O จันทร์เจ้า .. O
ชุมชน บ้านกลอนไทย
22 ตุลาคม 2019, 06:07:AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: O จันทร์เจ้า .. O  (อ่าน 384 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
28 พฤษภาคม 2019, 06:13:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 131



« เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2019, 06:13:PM »
ชุมชนชุมชน






O แล้วผืนฟ้ามืดดำก็รำบาย-
ด้วยเดือนเพ็ญผ่องผายกำจายแสง
เลื่อนโลกันต์หมุนเวียน .. รับเปลี่ยนแปลง
เผยงดงามสำแดง .. ในแหล่งชล
O ปล่อยริ้วเรื้องเปลื้องสู่ .. สินธูผืน
ให้-ลม, คลื่น .. ห้อมเห่ห้วงเวหน
ทุกส่วนเสี้ยวเลือนลางทั้งล่าง-บน
จึงปลาบปนริ้วพรายสู่สายตา
O แจ้งเมื่อกาลดวงวันพรากชั้นสรวง
พร้อมคาบช่วงเนตรชม้ายเหลือบชายหา
ความรู้สึกแฝงเร้นวาบ .. เต้น .. มา-
ซ้อนผ่านท่าทีหลบ .. เมิน .. สบนัยน์
O สบงามแต่ราตรี .. เริ่มลีลา
เมื่อแววตาตอบรับ .. เริ่ม-วับ .. ไหว
สบสะเทิ้นสั่นรัว .. ทั้งหัวใจ
โอ .. เยี่ยงไร จึงระส่ำ .. อยู่ล้ำลึก ?
O ฤๅ .. โคมสรวงอ้อยอิ่ง .. ลอยนิ่งอยู่
หวังเหลื่อมแสง .. ย้อนสู่ให้รู้สึก
แข่งน้ำใจหวานซึ้ง .. คำนึง .. นึก-
ว่า-ค่ำดึกคล้อยหลังแล้ว .. ยังคอย
O จวบปลายค่ำอำลาขอบฟ้า .. พ้น
ข่มมืดหม่นถ้วนบท .. ให้ถดถอย
ภาพคำนึงของใคร .. กลับไหว-ลอย
และคล้ายอ้อยอิ่งอยู่ .. ไม่รู้เลือน
O สิ้นจันทร์สิ้นคืนค่ำ .. ลมร่ำ-หนาว
เมื่อเนตรวาวรำบาย .. ความ .. ป่ายเปื้อน-
ลงบนช่วงรอคอย .. ดั่งคอยเตือน-
ว่า-หอมหวานเริ่มเขยื้อน .. ขยับตัว
O สิ้นจวงจันทร์บนฟ้า .. เมื่อหล้าต่ำ-
มีอีกจันทร์งามล้ำ .. ครอง .. ค่ำ .. หลัว
ไม่มีหรอกเวหน .. ที่หม่นมัว
แต่ทุกชั่วคาบยาม .. กลับงามนัก
O เมื่ออารมณ์จมจ่อม .. พรั่งพร้อมอยู่-
ด้วยสุดกู้ .. กลับยอม - ถูกล้อมกัก
มีหรือความอาวรณ์ .. อาจผ่อนพัก-
เพียงชั่วพักตร์รูปละม่อม .. เจ้าล้อมลน
O กุมเหงนั่นเพียบพร้อม .. ละม่อมหน้า
โหมคุณค่าเติมเต็ม .. อย่างเข้มข้น
ฤๅ-อาจทนทานไหว .. หัวใจคน
ย่อมเอ่อล้นอาลัย .. เท่าใจมี
O ใครเล่าต้องควรคิด .. รับผิดชอบ
รองรับตอบ อาลัย .. หัวใจที่-
ถูกกักกุมล้อมให้ .. คอยใยดี-
อันขีดชี้นิรมิตจากฤทธิ์พรหม ?
O ใครเล่าควรต้องคิด .. ส่งจิตถึง
กอปรคำนึงเหนี่ยวรั้ง .. ร่วมสั่งสม-
แรงถวิลปรารถนา .. ถ้วนปรารมภ์
เพื่อกุมเก็บรื่นรมย์ .. ไว้ชมเชย
O พร่างพรายจันทร์อีกดวงในทรวงนี้
จนสุดลี้หลบแล้วนะแก้วเอ๋ย
กุสุมาหอมร่ำ .. ลมรำเพย-
ช่วยผ่านเผยอาวรณ์ .. เจ้าย้อนคืน
O พร่างพรายแล้วจวงจันทร์ .. ในฝันพี่
เรื้องราศีงามพิสุทธิ์ .. ก็สุดขืน
แม้นทุกข์ทนเจ็บช้ำ .. ยอมกล้ำกลืน-
รอเจ้าย่ำเหยียบยืน .. ทั่วผืนใจ !
.
.
O ใกล้รุ่งแล้ว .. จวงจันทร์จะพลันลับ-
เหลือเนตรพรับพริ้มแต้มความแจ่มใส-
ทอดทอความอ่อนหวานที่หวานใด-
หา-เถิดในปฐพี .. ยากมีเทียม !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=09-2014&date=28&group=11&gblog=584

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : เนิน จำราย, @free, พี.พูนสุข, ไผ่เดียวดาย, วลีลักษณา, พิณจันทร์

ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
02 มิถุนายน 2019, 01:27:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 131



« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2019, 01:27:PM »
ชุมชนชุมชน


O รูปนามเอย .. O





O ลมยามเย็นโชยเฉื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
เมื่อความร้อนเพียบพูนค่อยสูญสลาย
ความมืดมัวหม่นดำเริ่มกล้ำกราย
เมื่อแสงปลายช่วงวัน .. ดับ-อันตรธาน
O แว่วสรรพเสียงนกค่ำ .. เริ่มร่ำร้อง
เมื่อคีตพร้องพร่ำศัพท์ขึ้นขับขาน
ลมอุสุมโลมลูบต้องรูปคราญ
เมื่อแก้วผ่านกรุ่นหอมมาล้อมรอ
O เหมือนหรีดหริ่งเรไร .. นั้น-ให้เสียง-
แทนสำเนียงพร่ำพร้องในห้องหอ
พร้อมภาพกาลโน้มแนบ .. ร่าง-แอบออ
เผยภาพขึ้นยั่วล้อ .. ให้ทรมาน
O จาก .. ไปวัดทำบุญเพื่อหนุนชาติ-
หวังป่นปราศ-โศกเศร้าคอยเผาผลาญ
ถึง .. คำข้าวคำบวง .. เมื่อช่วงวาน-
สุข-เอ่อซ่านอารมณ์ .. เกินข่มลง
O จน .. คำพระกล่อมเกล้า .. เมื่อเข้าสาย
ผ่านความหมายต่อเติมเข้าเสริมส่ง-
เรียงร้อยบทพุทธธรรมให้ธำรง-
อย่างมั่นคงแนบชิด .. กลางจิตใจ
O ตราบ .. คู้ค้อมศีรษะกราบพระเจ้า
หอมกลับเร้ารุม .. รม เกินข่มไหว
แว่วศัพท์เสียง, ความ, คำ .. พร้อมกำไล-
กรรทบให้ .. เงียบงัน .. สิ้น-อันตรธาน !
O รูปองค์พระสีทองงามผ่องใส
เมื่อหัวใจรายล้อมด้วยหอมหวาน
ธูป, เทียน, ช่อเสาวคนธ์ที่บนพาน
ก็เผยผ่านครบครัน .. ในสัญญา
O งดงามแห่งรูปเยาว์ในเช้าวัน-
เหมือนรอโอบอุ้มขวัญกลางพรรษา
แต่งรื่นรมย์โสมนัส .. ล่มศรัทธา-
ด้วยแววตาปลาบปลั่ง .. ทอ-สั่งการ
O หลัง..คำสอนความพระ .. เสียงจะแจ้ว
คือเสียงรับคำแผ่ว .. ดังแว่วหวาน
คล้าย-สะไบงามอะเคื้อ .. ห่มเนื้อคราญ-
เผยภาพผ่านทับซ้อน .. แต่ตอนนั้น
O สองมือเรียวกอบประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมรูปหน้า .. แววตาหวั่น-
จากอุทธัจขัดเขิน .. มอง .. เมิน .. กัน
จนอกใจระทึกสั่นแต่วันเพรง
O ภาพเยื้องย่างก้าวคอย .. ชม้อยตา-
พร้อมวงหน้างามพิสุทธิ์ - ค่อยรุดเร่ง-
ขึ้นวอให้ทาสหญิง .. น้อม-กริ่งเกรง
คอนขึ้นไหล่คร่ำเคร่ง .. รุดเร่งเดิน-
O -นั้น-ยังคงติดตามจนยามนี้
ท่วงท่าที-มองสบ .. แล้วหลบ .. เขิน-
หลัง .. แววตาโหมระลอก .. เฝ้าหยอกเอิน
แรงสะเทิ้นในทรวงก็ช่วงแวว
O มาบัดนี้ .. รูปองค์ที่ตรงหน้า,
คำพูดจาอ่อนหวานที่ผ่านแว่ว-
ราวเผยรูปงามพิสุทธิ์ .. ยื้อยุดแวว-
ตา .. สบความผ่องแผ้ว .. ทุกแววตา
O ยังคงเป็นโบสถ์พระ .. วาระนั้น
จากแรกวันชาติภพ .. พานพบหน้า
ยังคงเป็นท่วงที .. เคยมีมา
งาม .. แจ่มจ้าในอกเกินยกพ้น
O ตาสบรูป .. มือเรียว-ราวเหนี่ยวหน่วง-
เอาความเงียบเหงาปวง .. พาร่วงป่น
ตาสบตา .. ในอกก็วก .. วน-
สั่นไหวอลเวงอยู่ .. ไม่รู้แล้ว
O แล้วงามก็ลุกลามขึ้นท่ามกลาง-
ความเวิ้งว้างล้อมห่มด้วยลมแผ่ว
ความหวานซึ้งอบอุ่น .. ก็หมุนแวว-
ตาผ่องแผ้วสบรู้ .. แรงชู้ชาย
.
.
O ราว .. หัตถ์ทิพจับวางลงขวางหน้า
ยั่วแววตาอ่อนโยนให้โชนฉาย-
ความอาลัยอาวรณ์เกินผ่อนคลาย
เผยรำบายสำหรับให้รับรู้
O เมื่อเผยรูปคอยล้อมไม่ยอมหลบ
ทุกตาสบตากัน .. ฤๅ-กั้นอยู่-
กับอ่อนหวานเพียบเพ็ญ .. ด้วยเอ็นดู
เฝ้าเวียนเผยความสู่ .. ถึงผู้เดียว
O เมื่อเผยรูปลักษณ์ล้ำ .. มาค้ำอก
ความหยิบยกย่อมต้อง .. ขอ-ข้องเกี่ยว
หวัง .. ถึงเนื้อเนียนผิวของนิ้วเรียว-
เอื้อมมาเหนี่ยวเด็ดใจ .. เอาไปครอง
O ด้วย-งามรูปรอยจริต .. ให้พิศเพ่ง,
แววตาเปล่งปลาบพรับให้จับจ้อง,
โลกก็เหมือนเลื่อนรับการจับจอง
หลังแววผ่องแผ้วหวาน .. วาบผ่านตา
O จีวรพระเหลืองลออ .. ปลิวล้อลม
เมื่อแววความรื่นรมย์ .. บัง .. บ่มหน้า
ทับซ้อนภาพ .. รูปคราญ .. ครั้งนานมา
ผู้คอยหาละห้อยเห็นไม่เว้นยาม
O สายลมยังโชยเฉื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
เมื่อดวงตาเหลือบค้อน .. ราว-อ้อนถาม-
ว่า .. เวียนสบตาอยู่ .. ฤๅรู้ความ-
ว่า .. ตาวามวับอยู่ – คือ .. รู้แล้ว ?
O เมื่ออาวรณ์ในทรวง .. เริ่มช่วงฉาย
ก็เมื่อสายลมเร้า..อย่าง-เบาแผ่ว
ความอ่อนหวานในอก .. จึงยกแนว-
เผยผ่านแววตาสะทกสะเทิ้นนั้น-
O –ให้รับรองหวานหอมที่ล้อมอยู่
ทั้งรับรู้ .. ว่าใจที่ไหวสั่น-
จากคำบวงสืบสร้างแต่ปางบรรพ์
ครั้งร่วมขันคำข้าว .. ร่วมกล่าวคำ
O รอคอยเถิด .. อกใจผู้ใฝ่หา
พากย์พรรณนามอบสู่ .. ให้รู้สัม-
ผัส .. อารมณ์หมายปองเพื่อจองจำ-
เจ้า .. ให้คร่ำครวญหาด้วยอาลัย
O สุดหัวใจ .. ถ้อยคำตอกย้ำอยู่
เพื่อแรงชู้รัดพันโอบขวัญให้-
รับรองการฝ่างามเอาตามใจ
ด้วยอาลัยอุ่นร้อน .. ที่ย้อนรอย
O เมื่อหัวใจใฝ่หา .. รูปราศี
เส้นทางที่ดุ่มเดินก็เกินถอย
รูปแพงเอย .. ความพิไลที่ใฝ่คอย-
คือแสงพร้อยแห่งเพชรเพียงเม็ดเดียว !
.
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=09-2015&date=04&group=11&gblog=638&fbclid=IwAR30SkE4rKKH_gSMaBrz-ZwvlM2-RTfwhMU95xwAeQOO2As_huFH0MlsMLo

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : เนิน จำราย, @free, พี.พูนสุข, วลีลักษณา, พิณจันทร์

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
03 มิถุนายน 2019, 09:36:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 131



« ตอบ #2 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2019, 09:36:AM »
ชุมชนชุมชน



O แรงอาลัย .. O






O คงใช่แล้ว-ห่วงหา .. ความอาวรณ์
เริ่มซอกซอนรุมรัดเกินปัดหาย
เมื่อไมตรีเยื่อใยแห่งใจชาย
ถักทอดสายโอบฉุดจนสุดยั้ง
O กำแพงใดใครสร้างขึ้นขวางคั่น
ฤๅอาจกั้นกีดไหว .. เมื่อใจสั่ง
ต่อให้สูงใหญ่ล้ำเหลือกำลัง
ถูกซอนเซาะซ้ำครั้ง .. ย่อมพังครืน
O เมื่อนั้นแหละทั้งปวง .. ความห่วงหา
จะโหมฤทธิ์เข้ามาทั้งตาตื่น
บรรโลมหวานหยาดย้ำ .. เช้า .. ค่ำคืน
จนสุดขืนขัดห้าม .. งดงามนั้น
O ย่อมรุมเร้าในอกสุดยกย้าย
และวนว่าย .. อาลัยด้วยไหวหวั่น
ย่อมวาดหวัง .. รอยคำ .. ถ้อยรำพัน
มากล่อมขวัญเร้าทรวง .. อย่างห่วงใย
O ย่อมละห้อยคอยเห็น .. ด้วยเป็นห่วง
จะเลยล่วงลับกันก็หวั่นไหว
เจ้าเอยกลางราตรีจะมีใคร
ร่วมเผยรูปอำไพที่นัยน์ตา
O ย่อมมาดหมายร่นฟ้า .. เข้ามาใกล้
โอบกายไว้แนบทรวงด้วยห่วงหา
จะชวนชี้ดาวสวรรค์และจันทรา
กล่อมคีตาให้สดับอยู่กับใจ
O จากต่างฟ้าต่างแดน .. ที่แสนห่าง
จนแผ้วทางนฤมิตมาชิดใกล้
ถักทอแล้วแน่นเหลือสายเยื่อใย
จะทอดให้ก้าวย่าง .. ย่ำกลางทรวง
O ใจเอยนั่นจันทร์เพ็ญลอยเด่นฟ้า
ชมเถิดราศีโสมเมื่อโลมสรวง
ย่อมยอแสงแจ่มจ้าสู่หล้าปวง
จะเลยล่วงลับได้อย่างไรกัน
O ชื่นเอย .. แต่เมื่อโฉมประโลมเล่น
ครั้นห่างเห็นห่วงละห้อยแต่คอยขวัญ
เกินอักษรกรองคำจักจำนรรจ์
ร้อยรำพันความนัยออกใกล้เคียง
O เจ้าเอยแต่เมื่อเห็น .. เกินเร้นห่วง
จะเลือนล่วง .. อาลัยก็ให้เสียง
มาทักทายยั่วล้อ .. จนพอเพียง
ก่อนบ่ายเบี่ยงหลบให้ .. ห้วงใจคอย
O เบื้องบนนั่น .. จันทร์พร่างอยู่กลางสรวง
โลกล่างปวง .. เย็นเยียบจนเงียบหงอย
ดาวบนฟ้าแสงกระพริบ, ตาปริบปรอย-
ชม้ายชม้อย .. แฝงนัยอยู่ในที
O ดาวจันทร์จึงดับดวง .. จนล่วงสิ้น
รองรับยินดีโลกทั้งโลกที่-
แววอ่อนหวานอ่อนไหว .. แฝงใยดี-
ค่อยหมุนคลี่ม้วนรัดในบัดนั้น !

๑๔
O จากขวัญและขวัญดละคะนึง
ภวะซึ้งก็ล่ามพัน
จวบนัย ณ นัยนะถวัลย์
พะ-ผจัญ, ก็แจ้งความ
O หวานใด ณ ในอุบัติภพ-
ะจะลบ บ่ ให้ลาม
เมื่อนัย ณ นัยนะวะวาม
ดุจะล่ามและรอบล้อม
O หอมใด ณ ในภพะมนุษ-
ยะจะยุด บ่ ให้ยอม
เมื่อเนตรและเจตทะนุถนอม
ดุจะพร้อม .. และยอมใจ

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=22-04-2016&group=11&gblog=653

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, เนิน จำราย, พี.พูนสุข, วลีลักษณา, พิณจันทร์

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
03 มิถุนายน 2019, 09:40:PM
เนิน จำราย
Special Class LV6
นักกลอนเอกแห่งวังหลวง

******

คะแนนกลอนของผู้นี้ 631
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,162



« ตอบ #3 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2019, 09:40:PM »
ชุมชนชุมชน

ขอความกรุณาด้วยจริงใจ

กลอนยาวจังนั่งอ่านนึกผ่านคำ
ลื่นเลิศล้ำลีลาท้องฟ้าใส
สำนวนขับรับรุกสุขแชมไกล
ทวนทีไรเพลินรสกำหนดความ

แต่ยาวจังนั่งอ่านเพียงผ่านพ้น
ก็ลืมต้นแตกปลายเป็นลายสาม
คนสูงวัยภัยตามาห้ามปราม
ยิ่งพยายามแสนยากลำบากแท้

เนิน จำราย




ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, สดายุ, พี.พูนสุข, พิณจันทร์, วลีลักษณา

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
04 มิถุนายน 2019, 12:47:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 131



« ตอบ #4 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2019, 12:47:PM »
ชุมชนชุมชน




ด้วยความยินดีครับคุณเนิน จำราย
ผมก็เขียนไปเรื่อยครับ .. อิๆๆ
.
.
.

O รื่นวรรษา .. O





O ต้านสายลมห่มห้อม .. ด้วยอ้อมกอด
วงแขนทอดโอบกายช่วยคลายหนาว
วานนั้นเนตรสองดวง .. ก็ช่วงราว-
จะข่มดาวแสงปลั่ง .. สิ้นทั้งปวง
O ในอ้อมกอดพลอดพร่ำ .. ด้วยคำหวาน
เงียบเปลี่ยวเปล่าทรมานย่อมลาญล่วง
เมื่อแดดข่มขับหมอก .. พฤกษ์ดอกดวง-
ก็ช้อยช่อรอหน่วงแสงสรวงนั้น
O วานนั้นแดดเรื่อรอง .. ฟ้าผ่องใส
สุมาลย์ต้องลมไกว .. ก็ไหวสั่น
ลมบนฟ้าโหมระลอก .. นกหยอกกัน
และสัมพันธ์หนึ่งครองด้วยสองใจ
O เมื่อทอดกายสองแขนหนุนแทนหมอน
ลมแผ่วพลิ้วโชยย้อน .. คนอ่อนไหว
หลับอยู่กลางอ้อมละมุนของอุ่นไอ
และเรียวมือลูบไล้ .. ด้วยใยดี
O หอมเขนยเกยกอด .. ตลอดคาบ
นิ่งเสพทราบอุ่นไออยู่ในที่
ครั้งนั้นแรงอาลัย .. รอบไมตรี-
ก็คลายคลี่โอบคลุม .. ลงสุมซ้อน
O จนกระซิบคำหวานเผยผ่าน .. แว่ว
ลมร่ำแก้วโรยล้อม .. กลิ่นหอมอ่อน
หอมหัวใจหวานล้ำ .. ถ้อยคำวอน-
ก็ซอกซอนแทรกผลอยู่วนเวียน
O สกุณาป่าฝนบินพ้นผ่าน
เมื่อตำนานรสประณีต .. เริ่มขีดเขียน
ด้วยเลือดอุ่นเรื่อแดง .. ด้วยแรงเพียร-
งามก็เจียรจารทั่ว .. ทั้งหัวใจ
O เลิศพิสุทธิ์ยุดย้ำ .. กรองคำถ้อย
ก็เพื่อคอยสำหรับ .. การขับไข
รอบอาวรณ์รำบายจากภายใน
เผยออกให้เห็นความงดงามนั้น
O เมื่อตื่นตามองเห็น .. ความเป็นไป
ก็เมื่อสบตาใคร .. แวว-ไหวสั่น
ความรู้สึกลึกซึ้งเชื่อมถึงกัน
แววที่หวั่นไหวอยู่ .. ก็รู้เชิญ
O ถ้วนสิ้นความอ่อนหวาน .. ที่ผ่านหา
คล้ายกับว่ามาช่วย .. กลบขวยเขิน
ความรู้สึกดื่มด่ำก็ดำเนิน-
เข้าก้ำเกินใจอยู่ไม่รู้ลา
O สายลม .. มวลดอกไม้ที่รายรอบ
คล้ายรอนอบน้อมให้ผู้ใฝ่หา
สุรโลกสรวงสูง .. จับจูงมา
รองรับแรงภิรมยาในอารมณ์
O กลางสายลมโรยระลอก .. หอมดอกไม้
คือหัวใจคนรื่น .. สิ้นขื่นขม
กรุ่นตักเนื้ออุ่นอ่อน .. ตาค้อนคม-
เหมือนห้อมห่มถ่ายถอน .. ความอ่อนล้า
O งามประกายเนตรพรับให้นับเนื่อง
ผ่องผกายเรื่อเรื้องที่เบื้องหน้า
โอนอ่อนหวานผ่านแล้วในแววตา
มอบห่วงหาอาวรณ์ .. ลงซ้อนทบ
O กลางสายลม .. แขนเรียว .. ส่วนเสี้ยวหน้า-
ก็โน้มฝ่าใฝ่ฝันลงบรรจบ
โอษฐ์อิ่มแนบแก้มพลัน .. ก็ครันครบ-
เงื่อนเหตุแห่งชาติภพ .. ตระหลบล้อม
O ครั้งนั้นความอ่อนหวานที่ผ่านหา
ก็เหมือนว่าแผ่ซ่านทุกย่านหย่อม
แทรกวิญญาณเจตจินต์ให้ยินยอม-
เพื่อรอพร้อมถนอมขวัญ .. ให้มั่นคง
O ทั้งสิ้นและทั้งปวง .. ความห่วงใย
ก็วกเวียนรอบให้ .. อาลัย-หลง-
ร่วมอ่อนไหวอ่อนหวาน .. ได้ผ่านลง-
แผ่วบรรจงแตะวาง .. ที่กลางใจ
O ทั้งสิ้นและทั้งปวง .. แรงห่วงหา
ก็วกย้อนกลับมา .. ให้อาศัย-
ส่งรับความมั่นหมาย .. จากภายใน-
สองหัวใจผูกมั่น .. ร่วมพันธนา
O วันนี้ .. ริ้วลมฝน .. เมื่อพ้นผ่าน
ถ้วนปวงความอ่อนหวานก็ปานว่า-
โหมแรงลงผูกพัน .. คอยบัญชา-
แต้มเติมอาวรณ์ชู้คอยอยู่ .. เคียง
O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
เมื่อถวิลอาลัย .. เริ่มให้เสียง
รื่นลมร่ำกำจาย..ก็หมายเพียง-
หอมจะรอร่วมเรียงลงเคียงใจ
O งามท่วงทีลักขณารูปปรารมภ์
ต่างฤๅ-มาลย์กลิ่นฉมเมื่อลมไหว-
ออดอ้อนลมลอดเลี้ยวผ่านเรียวใบ
ต่างฤๅ-นัยน์ตาค้อน .. ออดอ้อนนั้น ?
O รื่นรมย์กลางลมเหนือ, ที่เหนือกว่า-
คือแววตาของใคร .. วาบไหว-สั่น
บอกว่าบางอารมณ์ .. สุดข่ม, กัน-
ความผูกพันเสน่หาแสนอาวรณ์
O กลางริ้วลมโรยระลอก .. หอมดอกแก้ว
คล้ายเสียงหนึ่งผ่านแว่ว .. ดังแผ่ว-อ้อน
คอยรุมเร้าจิตชาย .. สู่ปลายจร-
เอื้อมเหนี่ยวกรเรียวเจ้า .. ที่เฝ้ารอ
O ริ้วลมหนาวผ่านสาย .. เมื่อสายแล้ว
โลมลูบแก้วระริกไหว .. ก้าน .. ใบ .. ช่อ
ต้องลมหนาวล้อมรุมทั้งพุ่มกอ
ต่างฤๅพักตร์นวลลออ .. ร่ำรอชม
O โอ .. เลือดฝาดแต่งแต้มเนียนแก้มอิ่ม
หรือ-สบยิ้มอ่อนหวาน .. แล้วซ่านสม ?
โอ .. ท่วงทีเอียงอายกลางสายลม-
ฤๅ-อาจข่มขับล้างให้จางรอย ?
O เข้าสาย .. ลมอ่อยเอื่อย, นกเจื้อยแจ้ว
เมื่อลมร่ำโลมแก้วอย่างแผ่วค่อย
ต่างฤๅอารมณ์ชู้ที่รู้คอย-
เฝ้าแหนหวงอ่อนน้อย .. รูปรอยนั้น
O แก้ว .. ปีบ .. โมกดอกขาว .. อะคร้าวรูป
ต้องลมลูบโลมไล้ .. ก็ไหวสั่น
แววในตาสบหมายย่อมคล้ายกัน
ต้องเลศนัยไหวหวั่น .. สุดบั่นทอน
O ขลุ่ยสังคีตยังครวญเสียงหวนไห้
เมื่ออาวรณ์อาลัยเกินไถ่ถอน
รับรู้เถิดใจเจ้า-ความเว้าวอน-
ย่อมออดอ้อนอยู่พร้อมอย่างยอมใจ
O กลางริ้วลมโรยระลอก .. หอมดอกแก้ว-
ก็หอมแล้วหอมอีก .. เกินหลีกไหว
อาจรุมเร้าเจตจินต์ .. ตราบสิ้นไป-
แห่งเปลวไฟลุกช่วง .. ทุกดวงดาว !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=05-2014&date=28&group=11&gblog=550

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : พี.พูนสุข, พิณจันทร์, เนิน จำราย, วลีลักษณา

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 มิถุนายน 2019, 09:08:AM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 131



« ตอบ #5 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2019, 09:08:AM »
ชุมชนชุมชน



O แรกอรุโณทัย .. O





O เมื่อแสงเรื่อรองงามแห่งยามรุ่ง
ค่อยค่อยฟุ้งฟายอณูเพรียกตรู่สาง
คลี่ปลายปีกปักษินล้อมถิ่นทาง
โลกเบื้องล่างก็ค่อยฟื้นขึ้นตื่นตัว
O ดอกดวงมวลน้ำค้าง .. หยาดวางเม็ด
ดั่งพลอยเพชร-พรึบบน .. ความหม่นหลัว
ลมโรยริ้วเรียวใบ, ดอก-ไหวรัว
รับรื่นเย็นเกลือกกลั้วอยู่ทั่วใบ
O มัวหมอกค่อยค่อยจางลงกลางแดด
ร่ำรอแวดล้อมรับ .. การขับไข-
ของอำนาจพราวพริบจากลิบไกล
แห่งยามอรุโณทัยสมัยนั้น
O จึงเห็นปีกผีเสื้อบินเหนือพื้น
คลี่ปีกขืนลมร่ำ .. เมื่อน้ำกลั่น-
ค่อยหยาดรูปหล่นร่วง .. เมื่อดวงวัน-
ลอยดวงขึ้นบังจันทร์ในชั้นฟ้า
O พร้อมเหน็บหนาวอวลอณูล้อมตรู่สาง
คือหมอกพรางแทรกตัวอยู่ทั่วป่า
จนแสงแรกเบิกคาบลงทาบทา
ก็รู้ว่า .. วันเคลื่อนสู่เดือนปี
O หอมเมื่อดวงดอกไม้ .. แกว่งไกวช่อ-
หวานย่อมรอจบจีบแทรกกลีบสี
ปีก-ลายต้องลมโกรก .. ก็โบก .. วี
กลางหอมที่ .. รายล้อมให้ยอมตัว
O ตื่นหอม .. เข้าตฤปหวาน .. จนหวานหยด-
กลั่นรูปอวลกลิ่นรสคอยหยดยั่ว
โลกยามแรกเมื่อนั้นค่อยสั่นรัว-
ไปกับการเกลือกกลั้วของตัวตน
O ลมเหนื่อยอ่อนโรยตัวอยู่ทั่วแหล่ง
พารื่นล้ำแทรกแฝงทุกแห่งหน
พื้นหญ้าไหวเรียวลู่ .. ก็ลู่จน-
น้ำค้างหล่นร่วงดินจนสิ้นรอย
O ระบัดเรียวเขียวรอ .. แดดทอทาบ
ลงลบภาพเย็นเยียบแสนเงียบหงอย
เพื่อปลุกโลกให้ตื่นขึ้นยืนคอย-
การปลดปล่อยรังสี .. ให้ปรีดา
O แตะตื่นพื้นโลกเคยโชกชุ่ม
ด้วยแดดรุมรอบล้อมอยู่พร้อมท่า
จนสรรพเสียงรอบด้านแว่วผ่านมา
ปรารถนาทั้งปวงก็ช่วงแรง

O หมุนโลก - พลิกบท .. พางดงาม-
ล้อม, คุกคามไม่เว้น .. ก่อนเร้นแฝง-
เป็นรูปพักตร์งามล้ำคอยสำแดง-
ล่มเงียบเหงาปรับแปลงให้แฝงรอย !
O จนเรียวหญ้าระบัดใบขึ้นไหวรับ-
แสงระยับผ่องแผ้วอย่างแผ่วค่อย
ปวงโลกอันแวดล้อม .. ก็พร้อมคอย-
รับรู้แรงห่วงละห้อยทุกรอยใจ
O ริ้วแห่งลมร่ำผ่านอยู่นานเนิ่น
ยั่วหยอกเอินอาวรณ์ผู้อ่อนไหว
ลมร่ำสายโอบเนื้อ .. สายเยื่อใย-
เหมือนคลี่ผูกพันไว้ .. ทั้งใจนี้ !
O เบื้องบน .. ปีกนกคลี่โบกบิน
เมื่อถวิลในคนเริ่มล้นปรี่
ผ่านรูปรอย, อิริยา ผ่านท่าที-
เยี่ยงปีกนกเหยียดคลี่ .. วาดวีลม
O โผผกวกร่าง .. อยู่กลางหาว
ให้แดดวาววับพร้อม .. ลงล้อมห่ม
เยี่ยงรูปรอยปรารถนา .. ล้อมอารมณ์-
ค่อยค่อยถมลงทับ .. เกินยับยั้ง !
O ปีกผีเสื้อลวดลายยังบ่ายบิน-
สืบเสาะกลิ่นมธุรสให้รด .. หลั่ง-
หอมหวานอวลอบใต้ .. ร่มใบบัง-
เพื่อแทรกหวานลงฝัง .. ลงฝากรส
O หอมหวานอีกผู้ที่จู่โจม-
ผ่านรูปโฉมเอี่ยมลออลงจ่อ .. จด
เห็นปีกบางเกาะเกี่ยวคลานเลี้ยวลด
เมื่องามชดช้อยร่างลงกลางคะนึง
O รูปรสจากไหนเล่าจะเข้าขวาง-
ปีกหรุบกลางเรณู ของภู่ผึ้ง
ลมโรยริ้ว, ปฏิพัทธก็รัดรึง-
รสหวานซึ้งลดาชาติ ฤๅอาจเทียม ?
O เมื่อมีรูป .. มีใจ-หวั่นไหวรูป
สบตาวูบแววคล้ายจะอายเหนียม
อิริยารูปละม่อม .. ใช่-จ่อมเจียม
หากเต็มเปี่ยมจริตนวลให้ชวนชม
O จน-ท่ามกลางแสงช่วงแห่งดวงดาว
ริ้วลมหนาวเหน็บพร้อมก็ล้อมห่ม
ยิ้มรับท่าเอียงอาย, เมื่อสายลม-
ล้ออารมณ์ชายชาญ .. ว่าหวานนัก !
O ไม่มีปีกผึ้งภู่ .. เรณูหอม
เหลือเพียงรูปพักตร์ละม่อม .. เข้าล้อมกัก
อีกแววตาเหลือบอ้อน .. ไม่ผ่อนพัก
การณ์ก็ชักชวนงามเข้าล่ามตรึง
O เมื่อมีรูป .. เผยรอยให้คอยหา
ทั้งรูปหน้า, รูปจริต .. ให้คิดถึง
กลางสายลมโลมพัด .. ที่รัดรึง-
คือความซึ้งหวานซาบลงอาบทรวง !
O หมื่นแสนล้านดวงดาวย่อมพราวพร่าง
ส่องโลกต่ำเบื้องล่าง .. จากกลางสรวง
ที่เผยแววผุดผ่อง .. อีกสองดวง-
คล้ายโชนแววจนช่วง .. กว่า-ดวงดาว !

O หัวใจผู้ .. เฝ้าคอยละห้อยเห็น
จึงเหมือนเต้นแกว่งรับ .. เพื่อขับหนาว
ทั้งรออุ่นโอบคืนให้ยืนยาว
พร้อมรอก้าวย่างเดียว .. ก้อยเกี่ยว .. เดิน !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2012&date=28&group=11&gblog=401

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : วลีลักษณา, @free, พิณจันทร์, พี.พูนสุข, ไผ่เดียวดาย

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s