี่ยงลิ่วคว้างเส้นทางจร
O จะผ่านฝนสู่หนาวอีกคราวแล้ว
เมื่อดอกแก้วกรุ่นล้อมกลิ่นหอมอ่อน
กางเขนดงโผกระหยับลงจับคอน
เมื่ออาวรณ์วูบวับลงจับใจ
O ถวิลดวงดอกฟ้าโน้มมาสู่
พร้อมแรงชู้สุมซ้อนด้วยอ่อนไหว
จังหวะปีกโบกฟ้า .. เช่นอาลัย-
เมื่อโบกโบยความนัยออกไหววน
O ท่วงทำนองพร้องพร่ำ .. นกร่ำเสียง
หวังร้อยเรียงความปวง .. ผ่านห้วงหน-
บรรจงมอบความนัยแห่งใจคน
หวังปรุงปรนหอมละมุนให้คุ้นเคย
O ปลายพรรษา .. ลมล่องเมฆฟ่องฟ้า
รอดวงตาอ่อนน้อย .. เจ้าคล้อยเผย-
แววอาวรณ์นิรมิต .. ให้ชิดเชย
ร่วมยั่วเย้ยปฏิพัทธ์ให้หยัดรอย
O ลมเอย..ฝากพรมผ่าน..เอาหวานหอม-
เข้าเห่กล่อมฤดีเดียว .. ที่เปลี่ยวหงอย
อาจเอื้อมพจน์บรรสาร-เนิ่นนานคอย
แทนอ้อมอกอันละห้อย .. โอบร้อยนวล
O กล่อมเอย .. กล่อมงาม .. ฝ่าสามโลก
เพื่อโบยโบกปฏิพัทธ์รำบัดหวน
หัวอกเอย .. ต้องเสน่ห์จนเรรวน-
คำนึงล้วนรูปถนอม ..ในอ้อมทรวง
O ปีกนกคงคลี่กาง .. ที่กลางฟ้า
ละม่อมหน้ารูปแพง .. รอบแรงหวง-
คล้ายคลี่กางโอบอุ้มใจพุ่มพวง
พร้อมเงื่อนบ่วงอาวรณ์ .. สุมซ้อนลง
O ต้องแรงลมปลายปีก .. ฤๅหลีกหลบ
เช่นบรรจบต้องงาม .. ย่อมลามหลง
ร้อยรัดคลื่นรมยา .. รูปอ่าองค์
ที่บรรจงจบบทด้วยรสสุมาลย์
O ต้องแรงลมปีกโผ .. ขึ้นโล้ล่อง
เหมือนเมื่อต้องรูปละม่อม .. อันหอมหวาน
ใดเล่าจักเห่รับอยู่นับนาน
มิใช่ห้วงดวงมานดอกหรือไร
O ปีกนกยังโบกบิน .. ผ่านถิ่นแนว
เนตรโชนแววเล่าบิน .. ถึงถิ่นไหน ?
รูปหนึ่งกอปรเลือดเนื้อ .. พร้อมเยื่อใย-
แสนอ่อนไหวยังคง ..จำนงรอ
O จะผ่านฝน .. สู่หนาวอีกคราวแล้ว
หวังจิตแผ้วผ่องดวง, บำบวงขอ-
มนต์ทิพให้รุมเร้าพะเน้าพะนอ
เฝ้าลามล้อแรงชู้ .. ให้รู้ชม
O เมื่อสิ้นฝน .. ต้นหนาวจักหนาวยิ่ง
หวังแอบอิงออดซุกให้สุขสม
ก็แต่ร่วมเสน่หาเฝ้าปรารมภ์
ให้อกห่มห้อมกาย .. แต่ถ่ายเดียว !
O เมื่อสิ้นฝนเข้าหนาว .. คาบหนาวนี้
ควรหรือที่ต้องชะแง้ .. เฝ้าแต่เหลียว-
หาแววตาสบสื่อ .. พร้อมมือเรียว-
เอื้อมมาเกี่ยวก้อยกลางเส้นทางเดิน
O กล่อมเอย .. กล่อมงาม .. ฝ่าสามภพ
จวบครันครบปฏิพัทธ์, เพื่อ-ขัดเขิน-
ในห้วงอกโหมระลอกคอยหยอกเอิน-
ให้สะเทิ้นสะท้านอยู่ .. ไม่รู้แล้ว !
O กล่อมเอย .. กล่อมโลก .. ให้ยกผ่าน-
ความออดอ้อนอ่อนหวาน .. อันซ่าน .. แผ่ว
เพื่อดวงตาพริ้มพรับ .. เมื่อวับแวว
แขนเรียวจักไม่แคล้ว .. โอบแล้ว .. รอ !
.
.
เพื่อดวงตาอ่อนโยน .. เมื่อโชนแวว
แขนเรียวโอบรั้งแล้ว .. สุดแล้วลา !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=09-2014&date=08&group=11&gblog=579&fbclid=IwAR1wmdjjyjeTqwEyYFe4ft8PX84Q9mF1y9F9XrtrSEAss4aDBCDuAIbxEhM

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : Mr.music, @free, วลีลักษณา, MASAPAER, เนิน จำราย

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
27 ธันวาคม 2019, 05:31:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #1 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2019, 05:31:PM »
ชุมชนชุมชน



O แสงช่วงแห่งดวงมณี .. O





O หม่นมัวเงียบงันอยู่ ..ในตรู่สาง
หยดน้ำวางตัวเกลื่อน..ทั่วเถื่อนหน
ฟ้าสูง .. ภาพฝูงนก .. บินวก-วน
เมื่อสูรย์พ้นสิขรคล้อย .. ขึ้นลอยดวง
O หอมโกสุมกล่อมยาม .. เมื่อวามวับ-
ดวงวันทอลออระยับขึ้นรับช่วง
ลมเช้าชื่นเฉื่อยโชย .. ก็โดยรวง-
ช่อมาลย์ปวงเตรียบหอมรายล้อม .. รอ
O ตฤปความหอมรื่นล้ำ-แห่งธรรมชาติ
บำบวงภาษปรุงปอง .. พร่ำพร้องขอ
หมายโสตเทพเพลิดเพลิน .. คำเยินยอ
ดลฤทธิ์ต่อสายใย .. รัดใจนั้น
O ผูกมัดใจหนึ่งอยู่ .. อย่ารู้คลาย
เก็บสองปลาย .. ซ่อนไว้เพื่อไหวสั่น-
แห่งถวิลร้อนแรง .. จักแบ่งปัน-
โอบออขวัญ .. อบอุ่นเข้าหนุนทรวง
O ละคาบยามพ้นผ่าน .. แม้นนานเนิ่น
พึงจำเริญแนบแน่นด้วยแหนหวง
ดื่มด่ำรสวาบหวามถ้อยความปวง-
พร้อมความห่วงใยมี .. เต็มที่ทาง
O หมายทุกทุกอณูธาตุ .. ห้วงอากาศ
ยอโอภาสวับวาวทุกก้าวย่าง
ล้อมรูปแพงทองขวัญ .. ป้องสรรพางค์-
ถนอมร่างถนอมเนื้อ .. ไว้เอื้ออิง
O ทุกโอภาสแอบออ .. ร่ำรอถนอม
พึงแนบน้อมอาลัยสู่ใจหญิง
ทุกรอบวันลับดวง .. โปรดช่วงชิง-
ดวงใจมิ่งขวัญวาง .. ที่กลางใจ
O บำบวงถ้อยเทอดแถนทั้งแดนฟ้า
เพื่อก่อรูปพรรณนา .. หมายอาศัย-
สื่อความอุ่นอ่อนหวานจากด้านใน-
ดวงจิตให้สั่นเต้น .. ด้วยเอ็นดู
O เตรียบคำถ้อยเพื่อแถนทั้งแสนสรวง
ช่วยทาบทวงอาวรณ์ .. มอบย้อนสู่-
หัวใจเยาว์อบร่ำความดำรู-
ด้วยนัยชู้แห่งชาย .. ที่หมายชม
O หม่นมัวเงียบงันอยู่แห่งตรู่สาง
ก็เริดร้างด้วยระยับแสงทับถม
ตระการรูปปรารถนาในอารมณ์
ก็ห้อมห่มทรวงไว้ด้วยนัยเดียว
O เตรียบจินตาร่ำรอลออภาค
รับอาวรณ์ไหลหลากอันกรากเชี่ยว
เตรียมใจไว้ปลิดปลิวด้วยนิ้วเรียว-
เจ้าเอื้อมเหนี่ยวเด็ดวาง .. แนบหว่างใจ
O เตรียบอารมณ์ร่ำรอพะนอถวิล
ก็โดยจินตนาความ .. อันหวามไหว
กลางวงรอบเสน่หาความอาลัย
หวังหมุนให้เฝ้าหมาย .. แต่ชายเดียว
O ขวัญเจ้าเอย ..
ครั้งรูปเผยผ่านมาให้ตาเหลียว
เยื่อใยอย่างแฝงเร้น .. ฟั่นเป็นเกลียว-
ม้วนสองปลายรัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวไว้
O สายใยแทนความแหนหวง
คือเงื่อนบ่วงโอบขวัญ .. เฝ้าฝันใฝ่
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน
อุ่นอาลัยล้อมรุม .. เข้าสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาฉายสบกันนับพันหน
ก็แต่นั้น .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้ .. เยี่ยงไรฤๅ ?
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับตา
ควรคิดคว้าเอาไว้ .. มิใช่หรือ
ใครเล่าจะเหนี่ยวดึง .. ส่งถึงมือ
มีแต่ยื้อยึดครอง .. เป็นของตัว
O เหลื่อมแสงพร้อยพร่างอยู่ไม่รู้สิ้น
เชื่อมสองจินต์เผยออก .. นัยหยอก-ยั่ว
แววมณีแฝงเร้น .. คล้ายเต้น-รัว-
อยู่โดยทั่วดวงมณี .. ณ ที่นั้น
O จนเส้นช่วงโชติวิเชียร .. เริ่มเวียนว่าย
แววช่วงฉายจากไหน .. นะไหวสั่น
ดูเถิด-ที่ก่ำแก้ม .. ราวแต้ม-ปัน-
ด้วยหวามหวั่นจบพักตร์ .. จำหลักแล้ว
O รับรู้ความครวญคะนึง...
เมื่อแววซึ้งซ่านใจ .. นั้นไหวแผ่ว
มณีงามก็คล้ายดั่งจะปลั่งแวว-
และคล้ายแน่วแน่อยู่ .. ให้รู้นัย
O รับรู้ความอาวรณ์...
ที่เหมือนอ้อนออดอยู่ .. จนรู้ได้-
ที่เหมือนอ้อนออดรู้ .. เพื่อรู้ใจ
ที่เหมือนไล้โลมทั่วทั้งตัวตน
O ลมเหนือที่เหน็บหนาว ..
เมื่อโหมฝ่าห้วงหาวทุกคราวหน
เถิด-ทุกครั้งอวลหอม .. เข้าล้อมลน
ล้อมใจคนถวิลชู้อย่ารู้คลาย
O เจ้าดวงมณีเอย ..
ยิ่ง-รำเพยลมร่ำ .. เจ้ารำร่าย-
แววออดอ้อนฝ่าสมัย .. ยั่วใจชาย
เกรงว่า-สายเกินการณ์จักต้านแล้ว !


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2014&date=24&group=11&gblog=562

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : เนิน จำราย, @free, วลีลักษณา

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
28 ธันวาคม 2019, 08:03:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #2 เมื่อ: 28 ธันวาคม 2019, 08:03:AM »
ชุมชนชุมชน



O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=04-2016&date=09&group=11&gblog=650&fbclid=IwAR3_F7fOTa15EsusnEuaChGM4esI5tyIxjmst0s-gsmbGXDLWmqlko9nAcM

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : วลีลักษณา, @free, เนิน จำราย

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
28 ธันวาคม 2019, 09:47:AM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 158
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 388

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 28 ธันวาคม 2019, 09:47:AM »
ชุมชนชุมชน

บท "แสงช่วงแห่งดวงมณี"

ท่าน เยินยอเทพแถนทั้งแสนสรวง
แล้วเจ้าดวงมณีจะหลบหนีไปที่ใด

อยากท้วงนิดนึงว่า

ท่านจะไม่เหลือเทพแถนให้คนอื่นใด้ใช้บริการบ้างเลยหรือ 555555
เมื่อไรจะเขียนได้อย่างนี้บ้างนะ

มีความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นะคะ

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, สดายุ, เนิน จำราย

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
28 ธันวาคม 2019, 11:52:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #4 เมื่อ: 28 ธันวาคม 2019, 11:52:AM »
ชุมชนชุมชน



สวัสดีครับคุณวลี
ขอให้มีความสุขมากๆ ในปีที่จะมาถึง .. และตลอดไปนะครับ

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : เนิน จำราย

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
29 ธันวาคม 2019, 08:30:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #5 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2019, 08:30:AM »
ชุมชนชุมชน



O ลมหนาวและดาวเดือน .. O





O ปีกนกคลี่แผ่กาง .. ร่อนกลางหาว
เมื่อเดือนดาวเลื่อนดวงจนล่วงหาย
ลมรุ่งสางรินร่ำ .. หอมกำจาย
พาปีบคลายหอมรส .. เป็นบทเดียว
O ดอกสีขาวพราวลออ .. ร่ำรอสมัย-
เลื่อนดวงไฟขึ้นส่อง .. ให้มองเหลียว-
มาเสพรูปแดดทอ .. กลีบช่อเรียว-
กลางพุ่มใบขาบเขียว .. ทุกเรียวใบ
O ลมอ่อยเอื่อยเฉื่อยโชย .. ร่ำโรยสู่
อารมณ์ผู้เพ็ญถวิล .. ก็รินไหล
เหิมระลอกวนว่าย .. อยู่ภายใน-
ห้องหัวใจ .. เจตจินต์ทั้งสิ้นแล้ว
O สิ้นวรรษาฟ้าหม่น .. สิ้นฝนพรำ
เหลือลมร่ำสายโรยอยู่โผยแผ่ว
เลื่อนดวงตาคู่ระยับ .. พริ้มพรับแวว-
เลศผ่องแผ้วแนบช่วง .. อีกดวงตา
O ปีกนกยังคลี่กาง .. อยู่กลางหน
พร้อมอีกใจดิ้นรนเฝ้าค้นหา
ความงดงามอ่าลออ .. ที่รอมา-
แต่ครั้งครา .. ชาติภพเลือนลบกัน
O ปีกแห่งรัก .. ห้อมห่มสายลมร่ำ
โดยเสียงคร่ำครวญพร้อม .. รอกล่อมขวัญ
กรุ่นหอมปีบฟายฟุ้ง ยามรุ่งวัน-
พึงล้อมพันธนาอยู่ .. อย่ารู้คลาย
O ให้รื่นเหมือนลมริน .. หอบกลิ่นชู้
รอบล้อมอยู่ให้ถวิล .. แต่สิ้นสาย
รูปแพงเอย .. อาลัยแห่งใจชาย
จักทอนถ่ายถ้วนบทได้หมดฤๅ ?
O แถบรุ้งบนโค้งฟ้า .. ย่อมลารอย
เหลือเพียงเนตรปริบปรอย .. เฝ้าคอยสื่อ
แฝงฝากลมอุ่นนั้นให้บรรลือ-
เสียงอึงอื้อสั่นไหวอยู่ในทรวง
O พร้อมกับความออดอ้อน .. นัยซ่อนเร้น-
ราวไฟเต้นเปลวลุกไปทุกช่วง
เผยผ่านร้อนรุมไหม้อยู่ในดวง-
ตาคู่หวงแหนงาม .. แห่งยามนี้
O ปีบเลือนกลิ่น .. สายหยุดก็หยุดหอม
รอแวดล้อมคุณค่ารูปราศี
เริ่มบทกลางโอภาส .. ลมวาดวี
ให้ภาคพื้นธาตรี .. รู้ปรีดา
O ริ้วลมหนาวแผ่วผ่าน, ความหวานหอม-
ก็เหมือนคอยแวดล้อมอยู่พร้อมหน้า
เพียงเลศนัยเผยช่วงผ่านดวงตา-
ก็รับรู้เสน่หา .. ผ่านท่าที
O เพียงแววหวานอ่อนโยน .. เริ่มโชนช่วง
ก็รับรู้แหนหวงในทรวงที่-
แรงอาวรณ์อาลัย, ความใยดี-
หลั่งล้นปรี่ออกแล้ว .. ที่แววตา
O เลศนัยเคยซ่อนเร้น .. เมื่อเต้น .. ตื่น
ความแช่มชื่นห้วงใจผู้ใฝ่หา-
ก็โหมตอนหวานล้ำขึ้นค้ำคา-
ปรารถนาอาลัยที่ในดวง
O ผ่านลูบโลมเนื้อผิว .. คือ-ริ้วลม-
เข้าห้อมห่มแทรกแฝง .. ให้แรงหวง-
เข้าลูบโลมสั่นไหวอยู่ในทรวง
กี่คาบช่วงผ่านแล้ว .. อย่า-แล้วเลือน !
O เข้าเหมันตะฤดู .. ลมวู่ไหว
แรงอาลัยพูนเพียบ .. ฤๅ-เปรียบเหมือน
ดูเอาเถิด .. ตาชม้อยเฝ้าคอยเตือน-
ให้สบแล้วสุดเขยื้อนขยับพ้น
O เมื่อแววตางามระยับ .. ไม่ลับล่วง
ความเงียบเหงาในทรวงก็ร่วงป่น
แววออดอ้อนอ้อยสร้อยก็คอย-วน-
เวียนวกปรนเปรอใจคอยไขว่คว้า
O ปลายปีกนกยกโบก .. ผ่านโลกกว้าง
ยังคลี่ค้างเช่นนั้น .. เพื่อฟันฝ่า-
วงรอบความเป็นมีแห่งชีวา
ไกลสุดตาลิบโลก .. ยังโบกบิน
O ก็เช่นความละห้อยหา .. แรงอาวรณ์-
จักเวียนย้อนวนอยู่ไม่รู้สิ้น
ไกลสุดตารูปแล้ว .. ยังแว่วยิน-
ความถวิลอาลัย .. ที่ในทรวง
O ปลายปีกนก, อกคนผู้วนคิด-
ย่อมทรงสิทธิ์ทรงศักดิ์ทั้ง .. รัก .. หวง
ฤๅ .. รูปการณ์เวียนย้ำ .. เช่นคำบวง-
แนบความห่วงใยเหลือทุกเนื้อความ
O ปลายปีกนกเหยียดกางที่กลางหาว
เมื่อ-วับวาวเนตรนั้น .. คล้าย-หวั่น .. หวาม
ลมเลื่อนริ้วโลมลูบ .. จบจูบงาม-
ย่อมเลื่อนตามหัวใจ .. ผู้ไขว่คว้า
O ตราบที่ปลายปีกนก .. ยังยกโบก-
โล้ลมโลก .. แสงสรวง, ความห่วงหา-
ย่อมติดตรึงลงมั่นในสัญญา
เพียงหนึ่งรูปหนึ่งหน้า .. จนกว่าวาย
O มองดูเถิดแสงระยิบ .. จากลิบโพ้น
ฤๅ-เทียบความอ่อนโยนที่โชนฉาย ?
พร้อมอกอุ่นอาลัย .. ของใจชาย
ร่ำรอถ่ายโอนสู่ .. เจ้าผู้เดียว !


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=10-2014&date=18&group=11&gblog=593&fbclid=IwAR0svbq4i57rl-4YUP17hmHJkvK5tz9b_9KNPStTAZtbk2dDeQBW1mvmKbk

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
01 มกราคม 2020, 08:29:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #6 เมื่อ: 01 มกราคม 2020, 08:29:AM »
ชุมชนชุมชน



O เหมันตะฤดู .. O






O คิดถึงมากเพียงไหนหนอใจเจ้า-
กับยั่วเย้าความสู่ - เคยรู้ไหม
แล้วที่คอยสั่นรัวทั้งหัวใจ-
เพราะความใครออดอ้อน .. นะ-อ่อนน้อย ?
O รู้หรือไม่รอบคะนึง .. หวานซึ้งเจ้า
เวียนรอบอยู่แล้วเล่า .. ยามเหงาหงอย
นั้น-จากอารมณ์ชู้ .. ที่รู้คอย-
เฝ้าละห้อยห่วงหา .. ด้วยอาวรณ์
O ไม่ต้องข่มเอียงอาย .. ทำส่ายหน้า
เมื่อหวานซึ้งในตา .. เกินกว่าซ่อน
เมื่อ-ทุกความคำเย้ายั่ว .. เว้าวอน
แววเหลือบค้อนส่งมา .. แววตาใคร ?
O โอนั่น – รูปแก้มเผย .. ไยเฉยอยู่
หรือเลือดเรื่อซ่านสู่ .. ข่ม-อยู่ไหว?
กระนั้นแล้วแรงชู้ .. เมื่อจู่ใจ-
แววตาเผยความนัย .. ข่มได้ ฤๅ
O ค่ำดึกดื่นดวงฤดีอย่าลี้หลบ-
การบรรจบ .. โดยทิพกระซิบสื่อ
ความอบอุ่นโอบอุ้ม .. เมื่อกุมมือ-
เปรียบว่าคือ ปรารมภ์แห่งคมคำ
O จักกล่อมเจ้าหลับฝันในบรรจถรณ์
ทั้งอาวรณ์อาลัยเมื่อได้สัม-
ผัส .. ความหอมหวานรส .. ถ้วนบทบำ-
รุง .. หัวใจชื่นล้ำผ่านค่ำคืน
O สุ้มเสียงความเว้าวอน .. คำอ้อนออด-
จักคอยพลอดพร่ำสู่ .. เกินรู้ขืน
จนม่านหม่นแห่งพลบค่อยกลบกลืน-
แววระทึกตอบตื่นในผืนตา !
O ใช่ไหมที่ .. คำนึงมีถึงกัน-
นับหมื่นพันภพชาติ .. เพรียกปรารถนา
ใช่ไหมที่ .. คอย-รอ .. ด้วยทรมา
รอ-การผูกพันธนา .. ด้วยอาวรณ์
O เมื่อเหน็บหนาวลมร่ำ .. ผ่านค่ำคืน
อกควรขืนหนาวร้ายให้คลาย .. ถอน-
ด้วยอบอุ่นอาลัย ดั่งไฟฟอน-
รอ-สุมซ้อนแทรกสู่ .. ไม่รู้วาย !
O ใช่ไหมที่ .. บริบทแสนงดงาม
ค่อยแผ่ซ่านลุกลาม .. สืบความหมาย
มีอารมณ์อาลัยแห่งใจชาย-
คอยเวียนว่าย รองรับ .. เลศ- วับวาว !
O แล้วร่องรอยงดงาม .. แห่งความนัย
ค่อยเผยให้ล้อมห่มสายลมหนาว-
ที่ร่ำโรยผ่านเยือน .. แสงเดือนดาว-
ก็พร่างพราวนักแล้ว - ในแววตา
O อ่อนหวานละเมียดละมุน .. อบอุ่นแสน
จึง-โลดแล่นล้อมใจผู้ใฝ่หา
ให้ออดอ้อนหอมหวาน .. แห่งมารยา-
ที่เหมือนว่าสุมสั้ง .. ไม่รั้งรอ
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนสรวง
รับรู้เถิดความปวง .. เฝ้าบวงขอ
ช่วยเผยผ่านความหมาย .. ให้ฉายทอ
ล้อมหัวใจจดจ่อ .. โลมล้อกัน
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนฟ้า
ปรารถนาความปวง .. ในทรวงขวัญ-
จงสื่อนัยออกสู่ .. ให้รู้ทัน
ว่าดวงใจหนึ่งนั้น .. จักมั่นคง
O กลาง-เหน็บหนาวรอบฤดู .. ลมกรูเกรียว
ทุกส่วนเสี้ยว-ข่ายขุม .. แรงลุ่มหลง-
เหมือนตรารอยลึกล้ำ .. ตอกย้ำลง
เป็นจำนงตั้งอยู่ .. เกินรู้ล้าง
O กลางออดอ้อนรอบชู้ .. ฤดูลม-
ก็พัดข่มขับแทรกความแตกต่าง
ใบไม้แห้งหลุดร่อนลงว่อนวาง-
เช่นขวากขวางในอก .. ถูกยกทิ้ง
O แค่หัวใจรับรู้ .. ยอมอยู่เคียง-
หวานย่อมเพียงพอรุก .. ข่มทุกสิ่ง
ในความหมายอ้อนแอบ .. รอแนบอิง-
ย่อมจากดวงใจหญิง .. เจ้าทิ้งลง
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูนี้-
อุ่นกลับมีตวงเติม .. คอยเสริมส่ง
จากใจหนึ่งมอบนำ .. แรงจำนง
งามจึงคงคาอยู่เกินรู้เลือน
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูลม
ที่ห้อมห่มล้อมอยู่ .. กลับดูเหมือน-
เป็นอบอุ่นอ่อนหวาน .. ใคร-ผ่านเยือน
หมายให้เคลื่อนเข้ารับ .. แนบกับใจ
O เพื่อเคลี่อนขับหนาวล้น .. ให้พ้นผ่าน
ด้วยอุ่นร้อนแผ่ซ่าน .. จนต้านไหว
ฤดูลมร่ำสาย .. มีสายใย-
ม้วนปลายไว้ผูกมั่น .. เป็นพันธนา
O เมื่อจันทร์ลอยขึ้นฟ้า .. อวดราศี
ความรุ่มร้อนเคยมี .. ย่อมลี้หน้า
เหลือแสงรื่นเย็นยามงดงามตา
สิเนหาสองใจ .. คือ - นัยเดียว
O รู้ไหมว่า .. ดาวช่วงในห้วงฟ้า
ยาก-เทียมตาตื่นตอบ .. ยามลอบเหลียว
รู้ไหมว่า .. ไม้ลู่ .. ลมกรูเกรียว
ยาก-เทียมเสี้ยวส่วนใจ .. สั่น .. ไหวคอย..!


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=10-2012&date=14&group=11&gblog=408

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
03 มกราคม 2020, 10:58:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #7 เมื่อ: 03 มกราคม 2020, 10:58:AM »
ชุมชนชุมชน



O สุดหัวใจ .. O







.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมวางชีวาวาย ..
.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมพักตร์
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน ..

O เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับขาน
กระซิบความสื่อล่วง .. สู่ดวงมาน-
ของนงคราญรูปพิไลผู้ใยดี
O รำพันพากย์เอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน
บอกรูปคราญจำหลักเป็นสักขี
เสน่หาอาลัย .. เยื่อใย-มี
มอบบัตรพลีในนามของความรัก
O ภาพอดีตเรื่องราวที่กล่าวขาน
ค่อยเผยผ่านความสู่ .. ให้รู้จัก
จนรับรู้ความนัย .. อยู่ในวรรค-
ว่าหัวใจถูกกัก .. เกินหักพ้น
O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม
ก่อนแสงวามวาบช่วง .. นั้นร่วงหล่น
หรือภพชาติเบื้องบรรพ์ .. ช่วยบันดล-
ให้งามล้นโดยชาติ .. มาพาดเงา
O ชายฟ้าเลื่อนเตือนตะวันกล่อมขวัญสรวง
ปลดเงื่อนบ่วงโศกสร้อยทุกรอยเหงา
หลังสายลมแผ่วลูบ, จึง-รูปเยาว์-
เหมือนอยู่เฝ้ารุมล้อมไม่ยอมคลาย
O หรือ-งามชาติรูปนั้น .. จากบรรพกาล
จักข้ามผ่านภพชาติ .. ด้วยมาดหมาย-
ร่วมจุนเจืออาลัย .. แห่งใจชาย-
พา .. วนว่ายเสน่หา .. ห้วงอาวรณ์
O หรือบุญสร้างบาปสม .. เกินข่มห้าม
สบรูปแล้วรูปนามก็ตามหลอน
อิริยาพากย์เล่า .. แสนเว้าวอน-
เหมือนออดอ้อนแฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น
O โอ รูปลักษณ์รมยา .. เดียงสาโลก
กรรมเมื่อโบกโบยนัย .. พาไหวหวั่น
ต้อง-เงื่อนนัยแห่งชู้ .. โจมจู่ พลัน-
ย่อมผูกพันมั่นอยู่ .. ไม่รู้คลาย
O ครั้งนั้นหวายโบยหลัง .. จนพังยับ
จวบชีพวิญญาณลับ .. ลมดับหาย
ถูกลบรูป-นามทิ้งทั้งหญิงชาย
พร้อมแรงสายสวาทชู้เคียงคู่กัน
O ครั้งนี้ แรงอาวรณ์เคยซ่อนอยู่
เคยรับรู้อาศัย แต่ในฝัน
กลับต้องเผยภพชาติ .. มาพาดพัน
จากบุญบาปเบื้องบรรพ์คอยบัญชา
O อธิษฐาน .. เพรงวาสน์ให้พาดช่วง
จนแหนหวง .. เฝ้าคอย .. ละห้อยหา-
เติบเต็มอยู่ในทรวงไม่ล่วงลา
จนแววตาอาวรณ์ .. นั้น-ร้อนรน
O กี่ห้วงเวียนวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
อาจฝ่าโศกสุมสั่ง .. สักครั้งหน
กี่ช่วงคาบปฏิพัทธ์ .. รำบัดตน
อาจฝ่าพ้นเสน่หา .. ที่ท้าทาย ?
O เมื่อเผยรูปเผยนาม .. มาตามผลาญ
เผยอ่อนหวานอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย
รู้หรือไม่ .. ด้านในหัวใจชาย-
ไม่ต่างหวาย .. โบยหลังเมื่อครั้งนั้น !
O แม้นรูปกายแตกดับ .. เกินนับชาติ
ยังคงมาดหมายอยู่ -ไม่รู้หวั่น
เพียง-จักขุวิญญาณ .. แผ้วพานกัน-
ย่อมหยั่งสัญญาชู้ .. โถมสู่ใจ
O จึงเมื่อวางชาติภพ .. มาจบ-ต้อง
สัญญาพ้องรูปนาม .. ย่อม-หวามไหว
พร้อมอาการเต้นรัวที่หัวใจ
เมื่อภาพใครลอบเร้น .. บีบเค้นลง
O ครั้งนั้น .. หวายวาดลงที่ตรงหลัง
แม้นเลือดหลั่งโลมกาย .. อย่าหมายบ่ง-
ถอนเอาเสี้ยนรักฝัง .. ที่ยังคง-
วางจำนงข้ามภพ .. รอ-พบเจอ
O ครั้งนี้ .. รอยสวาท .. เหมือนพาดผ่าน-
แววอ่อนหวานเปล่งปลั่ง .. ทุกพลั้งเผลอ-
เนตรชำเลืองเหลือบนำ .. ย่อมบำเรอ-
บำรุงใจพร่ำเพ้อ .. ชะเง้อคอย
O โอ .. วับวาบแววหวาน .. เหมือนผ่านสู่-
ให้รับรู้จดจำแทนคำถ้อย
ว่าจิตใจพร่ำเพ้อ .. จนเหม่อลอย-
เหมือนร่วมร้อยเรื่องขาน .. เมื่อนานปี
O ครั้งนั้น .. โดยจารีตเป็นขีดคั่น
จึงต้องทัณฑ์โทษหนัก .. สมศักดิ์ศรี
สองภพชาติ .. หัวใจ .. ยังไหววี-
ตอบเสียงหวายโบยตี .. ในที่นั้น
O ครั้งนี้ .. โดยรูปคราญ .. เผยผ่านต้อง
เช่นบ่วงคล้องอกใจ .. จนไหวสั่น
ความอบอุ่นอ่อนหวานก็ปานทัณฑ์-
แต่เบื้องบรรพ์รัดล่าม .. เกินข้ามพ้น
O โอ แววเนตรใครหนอ .. ยั่วล้อยาม
ก่อนแสงวามสองดวง .. ค่อยร่วงหล่น-
กลางอาลัยอาวรณ์ .. อันร้อนรน
ใครหนอ .. วนรอบหวาน .. หมุนด้านรอ
O โอ แสงดาวสองดวง ไยช่วงนัก
หมายกุมกักหัวใจ หรือไรหนอ
รูปนามเอย .. แรงชู้ ฤๅรู้พอ-
เมื่อยั่วล้อ .. ทอดตัวกลางหัวใจ ?


.....................


กลอนสองบทแรก .. นำมาจากเพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง .. พระอุปราชในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกฐ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง .. ราชวงศ์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา.


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=10-2014&date=05&group=11&gblog=587

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
04 มกราคม 2020, 05:27:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #8 เมื่อ: 04 มกราคม 2020, 05:27:PM »
ชุมชนชุมชน



O หอมเสน่หา .. O





O โกสุมช้อยกลีบล้อ - - - ลมโรย
พากลิ่นหอมรื่นโชย - - - ผ่านเช้า
พร้อมภู่ว่อนล้อม-โหย - - - หารส นั้นนา
อีกรูปหอมกลับเร้า - - - เร่งให้ถวิลหอม ฯ

O ลมเหนื่อยอ่อนผ่านริ้ว .. ไม้พลิ้วรูป
เพียงแววตาเหม่อวูบ ก็รูปเจ้า-
ที่ผุดเผยเพรียกฝันจากวันเยาว์-
ค่ำจดเช้าพริ้มพรับแนบกับ .. ใจ
O จึงต้องมีช่วงตอน .. รูปอ่อนเนื้อ-
ผ่านมาเชื้อเชิญขวัญ .. ร่วมฝันใฝ่
ด้วยอารมณ์เสน่หา .. ด้วยอาลัย-
กอปรสุมใส่ไว้แล้ว ผ่านแววตา
O คิดถึง คะนึงหา ก็ถาโถม-
ลงจู่โจม เกื้อหนุน ตอบคุณค่า
แต้มหัวใจหวานซึ้ง ให้ตรึงตรา-
แต่รูปน้อยปรารถนา .. ผู้ปรารมภ์
O แต่ .. พระลบทอดทับผู้หลับใหล
จน .. อำไพภาสระยับค่อยทับถม
ยังรอคอยรูปละม่อม .. ไว้จ่อมจม-
อาวรณ์ที่เกินข่ม .. เกินล่มล้าง
O โกสุมหอม .. ลมรื่น .. ใจตื่นรู้-
ว่าแรงชู้ แรงชื่น เกินฝืน .. ห่าง
เรณูช่อช้อยงามอยู่ท่ามกลาง-
กลีบดอกพรางกลิ่นไว้ .. เปิดให้แล้ว
O ตฤปคันธารสล้ำ .. อบร่ำกลิ่น
เมื่อลมรินรุมเร้าอย่างเบาแผ่ว
ถ้วนรูปรอยในตา .. ก็บ่าแวว-
ความผ่องแผ้วรื่นล้ำ .. ออกกล้ำกราย
O เมื่อความรื่นรมยาในตานั้น
ค่อยร้อยรัดล่ามพันเกินบั่นสลาย
รูปละม่อม, เสน่หา, นัยน์ตาชาย-
ก็สืบสายใยรักเกินหักลง
O มีหรือวิหคใดที่ในหล้า
อาจเทียบค่าด้วยยูงอันสูงส่ง
อันขนเขียวเรียวปลายลวดลาย .. รงค์-
เหมือนบรรจงให้วิจิตร .. ด้วยฤทธา
O มองเห็นไหมวิหคเหิน .. จำเริญรูป
เพียงปีกวูบกรรพือก็ลือค่า
ปลายปีกคลี่กางอยู่ .. เย้ยหมู่กา
เพื่อโลกหล้ารู้ระหว่าง .. ความต่างกัน
O ยอคุณค่าเกื้อหนุนด้วยคุณค่า
ปรารถนา-เต็มพร้อม .. คอยกล่อมขวัญ
เพื่อจับจูงฝ่าช่วงแสงดวงวัน
ทั้งฝ่าจันทร์แสงช่วงในห้วงพลบ
O เพื่อเชื่อมใจสองดวงด้วยห่วงหา
เชื่อมสองปรารมภ์ขวัญให้บรรจบ
เชื่อมห่วงใย, ผูกพัน-ให้ครันครบ
แล้วซ้อนทบเป็นเท่าทวีคูณ
O ลมเหนื่อยอ่อนแผ่วพลิ้ว .. ผ่านริ้วลูบ-
เกสรรูปเหลืองแดง .. ล้อแสงสูรย์
ลมร่ำหอม, งันเงียบก็เพียบพูน-
รับจำรูญจำรัส .. โลมปัถวี
O คะเนนึกคะนึงหา .. เพ-ลานั้น
ย่อมเพียงขวัญกลางพุ่มโกสุมสี-
เบิกบานกลีบดอกอยู่ .. ให้รู้ที-
รู้ท่าความใยดี .. ผู้มีใจ
O จนรับรู้ช่วงตอน .. รูปอ่อนเนื้อ-
รออุ่นเอื้อโอบขวัญ .. รับหวั่นไหว
อ่อนโยนด้วยแววตา .. แสนอาลัย-
สำหรับให้ .. หทยางค์ได้วางลง

๑๔
O หอมนั้นนิรันดระสมัย
ขณะไหนก็จำนงค์
เพ็ญนันทินั้นก็จะผจง
กระแหนะลง ณ ดวงมาน
O ขวัญพี่ ฤดี ผิวะจะหมาย
จิตะชายจะเคียงคราญ
คำนึงและซึ้ง .. ฤ จะประมาณ
ขณะผ่านประโลมลง
O หนึ่งเดียวเพราะเหนี่ยวจิตะกระหวัด
ปฎิพัทธะจำนงค์
หนึ่งผู้เหมาะคู่ .. เฉพาะจะสง-
เคราะหะวงศะไพศาล
O รอคอยละห้อยถวิละถึง
รติซึ้งก็ตรึงมาน
เยี่ยงหอมพะยอมขณะประสาร-
รสะผ่านระรุมพร้อม !


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2014&date=14&group=11&gblog=559

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
06 มกราคม 2020, 05:07:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #9 เมื่อ: 06 มกราคม 2020, 05:07:PM »
ชุมชนชุมชน



O อาวรณ์ .. O






O วางอักษรกรองถ้อยไว้คอยสื่อ
บอกว่าแรงยุดยื้อเกินรื้อถอน
เกิดแต่เมื่อแววตาแสนอาทร-
ผ่านออดอ้อนคุกคามเอาตามใจ
O ผ่านความหมายเร้นแฝงสำแดงสู่
ประเมินความพิเคราะห์ดูก็รู้ได้-
ว่าถึงห่างต่างช่วง, แต่ห่วงใย-
ทอดรอให้เยี่ยงบ่วงรัดหน่วงคะนึง
O แต่บัดนั้นนันทิจึงผลิช่วง
เช่นเงื่อนบ่วงผูกพรางรอ ..​ ย่างถึง
แล้วกระหวัดรวบจิตให้ติดตรึง
ด้วยหวานซึ้งรายล้อมให้ยอมตน
O วันแล้วและวันเล่ารูปเยาว์เอ๋ย
ความคุ้นเคยละเมียดละมุน .. เยี่ยงฝุ่นฝน-
ต้องสายลมพลิ้วพรายลอยว่าย-วน
หัวใจคนวน-ว่าย .. ย่อมคล้ายกัน
O ผ่านความหมายกำหนดเป็นบทบาท
เยี่ยงโอภาสดวงรพีแต้มสีสัน-
บนฟ้าสูง, เมื่องามเข้าล่ามพัน-
แต้มดวงขวัญให้ถวิลยากภินทนา
O จากบัดนั้นจนบัดนี้ .. ขวัญพี่เอ๋ย
ย่อมคุ้นเคยเฝ้าคอยละห้อยหา
เงียบเหงาในบัดนี้ย่อมลี้ลา
ปรารถนาก็เวียนวกเกินยกพ้น
O แต่รับรู้คำความที่ลามล่วง
ว้าเหว่เคยทาบทวงก็ร่วงป่น
พร้อมแววตาวูบไหว, หัวใจคน-
เหมือนสั่นวนวูบไหวตามนัยน์ตา
O เมื่อความหมายอ่อนหวานส่งผ่านอยู่
เฉกช่อมาลย์ช้อยชูให้รู้ค่า
เพื่อแวดล้อมมุ่งมั่นรองฉันทา
เพทนาในอก .. ย่อมยกตัว
O จักบ่ายเบี่ยงเยี่ยงไร .. ดวงใจนี่
กับท่วงทีเผยออกเหมือนหยอกยั่ว
พร้อมแววในตานั้นที่สั่นรัว-
ด้วยหวานที่เกลือกลั้วอยู่ทั่วตา
O จาก-เหลือบหลบสบตอบแล้วลอบยิ้ม
จน-ถึงพิมพ์รูปธรรมอันล้ำค่า-
เข้าแวดล้อมแนบขวัญ .. คอยบัญชา
ก็รู้ว่าเกินคิดจะบิดเบือน
O เช่นโอภาสอ่อนโยนที่โชนฉาย
ยอยกเอาความหมายลงป่ายเปื้อน-
ใจที่ต้องแรงชู้อย่ารู้เลือน
การเขยื้อนการขยับต้องรับกัน
O สื่อความหมายฉายทอร่ำรออยู่
รอรับรู้ .. รับรองคุ้มครองขวัญ
สายใยร่วมสืบสานจากวานวัน
ปรุงแต่งนันทิช่วงโชนห้วงใจ
O เมื่อท่วงทีจำนงยังส่งผ่าน
ทั้งหอมและทั้งหวานยังผ่านให้-
รอน้อมรับงดงามแห่งความนัย
แรงอาลัยก็เริ่มช่วงเกินหน่วงรั้ง
O จึงสุดคิดบ่ายเบี่ยงหรือเลี่ยงหนี-
จากทำนองท่วงที .. เหมือนชี้สั่ง
ที่หวานอื่นถ้วนรสถูกบดบัง
ด้วยหวานเดียวที่ประดังท่วมทั้งใจ !


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&group=11&month=03-2018&date=03&fbclid=IwAR2LuAHJNZf2dtxcLXRekpXxzPD6GKZohRglSsumVdoU3Vnv5e6xBotqsPM

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : เนิน จำราย, @free

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
08 มกราคม 2020, 06:44:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #10 เมื่อ: 08 มกราคม 2020, 06:44:PM »
ชุมชนชุมชน



O ใต้ปีกนกฟ้า .. O





O โอ ยอดรัก ..
ที่จำหลักลงทรวงคือห่วงหา
เสียงกระซิบ, สั่นไหวแห่งนัยน์ตา
เผยความว้าวุ่นอยู่ไม่รู้คลาย
O ปรารถนาย่อมช่วงโชน
แววอ่อนโยน แหนหวงย่อมช่วงฉาย
หวงความคำแผ่วกระซิบ แววปริบปราย
ที่ค่อยถ่ายทอดสู่ให้รู้กัน
O อาวรณ์ ทั้งอาลัย
ย่อมเผยให้แวดล้อมเข้ากล่อมขวัญ
เยี่ยงสายใยม้วนตามคอยล่ามพัน
เกินตัดบั่นลับลาจากอารมณ์
O โอ ยอดรัก
ดุจศรปักเสียบอยู่สุดรู้ข่ม
กระซิบแผ่ว ปรารถนา แววตาคม-
นั้นทับถมเพรียกคะนึงทุกกึ่งยาม
O ระริก .. ความออดอ้อน
แผ่ว, เว้าวอนโดยประภาพอันวาบหวาม
เสน่หาอาลัยย่อมไหลลาม-
ม้วนปลายเลื้อยรัดล่ามอย่างย่ามใจ
O คันธาแห่งมาลี ..
ค่อยค่อยคลี่รสหอมแวดล้อมให้-
ฆานรูป, เนื้อละมุนและอุ่นไอ
กอปรภาวะอ่อนไหว .. วูบ-ไหวตัว
O ความอ่อนโยน ..
ค่อยถ่ายโอนคำบอกเข้าหยอกยั่ว
เพรียกแววตาวาบนั้น ให้สั่นรัว
แลเพรียกงามสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O แผ่วกระซิบกระซาบสู่ ..
คือรับรู้อภินันท์ .. ว่า-สั่นไหว
เขมภาคคืนสรวง .. เพรียกดวงไฟ-
ครอบทั้งไตรโลกลิบชั่วพริบตา !
O ดวงใจพี่ ..
ทั้งอุมาลักษมีหรือมีท่า
ยามเมื่อสรวงทั้งหกเวียนวกมา
ชะลอเทียบตรงหน้าต่อตานั้น
O ขวัญพี่เอย ..
ความเอื้อนเอ่ยสุ้มเสียงกระซิบสั่น
พลิกหกสรวงลงคว่ำในรำพัน
ปีกนกฟ้าโอบจันทร์ .. บัดนั้นเอง !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=08-2015&date=27&group=11&gblog=637&fbclid=IwAR31PzUCJ-oHyFGTsZQdaION53tRlaBFf_-vnH87NxygbMLGXLlLoYCnQEE

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
09 มกราคม 2020, 08:12:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #11 เมื่อ: 09 มกราคม 2020, 08:12:AM »
ชุมชนชุมชน




O คิมหันตะสมัย .. O






O แผ่วพลิ้ว .. ลมทะเลเหมือนเห่กล่อม-
เอารื่นเข้าแวดล้อม .. อยู่พร้อมท่า
ขณะรูปเยาว์วัยล้อมนัยน์ตา
ทั้งผืนน้ำแผ่นฟ้า .. ก็พร่าเลือน
O ใช่พื้นน้ำพลิ้วกระเพื่อมแสงเหลื่อมรับ
แต่เป็นแววพริ้มพรับคอยขับเคลื่อน-
แทรกอารมณ์ห่วงละห้อยเฝ้าคอยเตือน-
ให้ทุกการขยับเขยื้อน .. ต้องเหมือนคอย !
O มีดวงวันเดียวนั้นบนชั้นฟ้า
พร้อมแววตาวามช่วง .. ผู้-ห่วงละห้อย
น้ำต้องแสงวามระยิบ, แววปริบปรอย-
จักเฝ้าแต่ชายชม้อย รอคอยใคร ?
O ลมเห่คลื่นแดดระยิบ .. ไกลลิบอยู่
แววตาตื่นตอบชู้ .. กลับอยู่ใกล้
ตอบตื่นความสั่นรัวแห่งหัวใจ
ที่สั่นไหวปลาบปลั่ง .. อยู่ทั้งดวง !
O หาดทรายขาวแทรกบทฟ้าจดน้ำ
รื่นลมร่ำดอกแดดก็แผดช่วง
กระซิบในงามเงียบก็เทียบทวง-
เพียบเพ็ญความแหนหวงทุกช่วงยาม
O ซ่าเสียงคลื่นลมระงมศัพท์
เหมือนคอยขับกล่อมหวัง .. โลกทั้งสาม
เมื่อเนียนแก้มเนื้อนวลเริ่มลวนลาม-
แทรกงดงามแนบตัวกลางหัวใจ
O ศัพท์เสียง .. คลื่นลมระงมอยู่
เมื่องามจู่จับจองความผ่องใส
ที่ทั้งแดด .. ลม .. คลื่น .. เย็นรื่นใด
บำราศไปสิ้นแล้วจากแววตา
O คลื่นน้ำ, แดดระยิบ, ฟ้าลิบโล่ง
ขาด-เชื่อมโยงทุกวูบที่รูปหน้า-
เผยออดอ้อนรำพันในสัญญา
ชี้-บัญชาห่วงเห็นไม่เว้นวาย
O คลื่นม้วนตัวโตนตอบอยู่รอบหาด
ล้อลมลาดล่องต่ำ .. ที่รำร่าย
งามนัก .. ผู้จำเริญความเขินอาย
ตรึงตาชายโลมแต้มเพียงแก้มนั้น
O ไหวคลื่นน้ำเกยหาดขึ้นวาดรอย
ตาปริบปรอยเหลือบปราย .. ก็ส่ายสั่น-
อยู่กับชั่วลมร่ำความรำพัน
เพื่อโอบขวัญพิมพ์ดวง แนบห่วงใย
O ริ้วลมร่ำคร่ำครวญ, ลำดวนเอ๋ย-
มีรำเพยแห่งคำ .. ลมร่ำให้-
บอกว่า .. งามลามล่วงถึงดวงใจ
และอาลัยวามช่วง .. ทั้งดวงตา !
O ปีกนกคลี่แผ่เห็นไม่เว้นช่วง
คลื่นลมพลิ้วผ่านทรวงผู้ห่วงหา
น้ำลูบฝั่ง .. รูปขวัญก็บัญชา-
ปรารถนาในอกให้ยกตัว
O ลมผ่านริ้ว เห่คลื่นให้ตื่นรับ
รูปในตาพริ้มหลับก็พรับยั่ว
หน้าผาก, แก้ม-นวลพรรณ, เสียงสั่นรัว-
แว่วจากขั้วหัวใจ .. เพียงให้ยอม
O ใกล้เพียงแก้มเนื้อนวล .. นั้นจวนจรด
หอมก็จดอารมณ์ให้จมจ่อม
ทรายขาว, คลื่น, แดด-ทอก็รอพร้อม-
อุ่นแนบอ้อมแขนโลภ .. ที่โอบรับ
O ทรายขาว, คลื่น, ดอกแดดที่แวดล้อม
รอเห่กล่อมรูปน้อยให้คอยสดับ
ท่ามกลางอ้อมแขนกอด .. รูปทอดทับ
บทการขับกล่อมชู้ .. ฤๅ – รู้แล้ว ?


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=03-2016&date=24&group=11&gblog=646&fbclid=IwAR1Ej9WwBusZOH0DjU6HLDZoj6y5o8rh6Di8tUomJV9UhM0PSsIkH02323E

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
11 มกราคม 2020, 09:32:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #12 เมื่อ: 11 มกราคม 2020, 09:32:AM »
ชุมชนชุมชน



O สุดหัวใจ .. O





.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมวางชีวาวาย ..
.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมพักตร์
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน ..

O เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับขาน
กระซิบความสื่อล่วง .. สู่ดวงมาน-
ของนงคราญรูปพิไลผู้ใยดี
O รำพันพากย์เอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน
บอกรูปคราญจำหลักเป็นสักขี
เสน่หาอาลัย .. เยื่อใย-มี
มอบบัตรพลีในนามของความรัก
O ภาพอดีตเรื่องราวที่กล่าวขาน
ค่อยเผยผ่านความสู่ .. ให้รู้จัก
จนรับรู้ความนัย .. อยู่ในวรรค-
ว่าหัวใจถูกกัก .. เกินหักพ้น
O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม
ก่อนแสงวามวาบช่วง .. นั้นร่วงหล่น
หรือภพชาติเบื้องบรรพ์ .. ช่วยบันดล-
ให้งามล้นโดยชาติ .. มาพาดเงา
O ชายฟ้าเลื่อนเตือนตะวันกล่อมขวัญสรวง
ปลดเงื่อนบ่วงโศกสร้อยทุกรอยเหงา
หลังสายลมแผ่วลูบ, จึง-รูปเยาว์-
เหมือนอยู่เฝ้ารุมล้อมไม่ยอมคลาย
O หรือ-งามชาติรูปนั้น .. จากบรรพกาล
จักข้ามผ่านภพชาติ .. ด้วยมาดหมาย-
ร่วมจุนเจืออาลัย .. แห่งใจชาย-
พา .. วนว่ายเสน่หา .. ห้วงอาวรณ์
O หรือบุญสร้างบาปสม .. เกินข่มห้าม
สบรูปแล้วรูปนามก็ตามหลอน
อิริยาพากย์เล่า .. แสนเว้าวอน-
เหมือนออดอ้อนแฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น
O โอ รูปลักษณ์รมยา .. เดียงสาโลก
กรรมเมื่อโบกโบยนัย .. พาไหวหวั่น
ต้อง-เงื่อนนัยแห่งชู้ .. โจมจู่ พลัน-
ย่อมผูกพันมั่นอยู่ .. ไม่รู้คลาย
O ครั้งนั้นหวายโบยหลัง .. จนพังยับ
จวบชีพวิญญาณลับ .. ลมดับหาย
ถูกลบรูป-นามทิ้งทั้งหญิงชาย
พร้อมแรงสายสวาทชู้เคียงคู่กัน
O ครั้งนี้ แรงอาวรณ์เคยซ่อนอยู่
เคยรับรู้อาศัย แต่ในฝัน
กลับต้องเผยภพชาติ .. มาพาดพัน
จากบุญบาปเบื้องบรรพ์คอยบัญชา
O อธิษฐาน .. เพรงวาสน์ให้พาดช่วง
จนแหนหวง .. เฝ้าคอย .. ละห้อยหา-
เติบเต็มอยู่ในทรวงไม่ล่วงลา
จนแววตาอาวรณ์ .. นั้น-ร้อนรน
O กี่ห้วงเวียนวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
อาจฝ่าโศกสุมสั่ง .. สักครั้งหน
กี่ช่วงคาบปฏิพัทธ์ .. รำบัดตน
อาจฝ่าพ้นเสน่หา .. ที่ท้าทาย ?
O เมื่อเผยรูปเผยนาม .. มาตามผลาญ
เผยอ่อนหวานอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย
รู้หรือไม่ .. ด้านในหัวใจชาย-
ไม่ต่างหวาย .. โบยหลังเมื่อครั้งนั้น !
O แม้นรูปกายแตกดับ .. เกินนับชาติ
ยังคงมาดหมายอยู่ -ไม่รู้หวั่น
เพียง-จักขุวิญญาณ .. แผ้วพานกัน-
ย่อมหยั่งสัญญาชู้ .. โถมสู่ใจ
O จึงเมื่อวางชาติภพ .. มาจบ-ต้อง
สัญญาพ้องรูปนาม .. ย่อม-หวามไหว
พร้อมอาการเต้นรัวที่หัวใจ
เมื่อภาพใครลอบเร้น .. บีบเค้นลง
O ครั้งนั้น .. หวายวาดลงที่ตรงหลัง
แม้นเลือดหลั่งโลมกาย .. อย่าหมายบ่ง-
ถอนเอาเสี้ยนรักฝัง .. ที่ยังคง-
วางจำนงข้ามภพ .. รอ-พบเจอ
O ครั้งนี้ .. รอยสวาท .. เหมือนพาดผ่าน-
แววอ่อนหวานเปล่งปลั่ง .. ทุกพลั้งเผลอ-
เนตรชำเลืองเหลือบนำ .. ย่อมบำเรอ-
บำรุงใจพร่ำเพ้อ .. ชะเง้อคอย
O โอ .. วับวาบแววหวาน .. เหมือนผ่านสู่-
ให้รับรู้จดจำแทนคำถ้อย
ว่าจิตใจพร่ำเพ้อ .. จนเหม่อลอย-
เหมือนร่วมร้อยเรื่องขาน .. เมื่อนานปี
O ครั้งนั้น .. โดยจารีตเป็นขีดคั่น
จึงต้องทัณฑ์โทษหนัก .. สมศักดิ์ศรี
สองภพชาติ .. หัวใจ .. ยังไหววี-
ตอบเสียงหวายโบยตี .. ในที่นั้น
O ครั้งนี้ .. โดยรูปคราญ .. เผยผ่านต้อง
เช่นบ่วงคล้องอกใจ .. จนไหวสั่น
ความอบอุ่นอ่อนหวานก็ปานทัณฑ์-
แต่เบื้องบรรพ์รัดล่าม .. เกินข้ามพ้น
O โอ แววเนตรใครหนอ .. ยั่วล้อยาม
ก่อนแสงวามสองดวง .. ค่อยร่วงหล่น-
กลางอาลัยอาวรณ์ .. อันร้อนรน
ใครหนอ .. วนรอบหวาน .. หมุนด้านรอ
O โอ แสงดาวสองดวง ไยช่วงนัก
หมายกุมกักหัวใจ หรือไรหนอ
รูปนามเอย .. แรงชู้ ฤๅรู้พอ-
เมื่อยั่วล้อ .. ทอดตัวกลางหัวใจ ?


.....................


กลอนสองบทแรก .. นำมาจากเพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง .. พระอุปราชในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกฐ
แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง .. ราชวงศ์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา.


https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=10-2014&date=05&group=11&gblog=587
บันทึกการเข้า
19 มกราคม 2020, 01:54:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 185



« ตอบ #13 เมื่อ: 19 มกราคม 2020, 01:54:PM »
ชุมชนชุมชน

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free

ข้อความนี้ มี 1 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s