O รัตนโกสินทร์ .. O
ชุมชน บ้านกลอนไทย
15 ธันวาคม 2019, 09:34:PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: O รัตนโกสินทร์ .. O  (อ่าน 6462 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
05 พฤษภาคม 2014, 07:18:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:18:PM »
ชุมชนชุมชน

1 .. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=05-2008&date=25&group=24&gblog=16

2 .. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=06-2008&date=17&group=24&gblog=17

3 .. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2008&date=16&group=24&gblog=18

อารัมภบท....


๑. ที่..สายน้ำไหลริน..จนสิ้นสุด
คือที่จุดนัดพบ..อรรณพกว้าง
ลบเลือนหลากหลายเป็น..ในเส้นทาง
เหลือเวิ้งว้าง..ขอบฟ้าจดวารี

๒. คือ..แผ่นดินถิ่นเกิด..กำเนิดร่าง
อยู่ท่ามกลางควันไฟ..และใจที่-
คอยกังวล..โองการ..เผยผ่านมี
กับท่าที..ที่ประสงค์..จำนงมา


รูปคราญแห่งบ้านอัมพวา.....


๓. งามเจ้าเอย..ลือเลื่องถึงเมืองหลวง
ความทั้งปวงสอดรับราวกับว่า-
หมายยั่วเย้ยแรงถวิล..ในจินตนา
เพื่อบรรดาจิตชาย..คอยว่าย-วน

๔. เช่นเกสรกลีบกรอง..ละล่องกลิ่น
ย่อมประทิ่นรสสร้าง..อยู่กลางหน
ต่างใดเมื่อรูปคราญ...เผยผ่านปรน-
เปรอจิตจน..เฝ้าละห้อยแต่คอยรอ

๕. ในคาบยามทัพศึก..ไม่นึกว่า-
ราชฉันทะจะแก่กล้าจนกล้าขอ-
รูปคราญให้ถวายตัว...เหนือหัว..พอ-
ได้เติมต่อเบิกบาน..หว่างการยุทธ

๖. โอ้..ละหนอขวัญชาติ..เทียวมาดหมาย-
แต่รูปกายโฉมยุพิน..ไม่สิ้นสุด
ขณะที่พลเตลง...เขาเร่งรุด
ราว..ฉวยฉุดอธิปไตย...ยื่นให้แล้ว

๗. ธิดาน้อย..คหบดีผู้มีราก
แต่ฝั่งฟากอัมพวา..พงศาแก้ว
กิจการนารี..บอกวี่แวว
ว่าเชื้อแถวสั่งสม..อบรมมา

๘. รูปเอยรูปเยาว์...พริ้มเพรานัก
จะกุมกักรอบพิมล...จากค้นหา
ย่อมยากเย็นเข็ญขุกไปทุกครา
ด้วยเล่าลือบรรดา...เกินกว่า-กัน

๙. โดยวัยยี่สิบสี่..วันนี้เจ้า
ร้างรูปชายใฝ่เฝ้า..รุมเร้าขวัญ
เยื่อใยจะผูกย้ำความสัมพันธ์-
เติมแต่งฝันแนบใจ...ก็ไม่มี

๑๐. งามรูปลักษณ์..ศักดิ์สกุลดรุณแก้ว
เช่นพร่างแพร้วรังสิมา..เปล่งราศี
บริบททั้งสิ้นย่อมยินดี-
เสพงามที่เผยให้หัวใจ..ยอม

๑๑. จึงครั้งนั้นไพจิตรนิมิตช่วง
ค่อยค่อยล่วงกำลังเข้าหลั่งหลอม
มีความงดงามล้ำให้ด่ำดอม
และความหอมหวานล้ำเข้ากล้ำกราย

๑๒. เพื่อนบิดา..เจ้าเมือง-ทราบเรื่องราว
ช่วยทูลกล่าวกีดกัน..ว่าหมั้นหมาย-
ร่วมไมตรีตราตรึงกับหนึ่งชาย
ขอพระองค์ผ่อนคลาย...พ้นหมายปอง

๑๓. แต่งเรื่องราวเบ็ดเสร็จ...หลังเพ็ดทูล
ก็สมบูรณ์ความยก..ช่วยปกป้อง
พระดำรัสยอมรับ..พ้นจับจอง
จิตย่อมผ่องใสอยู่ไม่รู้จาง

๑๔. ลูกสาวคหบดี..ผู้มีทรัพย์
คือลำดับความเผยคนเอ่ย..อ้าง
กอปรความหมายแฝงเร้นไม่เว้นวาง
หมายรูปสร้างงามละม่อม..แนบกล่อมทรวง

๑๕. หนึ่งชายชาติรูปงาม..เลื่องนาม-ยศ
ค่อยปรากฎความสู่..ไม่รู้ล่วง
เมื่อบิดาฝากฝัง..ความทั้งปวง
ก็รับรู้แหนหวง..ความห่วงใย

๑๖. คือชายผู้องอาจ..เมืองราชบุรี
เกียรติยศศักดิ์ศรี..เขามีให้
สายสกุลหนุนเนื่อง..แต่เบื้องไกล
อาจนับไปถึงวงศ์พระทรงธรรม

๑๗. จนบิดาสองฝ่ายพลอยหมายมั่น
ผูกสัมพันธ์หนุ่มสาว..ร่วมก้าวย่ำ-
สู่เส้นทางคู่ครอง...ร่วมจองจำ-
สองจิตสัมผัสหมายแห่งสายใย

๑๘. ระทึกเอยอกสาว...เมื่อข่าวล่วง-
ย่อมทาบทวงอกนั้น..จนสั่นไหว
แสนวุ่นวายสับสน...ด้วยคนไกล
ถึงกาลใกล้เยี่ยมหน้า...เพื่อมาพบ

๑๙. แม่หญิงลูกคหบดี..บ้านบางช้าง
ก็สุดทางสุดที่จะลี้หลบ
รอบอุทธัจไหวหวั่นก็ครันครบ
รอบรรจบ..ใจดรุณ..แสนวุ่นวาย

๒๐. จะมีรูปเยี่ยงไร...หนอ-ใครนั้น
ใจหญิงก็ฉับพลัน...พลอยมั่นหมาย
จะแอบพุ่มพฤกษ์หวัง..บดบังกาย
ลอบพิศโฉมรูปชาย..เมื่อกรายมา

๒๑. เมื่อถึงวันกำหนด..เจ้าจดจ้อง
ปีนไม้ป้องบังรอย...นั่งคอยท่า
ชะเง้อมอง..เป้าหมายคอยชายตา
ผ่านพุ่มพฤกษ์พรรณา..รอหน้าคน

๒๒. จวบจนยิน..ศัพท์เสียงสำเนียงแว่ว
ลืมกาย..แก้ว-เท้าเคลื่อน...พลาด-เลื่อนหล่น
ร่วงหมอบท่ามกลางหน้า..สายตา..ยล
จุกเสียดจนร่างงอ..น้ำคลอตา

๒๓. รูปเอย..รูปเยาว์อายเขานัก
มาทอดลักษณ์ลำบากต้องตากหน้า
ให้คนเขาอุ้มร่าง..เยื้องย่างพา-
ไปส่งมือมารดา..แต่ครานั้น

๒๔. น่าแปลกใจไฉนอยู่...ความรู้สึก
กลับระทึกระทวยให้..ห้วงใจสั่น
กลางอ้อมแขนโอบอุ้ม..ร้อนรุ่มครัน
ร้อนรุ่มขวัญ..หวั่นวิตกสะทกสะท้อน

๒๕. นับก้าวสู่เรือนชาน..คล้ายนานนัก
แขนก็กักกุมอยู่ไม่รู้ผ่อน
เหมือนแทรกหมายรุมเร้า..คอยเว้าวอน
สู่เนื้ออ่อนละม่อมพักตร์...จำหลักทรวง

๒๖. ลอบเร้นมองรูปหน้า...ก็ว่างาม
จนวาบหวามใจแก้ว...ไม่แล้วล่วง
พาหอมหวานเข้าประดัง..ใจทั้งดวง
และทาบทวงด้วยถวิลที่ยินยอม

๒๗. จวบแว่วเสียงแม่..พ่อ..ที่รออยู่
จึงค่อยรู้ตัวผก..จาก-อกอ้อม
ทรวงหนึ่งจำข่มกด...ให้อด-ออม
อีกหนึ่งกลับพรั่งพร้อม..จะยอมใจ

๒๘. ซักถามอยู่เซ็งแซ่..เสียงแม่..พ่อ
อีกคนรอฟังถ้อย...แล้วคอยไข
เห็นเหมือนคนหล่นตุ๊บแล้วฟุบไป
คงกิ่งไม้หักป่น...จึงหล่นลง

๒๙. เหลือบชำเลืองวงหน้า...สบตาวับ
ก็แย้มเยื้อน..เนตรพรับ..นัยรับ..ส่ง
แอบความหมายลึกล้ำ..แฝงจำนง
เพื่อโฉมยงค์รับรู้แต่ผู้เดียว

๓๐. คือท่าทีอันสุขุม..คอยรุมเร้า
เตือนเนตรเจ้าเหลือบหา..ละล้าเหลียว
ระทึกอกใจหญิงเสียจริงเจียว
จนเปล่าเปลี่ยววันวานเหมือนลาญลบ

๓๒. คือท่าทีเยือกเย็น..ที่เห็นอยู่
เมื่อสบแววเอ็นดู..ก็รู้หลบ
อ่อนโยนในทรวงขวัญ..ก็ครันครบ
อ่อนหวานนั้นสุดกลบ...ให้ลบกลาย


อ้อมแขน..ที่..แหนหวง....


๓๓. ก็แค่ใจที่ไหวหวั่น...
ครบครันอ่อนโยนที่โชนฉาย
ดูเถิดรุมอยู่ไม่รู้วาย
ทอดสายใยยาวให้ก้าวตาม

๓๔. งามหนึ่งก็ซึ้งซ่าน...
เบ่งบานโบกอยู่..สุดรู้ข้าม
ดูสิ..เนตรใครคล้ายไหววาม-
วับตามอารมณ์..เหมือนสมยอม

๓๕. จะรับรู้บ้างไหม...
คำใครหยัดหยั่งลงหลั่งหลอม
ความแทรก-ซ้ำซ้ำให้ด่ำดอม
เข้ากล่อมตอกตรึง..ใจหนึ่งนั้น

๓๖. คงไม่เคยรู้หรอก...
ระลอกความนัยเริ่มไหวสั่น
ที่ใจหนึ่งใจ..ของใครกัน
หมายมั่นละห้อยหา..ในท่าที

๓๗. ก็แค่ใจที่ไหวสั่น....
หากนั่น..เร้ารุกไปทุกที่
ให้อยู่ด้วยถวิลและยินดี
เต็มปรี่อภิรมย์สุดข่มลง

๓๘. โลกจึงเริ่มโชนฉาย....
และคล้ายกักกุมให้ลุ่มหลง
ฟ้าเอย..ชวาลช่วงทั้งปวงจง-
สืบส่งสาดทอ..อย่ารอรี

๓๙. เพื่องามจักงามยิ่ง...
สรรพสิ่งแจ่มจ้าด้วยราศี
เพื่อใจหนึ่งใจจะไหววี
สู่วิถีเสน่หาแรงอาวรณ์

๔๐. แม้จะนานเนิ่นแล้ว
ยังแผ่วผ่านอยู่ไม่รู้ผ่อน
แผ่วระลอกผ่านคำคอยย้ำวอน
ออดอ้อนอ่อนหวาน..สะท้านทรวง

๔๑. แค่อยากให้รับรู้....
ว่า-หวานซ่านอยู่ไม่รู้ล่วง
หัวใจก็หอมกว่าหอมปวง
หอมจะหวงไว้แทน...อ้อมแขนใคร

๔๒. พ่อแม่ญาติพี่น้อง...เห็นพ้องอยู่
ว่าชายผู้อุ้มงาม...เนตรวามไหว-
รูปกายสูงงามสง่า..เกินหน้าใคร
เหมาะสมด้วยรูปพิไล..ทรามวัยนั้น


งานมงคล....พศ. ๒๓๐๔


๔๓. ครั้งนั้นงานวิวาห์..ชาวบางช้าง
เกิดขึ้นหว่างกลางทรวง..สองดวงขวัญ
เป็นการเริ่มปักปลูกความผูกพัน
เพื่อแบ่งปันสุขโศก...ที่โบกโบย

๔๔. ครั้งนั้น..งานมงคล..มากล้น-ญาติ
ครึกครื้นพาทย์มโหรี..เสียงปี่-โหย
มือบ่าวสาว..น้ำสังข์..ก็หลั่งโปรย
ร่วมน้ำสังข์รินโรย...ก็โดยใจ

๔๕. สายมงคลพาดล้อม..กระหม่อมคู่
สองเนตรรู้สบกัน..พร้อมหวั่นไหว
สะทกสะเทิ้นเขินหน้า...ทีท่าใคร
โอ้กระไรใจหญิง...หวามยิ่งแล้ว

๔๖. ค่ำคืนนี้มองเห็น...แขเพ็ญดวง
เมื่อส่วนทรวงสายสมร..ลมผ่อนแผ่ว
นาสิก-เนื้อ..สบทราบ...เนตรวาบแวว
และอกแก้วอาวรณ์สะท้อนสะท้าน

๔๗. ลมลูบพฤกษ์พรรณใบ..เสียงไหวแว่ว
สะท้านใจเจ้าแล้ว..ทุกแผ้วผ่าน
ประจบทราบรัญจวน..เนื้อนวลคราญ
แผ่วผสานลมร่ำ..นั้น-คร่ำครวญ

๔๘. ลมค่ำดึกเริ่มคะนอง..แรงล่องไหล
เมื่อรูปงาม..อกใจ..เริ่มไห้หวน
ท่ามรูจีเพ็ญแข..ลมแปรปรวน
อกหนึ่งก็จิมจวน...สู่ปรวนแปร

๔๙. น่านนทีลมกระพือ..ก็อื้ออึง
พร้อมใจหนึ่งเริงรุด...จนสุดแก้
หวิวหวาม..ทาบทวงทั้งดวงแด
เผยออกแผ่รอยถวิลในจินตนา

๕๐. งามรูปเยาว์เร้ารุมด้วยสุมนัส
ที่อุบัติผ่านเล่ห์เสน่หา
ละเมียดความหอมหวานแห่งมารยา
ผ่านคุณค่าแห่งรัก..ร่วมตักตวง

.
.

ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:19:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #1 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:19:PM »
ชุมชนชุมชน

๕๑. ครั้งนั้น..รูปคราญแห่งบ้านอัมพวา
เลื่องลือชาเป็นหนึ่ง...เรื่องหึงหวง
หากจัดการงานหญิง..ทุกสิ่ง-ปวง
สำเร็จล่วงด้วยใจที่ใฝ่การ

๕๒. ทั้งหุงข้าว..ใส่บาตร..เจ้ามาดหมาย
อาหารแห้งหลากหลาย..เตรียมไว้-ผ่าน-
เรื่องเลวร้ายแห่งยุค..เมื่อรุกราน
จึงอาจทานไว้อยู่...เพราะรู้ตัว

๕๓. สาวชาวสวนคนเก่ง..คอยเร่งรัด-
ช่วยพ่อจัดการงานรอบด้าน-ทั่ว
ทั้งหนักเบาใจเอยไม่เคยกลัว
เกินอาจยั่วเย้ยงามให้คร้ามเกรง

๕๔. แม่ศรีเรือนแนวหลัง..คอยฟังข่าว-
แต่เรื่องราวการยุทธ..ที่รุดเร่ง
ครรภ์แก่ทั้งลูกอ่อน..ใจอ่อนเอง-
ห่วงคุณหลวงอลเวง...คร่ำเคร่งคิด

๕๕. ยิ่งข่าวม่านรวมพลเข้าปล้นเมือง
คือข่าวเบื้องบนคละ..ราคะจิต
โอ้..ชายชาญช่างกระไร..เวียนใกล้ชิด-
แต่รูปเยาว์โสภิต...เกินคิดรบ

๕๖. จะยิงปืน..สักครั้งก็ยังยาก
ต้องบอกฝากเหล่าตรู..อุดหู-หลบ
ได้ผู้นำอ่อนหัด..ก็บัดซบ-
ศักดิ์ศรีชาติร่วงตลบ..ลงกลบดิน

๕๗. ตั้งแต่ยุคพระนเรศ..บนเกศเกล้า
ถึงยุคเขลาเมาบ้า..ปัญญาสิ้น
สมเพชหนอปถวี..ปวงชีวิน
ต้องมาดิ้นดับสูญ...อาดูรนัก

๕๘. คือประจักษ์คือพยานแห่งการยุทธ
เมื่อสิ้นสุดชีพชนม์ที่ป่นหัก
ฤๅ..ทุกข์ยากขุกเข็ญ...จักเว้นวรรค
ฤๅ..ความรักอาวรณ์จักย้อนคืน

๕๙. ข่าวทัพ..พระยาวชิรปราการ
ทะลุทะลวงทัพม่าน...ออกด้านอื่น
น้องคุณหลวง...พ่อบุญมา...ก็ฝ่าคืน
ร่วมกำลังแข็งขืน...แต่คืนนั้น

๖๐. อัมพวา...ไกลห่างจากการศึก
หากห่วงใยล้ำลึกด้วยนึกหวั่น
เกรงจักพรากแรมร้างจนห่างกัน
จิตใจขวัญห่วงอยู่ไม่รู้คลาย

๖๑. จนแว่วข่าวเสียกรุงเมื่อรุ่งสาง
น้ำตานางก็สุดเร้น..หลั่งเป็นสาย
มีอดสูโถมทับ..มีอับอาย
มีวางวายทอดศพ..บนภพพื้น

๖๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
ศักดิ์..เสรี..หักล้ม..แสนขมขื่น
โอนทุกข์ยากชอกช้ำ..ให้กล้ำกลืน
ถมสะอื้นทรมาน...เผาผลาญทรวง

๖๓. เป็นบทเรียนการปกครอง..ให้มองคิด
เมื่อผู้นำทุจริต..ไม่คิดห่วง-
บ้านเมือง..เฝ้าแต่คลุก..ด้วยสุข-ปวง
ย่อมฉิบหายวายป่วง...เกินหน่วงรั้ง

๖๔. คือบทเรียนผ่านบทให้ทดสอบ
ว่า-ชังชอบแบ่งพรรค..คอยหักหลัง
เป็นเหตุให้บอบช้ำ..อ่อนกำลัง
ที่สมสั่งจากบุราณ..เก่ากาลมา

๖๕. เป็นผู้นำอยู่หน้าประชาราษฎร์
กลับมีใจเขลาขลาดคอยหวาดผวา
ไม่มีจิตตั้งมั่นในธรรมา
ปรารถนาแต่กามสุดห้ามใจ

๖๖. จึง-ต้องมีวันนี้...คอยลี้หลบ
แอบม่านพลบกลบร่างอำพรางให้
อนาถหนอ..ชีวินบนถิ่นไท
มีเจ้านายกลุ่มใหม่ที่ใจเมือง

๖๗. ทุกข์ลำบากยากหนอ..ไม่พอที่
ต้องบัดพลีเลือดเนื้อ...แทนเชื่อ-เชื่อง
กี่ศพซาก..โศกเศร้าที่เปล่าเปลือง
ต้องมาเปลื้องปูรั้งโอหังการณ์

๖๘. ปล่อยปละละผ่าน..ฝึกการยุทธ
เมื่อเร่งรุดเข้ารบ...ก็สบ-ผลาญ
เหลือลิ่มเลือดแดงคล้ำ...เป็นตำนาน
ความห้าวหาญสุดท้าย..ก่อนวายมรณ์

๖๙. เคยแตกแยกสามัคคี...วันนี้เฝ้า-
แบ่งก๊กเหล่าข่ายขุม...คอยสุมซ่อน
ต่างมาดหมายเสนอหน้ากู้นาคร
ดูเร่าร้อนอยู่ทั่วทุกตัวตน

๗๐. หลังเสียกรุง..ฝ่าพลบมาหลบซ่อน
สิ้นนาครปกป้อง..ก็ล่องหน
ท่ามคาวเลือด..ควันไฟ..คือใจคน-
พลุ่งพล่านบน..โศกเศร้า..ที่เร้ารุม

๗๑. คุณหลวง..บนหลังม้า..นัยน์ตาเพ่ง
กำดาบเกร็ง..อกหลัง..เหงื่อหลั่งชุ่ม
เห็นปราสาทมอดไหม้...หัวใจทุม-
นัสนั้นก็เข้าสุม..เข้าคลุมครอง

๗๒. โอ้อาลัย..กรุงอยุทธ..มาสุดสิ้น
งามศาสตร์ศิลป์แหล่งนี้ หรือมีสอง
เคยยิ่งใหญ๋ตระการเหลือ...เพราะเมื่อมอง-
ราวพิศพ้องทิพถิ่น...ในดินแดน

๗๓. สิ้นปรัชญาการ
เพราะกล้าหาญนั้นขาดแคลน
สิ้นหน้าจะเงยแหงน
ให้เหมือนแม้นที่เคยมี

๗๔. สิ้นชาติเพราะแกล้วการณ์
สุดต้านทานในยุทธี
แหลกยับเพราะอัปรีย์
หอบราคีขึ้นนั่งเมือง

๗๕. มีชาติเป็นเดิมพัน
และราคขวัญอันนองเนือง
ชาติเราจึงเปล่าเปลือง
ชีพแกล้วเปลื้องลงถมทาง

๗๖. ขวัญชาติเคยมาดหมาย
กลับวุ่นวายแต่เนื้อนาง
ข่ายขุมแห่งหลุมพราง
เหมือนรอขวาง..ให้ย่างเท้า

๗๗. ฝ่าคืนทั้งคืนค่ำ
ความชอกช้ำก็เหมือนเงา
ทาบขวัญไม่บรรเทา
ความเปลี่ยวเปล่าก็เต็มทรวง

๗๘. เหมือนเสียงพญาโศก
ผ่านลมโบกเข้าบำบวง
อำนาจและอาชญ์ปวง
มาลับล่วงให้ห่วงหา

๗๙. คล้ายเสียงพญาโศก
เฝ้ากล้ำโกรกเข้าโยกอา-
รมณ์คลอด้วยทรมา
ในคาบกาละล่มจม

๘๐. สร้อยเสียงคล้าย..เคียงโสต
บอกทัณฑ์โทษให้รันทม
คล้ายยุคเคยสุขสม
จะลอยลม..ให้ข่มใจ

๘๑. สิ้นแล้วบัลลังรัตน์
เศวตรฉัตรที่อำไพ
ล่มลบท่ามศพ..ไฟ
ความเป็นไทก็ล่มตาม

๘๒. ต่อนี้จะมีหรือ
ที่ยึดถือว่าเขตคาม
แคว้นถิ่นถูกหมิ่นหยาม
เมื่อครั่นคร้าม..ในยุทธนา

๘๓. วันนี้...เมื่อแพ้พ่าย
ย่อมมาดหมายกลับคืนมา
กอบกู้อิสรา
ให้ประชาและแดนดิน

๘๔. รอเถิด..รอวันนั้น
จะประจัญด้วยไพรินทร์
ศักดิ์ศรีแห่งชีวิน
จะกอบกินแทนข้าวปลา

๘๕. รอเถิด..รอวันนั้น
จะต่อกันด้วยบรรดา-
อาวุธให้สุดวา-
ระวิถีแห่งชีวิต

๘๖. แว่วข่าวทัพเจ้าตาก
ฝ่าลำบากเข้ากอปรกิจ
ตีเมือง ณ เบื้องทิศ-
บูรพาอย่างกล้าหาญ

๘๗. หม้อไหที่ในมือ
จึงบรรลือเสียงแหลกลาญ
แตกสิ้นกับดินดาน
เพื่อจักผ่านเข้าสู่เมือง

๘๘. ครั้งนั้นที่เมืองจันทร์
มีใจมั่น..ด้วยแค้นเคือง
สร้อยเศร้าเคยเปล่าเปลือง
ก็ปลดเปลื้อง..ลงกลบดิน

๘๙. ครั้งนั้นที่เมืองจันทร์
มีใฝ่ฝันให้ยลยิน
ความหวังเคยพังภินท์
กลับโบยบินให้ยินดี

๙๐. ผองชนที่เมืองจันทร์
พร้อมโรมรันในยุทธี
เลือดเนื้อ..นั้นเพื่อพลี
แลกศักดิ์ศรีไทยคืนมา

๙๑. ผองชนที่อดกลั้น
เนิ่นนานวันก็ถึงครา
ยกพลร่วมยาตรา
ร่วมคุณค่าความเป็นไท

๙๒. ผองชนที่ลิ่มเลือด
เริ่มปุดเดือดทั้งแหล่งใจ
เคลื่อนฝ่าชลาลัย
นั้นเคลื่อนไป..จะเข้ารณ

๙๓. มือกำ..ล้วนด้ามดาบ
พร้อมรับทราบหัวใจตน
พร้อมนั้น..กำลังพล
ที่พร้อมจนกระจ่างใจ

๙๔. เมื่อไท มิใช่ทาส
คือชายชาติจะชิงชัย
ชีวาแทนมาลัย
เอาสวมใส่ที่ใจเมือง

๙๕. เมื่อไท มิใช่ทาส
ไม่เขลาขลาด..แต่ขุ่นเคือง
เลือดใครจะไหลเนือง
ชีพเปล่าเปลือง..ใครเล่าใคร

๙๖. จำได้ไหมไฟควัน...เคยผันพลุ่ง
แต่สางรุ่งก่อนลำดับสูรย์ขับไข
ครั้งนั้นที่หม่นมัวทั้งหัวใจ
คือจิตไทถูกกระทำถูกย่ำยี

๙๗. จำได้ไหมไฟควันในวันพ่าย
นั้นกำจาย...โลมรุกไปทุกที่
คือชอกช้ำน้ำใจ...เมื่อไพรี-
มันเคลื่อนปรี่ปราดประทุษ..เข้าฉุดนวล

๙๘. รออีกนิดเพื่อนเอย...อย่าเลยล่วง
เราขอทวงบาปทุกข์..ในทุกส่วน
จะขอคืนเหยียบย่ำ...ความคร่ำครวญ
ไม่เรรวนความคิด...สักนิดเดียว

๙๙. รออีกนิดเพื่อนเอย...อย่าเลยลับ
ดาบเราวับวามล้วนทุกส่วนเสี้ยว
รอดื่มกินเลือดเนื้อ...ทุกเมื่อเชียว
เมื่อเพื่อนเหลียวมาดูจะรู้เอง

๑๐๐. เมื่อรุ่งสางพร่างลออ..วันทอแสง
ดาบก็แกว่งเข้าล่ม...ผู้ข่มเหง
ครั้งนั้นคาวเลือดชั่ว..เปรอะตัวเอง
สองมือเกร็งกำดาบ...กำราบอรินทร์

.
.
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:20:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #2 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:20:PM »
ชุมชนชุมชน

๑๐๑. เพียงแค่เจ็ดเดือนผ่าน...เข้ากาลใหม่
พลิกฟื้นใจกำสรดเสียหมดสิ้น
มีฮึกเหิมหวงแหน..ในแผ่นดิน
ทั้งถวิลในเสรี..เคยมีมา

๑๐๒. สุกี้พะนายกอง...ชีพล่องลับ
คือผลลัพท์ทุรยศ...กำหนดค่า
กรุงอยุทธ..เหลือเพียงซากจนยากยา-
จึงสร้างฟ้าผืนใหม่...รวมใจคน

๑๐๓. ครั้งนั้นชายชาติเมืองราชบุรี
ร่วมยุทธีเข้มแข็งทุกแห่งหน
ช่วยเจ้าตาก..รบทัพ..ไม่อับจน
พ่อบุญมาน้องตน...ร่วมพลไกร

๑๐๔. ครั้งนั้นสามทหารเสือ...แกร่งเหลือนัก
ร่วมเข่นหักชีพอรินทร์จนสิ้นได้
ทุกหมู่เหล่าป้อมค่าย..ต้องพ่ายภัย
มาร่วมใจปรารมภ์...ใต้ร่มเดียว

๑๐๕. ให้เหล่าไทยถ้วนหมู่..มาอยู่ด้วย
ร่วมใจช่วยเผื่อแผ่..ร่วมแลเหลียว
ร่วมสุขโศกอภิรมย์..ร่วมกลมเกลียว
ร่วมข้องเกี่ยวแน่นแฟ้น...ร่วมแผ่นดิน

๑๐๖. แล้วรูปคราญแห่งบ้านอัมพวา
พร้อมธิดาบุตรชายก็ย้ายถิ่น
สายใยสุดสวาดิพระราชวรินทร์
ให้ผู้คนทั้งสิ้นได้ยินดี

๑๐๗. งามเอยรูปคราญ..แห่งวานวัน
เป็นมิ่งขวัญคู่ทุกข์ในทุกที่
รูปงามเชิดชูหน้า..แก่สามี
คุณสมบัติกุลสตรี..เจ้ามีพร้อม

๑๐๘. ช่วยส่งเสริมหน้าที่..สามีเจ้า
จนเสียงเล่าลือผ่านทุกย่าน..หย่อม
เติบเต็มด้วยสุขล้ำให้ด่ำดอม
จนหล่อหลอมสองใจ..อยู่ใกล้ชิด

๑๐๙. เมื่อคุณพระ..ก้าวหน้าในหน้าที่
ก็ด้วยศรีแหนหวงทั้งดวงจิต
ตราบเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์
ศักดิ์และสิทธิ์คุณหญิง..ก็ทอดรอ

๑๑๐. สุขสงบดวงขวัญ..ในวันผ่าน
ด้วยอ่อนหวาน..พูนเพิ่มช่วยเติมต่อ
ความเข้าใจคู่เคียง...ก็เพียงพอ-
จนเกิดก่อ..ความหวัง..กำลังใจ

๑๑๑. เมื่อมีลูกปลูกฝังแต่ยังเยาว์
นั่นคือเบ้าหลอมคิด..อวยจิตให้-
ผ่านสุขโศก..มั่นคงจำนงนัย
พาเข้าไขเหตุผล..ช่วยค้นความ

๑๑๒. ตราบคุณพระเป็นพระยายมราช
บารมีและอำนาจ..ฤๅอาจห้าม
ย่อมหนักแน่นเผยเห็นไม่เว้นยาม
จนคนขามพิศเพ่ง...ต้องเกรงใจ


สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก.....
พศ. ๒๓๒๕


๑๑๓. ร่วมกรำศึกสร้างบ้านแปงเมือง
จนลือเลื่องเกียรติยศ..กำหนดให้-
เป็นแม่ทัพป้องแดน...รวมแคว้นไทย
คุมพลไกรแกร่งกล้า...บรรดามี

๑๑๔. ปราบเสี้ยนเศิกเพิกพ่าย...ชีพวายล่ม
เฝ้าปรารมภ์รบรุกในทุกที่
วางจิตใจเพื่อชาติ..เป็นราชพลี
ชูศักดิ์ศรีแห่งสยาม...ให้คร้ามเกรง

๑๑๕. รบแขกมลายู..รบหมู่ลาว
แล้วย่ำก้าวกัมพุช..อย่างรุดเร่ง
ถ้วนอรินทร์เลือดหลั่ง..ก็วังเวง
ท่ามกลางยุทธบรรเลง...ท่ามเพลงรณ

๑๑๖. กำราบศึกเสือ..ทั้งเหนือใต้
ด้วยเลือดไหลเหงื่อเค็ม..อันเข้มข้น
เพื่อสยามงามค่า..ในสากล
และผู้คนผ่านเข็ญ...ได้เย็นใจ

๑๑๗. ครั้งนั้นทัพแกล้วไทย..ด้วยใจมั่น
ก้าวย่างเหยียบเวียงจันทร์..จนสั่นไหว
พระแก้วฯ รูปงามระยับ...เอากลับไทย
จำเลยลาวกลุ่มใหญ่...ก็ได้มา

๑๑๘. ครั้งนั้น...ท่านจอมทัพจึงรับรู้
หนึ่งในหมู่จำเลย...เมื่อเผยหน้า-
ก็ตรึงรูปลึกล่วง..สู่ดวงตา
เป็นรูปรอยเสน่หา...เกินกว่าล้าง

๑๑๙. คือหนึ่งแม่หญิงลาว..อะคร้าวลักษณ์
เผยรูปพักตร์..นอบน้อมไม่ยอมห่าง
งานครัวเชี่ยวชาญครัน...รูปสรรพางค์-
ก็สำอางสดใส..ด้วยวัยเยาว์

๑๒๐. เจรจาความใด..ย่อมไพเราะ
จังหวะเหมาะ...รูปเรื่องหนุนเนื่องเข้า
อ่อนหวานรอยแย้มยิ้ม..แสนพริ้มเพรา
นั่นย่อมเร้างามยก..ลงอกชาย

๑๒๑. คอยติดตามรับใช้อยู่ใกล้ชิด
ด้วยดวงจิตอ่อนโยน..เจ้าโชนฉาย
หวังเอ็นดูลึกล้ำ..ลงรำบาย-
แต่งความหมายปรารมภ์ ห้อมห่มทรวง

๑๒๒. งามรูปเยาว์...อิริยามารยาท
ทั้งโดยภาษ..ยามเอื้อนก็เหมือนบ่วง-
คล้องใจชายรื่นรมย์..คารม-ปวง
จนเหนี่ยวหน่วงเอ็นดู...เกินรู้คลาย

๑๒๓. ครั้งนั้นรูปงามแห่งอัมพวา
ย่อมโศกาดูรอยู่ไม่รู้หาย
ท่านเจ้าคุณ..มีหญิงมาอิงกาย
เหมือนสิ้นสายสวาดิที่เคยมีกัน

๑๒๔. ด้วยคตินิยมที่...เจ้ามีอยู่
หวังร่วมคู่เพียงสอง...ร่วมครองขวัญ
ไม่ยินดียื้อแย่ง..คอยแบ่งปัน
ใจเจ้าเอยแข็งขัน..มุ่งมั่นนัก

๑๒๕. เมื่อมีรักขอเคียง...แต่เพียงหนึ่ง
ตราบจนถึงชีพชนม์..นั้นป่นหัก
จะไม่ขอร่วมสอง...ให้หมองพักตร์
ขอปลูกปักความคิด..ลงจิตนี้

๑๒๖. ครั้งนั้นแม่หญิงแว่น...จากแดนลาว
เมื่อเคลื่อนก้าวยกย่าง..มาทางศรี
ดุ้นฟืนก็ฟาดฟันลงทันที
เลือดไหลปรี่..ร้องร่ำเจ้าคร่ำครวญ

๑๒๗. เสียงร้องลั่นเอ็ดอึง..ยินถึงหู
ตกใจอยู่...ก็โดยเสียงโหยหวน
อารมณ์โกรธมากล้ำ..จึงคำนวล-
เฝ้าตัดพ้อ..เรรวนกำสรวลล้น

๑๒๘. หลบเข้าห้องปิดขัง...ไม่ฟังถ้อย
ท่านเจ้าคุณนั้นพลอย...ฟังถ้อยบ่น
เอาหญิงลาวมาขับ...ให้อับจน
ทำครอบครัวสับสน..จนวุ่นวาย


สิ้นสวาดิ....


๑๒๙. ทุบประตูปึงปัง...เสียงดังลั่น
โกรธเกรี้ยวเข้าใส่กัน...บ่าวขวัญหาย
ท่านเจ้าคุณ..สิ้นทางจะย่างกราย-
เข้าห้องหมายพบหน้า...ร่วมพาที..

๑๓๐. ครั้งนั้นบุตรชาย...คุณชายฉิม
ร้างรอยยิ้ม..ร้อนใจอยู่ในที่
เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน...ก็พลันมี-
ความคิดพาแม่หนี...ไปที่ตน

๑๓๑. ต่อลังริมหน้าต่าง...ให้ย่างเท้า
เรียกคุณแม่รีบเข้า...ช่วยเพลาบ่น
ครั้งนั้นคุณหญิงนาค...ได้ยากจน-
จำฝังลึกดวงมน...ตราบจนวาย

๑๓๒. ลูกชายพาไปอยู่..ด้วยรู้ว่า-
ไม่เห็นหน้าห่างกัน...เรื่องมั่นหมาย-
ทำเจ็บช้ำน้ำใจ..จักได้คลาย
กาลเวลาจักถ่าย...เรื่องร้ายทิ้ง

๑๓๓. เป็นหญิงผู้เด็ดเดี่ยว...ทุกเสี้ยวใจ
รอนอาลัยเคยสุข..ลงทุกสิ่ง
ไม่อาจครองอาวรณ์..ร่วมผ่อนพิง-
กับผู้หญิงอื่นใด...อีกได้แล้ว

๑๓๔. บุตรธิดาพร้อมสรรพ..พลอยรับรู้
ถึงจิตผู้เป็นแม่...ว่าแน่แน่ว
กับประพฤติเคยเห็น..จนเป็นแนว
ว่าเมื่อแววเนตรวาบ...ต้องทราบการณ์

๑๓๕. ย่อมรับรู้เชื่อฟัง - ลูกทั้งสิบ
มองตาปริบปริบกัน..ฟังบรรหาร
ต่อนี้จะห่างเห็น..อยู่เป็นนาน
ลบชื่นบานล่วงเลย...จากเคยเป็น

๑๓๖. พาแม่มาหลบอยู่..เพราะรู้ว่า
วังเจ้าจอมมารดา..เจ้าฟ้าเหม็น
ช่วยห่างไกลชอกช้ำ..ช่วงลำเค็ญ
สงสารแม่แฝงเร้น...ด้วยเอ็นดู

๑๓๗. ใจหญิงไม่แม้นนิด..จักคิดว่า
ต้องร้างลาห่างห้อง..เคยครองคู่
แม้นว่าความอาลัย...หัวใจตรู
จะยังอยู่เต็มใจ..ก็ไม่คืน


ศึกกัมพูชา....
๒๓๒๕


๑๓๘. ครั้งนั้นจอมทัพไทย...ต้องไกลบ้าน
เข้าล่มลาญกำจัดผู้ขัดขืน
เมื่อแผ่นดินกัมพุช..ไร้จุดยืน
จำเหยียดยื่นก้าวย่ำให้จำนน

๑๓๙. หะหาย...อ้ายขะแมร์ก็แค่นี้
เมื่อไทยมีศึกพม่าก็มาปล้น
มีเวลาจำต้องขับให้อับจน
เอาให้ป่นทรุดคาใต้ฝ่าเท้า

๑๔๐. อีกครั้งที่ฝ่าเท้า...มาก้าวย่ำ
เพื่อตอกย้ำความย้อน...ครั้งก่อนเก่า
พระนเรศโรมรันห้ำหั่นเอา-
เลือดงูเห่าโดยชาติล้างบาทไท้

๑๔๑. สองพี่น้องเหยียบย่างเข้ากลางศึก
ด้วยสำนึกมุ่งมั่น..ยากหวั่นไหว
สัญชาติหมาลอบกัด..เคืองขัดใจ
จำหักให้รับทราบ...รู้หลาบจำ

๑๔๒. อีกครั้งที่...หนุนกำลังเข้าถั่งโถม
เอาเลือดโลมถ้วนสิ้น...แผ่นดินต่ำ
หักทุกทุกเสแสร้ง..เคยแกล้งทำ
เอาชดใช้ชอกช้ำ...อันเคยมี

๑๔๓. อีกครั้งที่กัมพุช..ถูกฉุด- ฉีก
เกินหลบหลีก...จึงแหลกยับอยู่กับที่
อีกครั้งถูกเข่นฆาตเป็นราชพลี
เพื่อใช้หนี้เล่ห์กล...อันล้นทราม

๑๔๔. ผู้เข้มแข็งเคี่ยวกรำ...ย่อมชำนะ
ศักยะกุมเหง...สร้างเกรงขาม
จึงครอบครองทั้งสิ้น...ถ้วนถิ่นคาม
กัมพุชลาวครั่นคร้าม..เศียรตามค้อม

๑๔๕. อาชญ์ใดเล่าเหนี่ยวหัว
ให้เกรงกลัวให้ยินยอม
เพื่อใจนั้นนอบน้อม
และเพื่อพร้อมจะยอมตน

๑๔๖. คมดาบเมื่อพาดคอ
ย่อมทดท้อย่อมทุกข์ทน
นัยคำย่อมจำนน
ต่อผู้คนที่เข้มแข็ง

๑๔๗. คมดาบเมื่อหยาบหยาม
ย่อมคุกคามอย่างรุนแรง
คือใจขยาดแหยง
และเสแสร้งต้องสิ้นสูญ

๑๔๘. ลิ่มเลือดกัมพุชหลั่ง
ไหลผุดพลั่งอยู่เพิ่มพูน
เทวษคลี่ทวีคูณ
จะอาดูรนั้นโดยใด

๑๔๙. ลิ่มเลือดถูดเชื่อด..หลั่ง
เพราะเรื่องหลังเคยจัญไร
ลอบกัดประหัตไทย
จึงบรรลัยในวันนี้

๑๕๐. เหยียบตอบให้หมอบกลัว
นอบน้อมหัวเอาบัดพลี
วันหน้าขออย่ามี-
พฤติอับปรีย์..กาลีชน

.
.
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:21:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #3 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:21:PM »
ชุมชนชุมชน

ฟ้าใหม่......


๑๕๑. แล้วข่าวจากเมืองไทยก็ไปถึง
เจ้าหลวงซึ่ง..แซ่ศัพท์ว่าสับสน
สิ้นร้างอำนาจผอง..ปกครองคน
พระยาสรรค์เหิมตนเข้าปล้นชิง

๑๕๒. หมดสิ้นรอบบุญกรรมเคยทำไว้
แปรเปลี่ยนให้เป็นทุกข์ไปทุกสิ่ง
ร้างไร้ความอาทร..ให้ผ่อนพิง
และร้างยิ่งความจงรักผู้ภักดี

๑๕๓. ด้วยอาเพท..สับสนวิกลจริต
จึงเห็นผิด..เป็นอสัตย์ทำบัดสี
บังคับสงฆ์กราบกราน..ด้วยพาลมี-
อุตริมนุสสธรรมที่..ไม่มีจริง

๑๕๔. พระสังฆราช...พิมลธรรม...พุทธาจารย์
ร่วมต่อต้าน...หยัดยืนแข็งขืนยิ่ง
เอาชีวาตม์ตอกปัก...เป็นหลักอิง-
ให้จิตคนผ่อนพิง...อยู่ค่ำเช้า

๑๕๕. เมื่อมีใบแจ้งข่าว...บอกกล่าวเรื่อง
ก็นับเนื่องคิดย้อนเรื่องก่อนเก่า
ครั้งบวชเรียนชิดใกล้แต่วัยเยาว์
ร่วมสำนักผู้เฒ่า...พระทองดี

๑๕๖. อยู่วัดโกษาวาส...เรียนศาสตร์สรรพ
เพื่อสำหรับเขียนอ่าน...ประการที่-
ปรากฏ..นัยสื่อตามถ้อยความมี
เป็นศักดิ์ศรี..แห่งชายผู้หมายรู้

๑๕๗. ทั้งจากวัดมหาทะลาย...ใกล้ใกล้กัน
อีกภิกษุรูปนั้น...สัมพันธ์สู่
บิณฑบาตรร่วมกัน..ทุกวันดู-
สนิทสนมกันอยู่...เป็นคู่ธรรม

๑๕๘. ครั้นครบคาบยามลา..สิกขาบท
หมายกำหนดฤกษ์งาม..นั้นยามค่ำ
ก็ปลดปลงจีวร..เคยผ่อนกรรม
วางเท้าย่ำเหยียบหลงสู่วงวัฏฏ์

๑๕๙. หนึ่งเป็นหลวงยกกระบัตรแห่งเมืองตาก
ต้องจำพรากเวียงวัง..ต้นสังกัด
มหาดเล็กในพระเจ้าเอกทัศน์
วาสนาก็ฉายชัดแต่บัดนั้น

๑๖๐. เจ้าเมืองตากชีวาตม์มาขาดล่วง
เหมือนแรงหน่วงรอบกรรมเข้าห้ำหั่น
จึงนายสินต้องรับในฉับพลัน-
เป็นพระยาตากแทนกัน แต่นั้นมา

๑๖๑. ด้วยวัยเพียง ยี่สิบเจ็ด บำเหน็จตอบ
สร้างเกณฑ์กรอบ..บารมีและทีท่า-
ที่ดูเหมือนโชนฉายสู่สายตา
และราวว่า...แจ่มใสเป็นนัยเดียว

๑๖๒. หนึ่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี
ด้านหน้าที่รับรอง...เกินข้องเกี่ยว
ด้านส่วนตัวสนิทสนม...ร่วมกลมเกลียว
ต่างช่วยเหลือแลเหลียว..ราชกิจจา

๑๖๓. มหาดเล็กในกรมขุนพรพินิต
อยู่ใกล้ชิดรับสั่ง..คนวังหน้า
ย่อมเข้าใจเหลี่ยมคู..เพียงดูตา
ของเสนาอำมาตย์..มุขมนตรี

๑๖๔. น้องชายนายบุญมาผู้กล้าหาญ
ร่วมศึกผลาญเหล่าอรินทร์ทุกถิ่นที่
เมื่อยินข่าวจลาจลที่ธนบุรี
ก็เคลื่อนทัพกลับธานี...เพื่อคลี่คลาย

๑๖๕. ทัพพระยาสุริยอภัย...รอไขข่าว
ถึงเรื่องราวในวัง..จึงตั้งค่าย-
รอประเมินเรื่องอยู่..ไม่ดูดาย
เพื่อมุ่งหมายเร่งรัด..เข้าจัดการ

๑๖๖. ด้วยจงรักท่านเจ้าคุณ..จึงหนุนช่วย
เอื้ออำนวยไม่เว้น..เพราะเป็นหลาน
คุมโยธีรี้พล...คอยป่นพาล
เมื่อเหตุการณ์เลวร้าย...ก็บ่ายมา

๑๖๗. ตั้งหลัก..มั่นคงอยู่นอกเมือง
สืบสวนเรื่องข้อข่าว..คนกล่าวหา
รอคอยทัพพระยาจักรี...ท่านกรีฑา
ยกกลับมา...คลี่คลายสถานการณ์

๑๖๘. ครั้งนั้นองค์เจ้าหลวงในผ้าเหลือง
ราวปลดเปลื้องบาป-ลง..สู่สงสาร
แววเนตรนั้นตอบรับอยู่นับนาน
สิ้นกุศลสืบสานแต่กาลนี้

๑๖๙. ดุลอำนาจทางทหาร..เมื่อผ่านเปลี่ยน
ย่อมกร่อนเกรียนความรัก..และศักดิ์ศรี
รับรู้ด้วยหัวใจ..ด้านในมี
คือหมดที่หมดทางจักย่างยืน

๑๗๐. มิได้มีเชื้อสายทางฝ่ายไหน
หากมีใจที่อุบัติขึ้นขัดขืน-
ต่อต้านผองหมู่อรินทร์ท่ามกลิ่นปืน
รวมแดนไทยทุกผืนเป็นผืนเดียว

๑๗๑. ในแวดล้อมสงคราม..และความตาย
หัวใจฝ่ายลำบาก..ย่อมกรากเชี่ยว-
เป็นน้ำใจปรารมภ์...ร่วมกลมเกลียว
เป็นหนึ่งเดียวเมื่อดาบ..นั้นวาบคม

๑๗๒. ในแวดล้อมอำนาจ...เหล่าชาติชาย-
เฝ้ามุ่งหมาย..แอบหวัง..พลอยสั่งสม
เพื่อร้อยรวมเจตนา..กับปรารมภ์
จักไม่ก้ม..คอให้..แก่ใครเลย

๑๗๓. แต่ล้วนหลั่งเลือดเนื้อ..มาเพื่อชาติ
ล้วนองอาจถ้วนผู้..ฤๅอยู่เฉย-
ให้ชนชั้น..ศักดิ์ต่ำ..มา-กล้ำเกย
เหยียดยิ้มเย้ยเสาหลัก...แห่งศักดินา

๑๗๔. เมื่อคนโน้มเหนี่ยวคอ...ไม่ต่อสู้
ยอมรับรู้หมดบุญ..หมดคุณค่า
ใจเอยยอมได้ฤๅ..ถูกขื่อ-คา
เลือดขัตติยาควรดิ้น..จนสิ้นใจ

๑๗๕. ใจเอยย่อมหดหู่...เมื่อรู้เห็น
ยากแฝงเร้นโจษจันถึงกันไหว
เมื่อศักดิ์แห่งขัตติยาเลือนพร่าไป
ยอมพวกไพร่เข้าขับถึงอับจน

๑๗๖. ผุ้มีจิตวิทยาเป็นอาวุธ
อาจเข้ายุทธด้วยอุบายเป็นหลายหน
สืบสร้างศรัทธาใน..หัวใจคน
เติมภักดีท่วมท้น..อยู่บนวัน

๑๗๗. จึงครั้งนั้นหมู่อำมาตย์และเสนา
พร้อมบรรดาแกล้วในทัพ..เห็นคับขัน-
บ้านเมืองยิ่งใหญ่ล้ำ..เป็นสำคัญ
ให้สำเร็จโทษรูปนั้น..ตราบบรรลัย


ปฐมวงศ์....


๑๗๘. รูปเอยรูปคราญ...ในกาลนั้น
พร้อมดวงจิตเงียบงันไม่หวั่นไหว
“ท่านเจ้าคุณ” น้อมหัตถ์รับฉัตรไชย
เป็นราชันย์องค์ใหม่กลางใจชน

๑๗๙. ครั้งนั้นจึงรูปงามแห่งอัมพวา
รับยศถาแต่งตั้ง..อีกครั้งหน
เป็นสมเด็จอมรินทรา..สูงค่าคน
ราชินีผู้งามล้น...คู่บัลลังก์

๑๘๐. ยังเรียกหาอย่างเก่า..”ท่านเจ้าคุณ”
ใจละมุนละเมียดงามกับความหลัง
โปรดให้ลูกเรียกหา..เหมือนว่ายัง-
อยู่ร่วมเรือนแต่ครั้ง..เมื่อยังเยาว์

๑๘๑. โปรดให้เรียก”คุณแม่”เช่นแต่ก่อน
หากสุมซ่อนเกินเปรียบ..คือเงียบเหงา
เมื่อมีกิจช่วยอยู่ไม่ดูเบา
และความเคารพให้..ต่างใจมี

๑๘๒. องค์ราชันย์นั้นเอง..ทรงเกรงใจ
เลี่ยงการณ์ไม่แตะต้อง..ขุ่นข้องศรี
มิได้อยู่ด้วยกัน..แต่ครั้นมี-
ราชพิธี..รอพร้อม..ก็ยอมมา

๑๘๓. ไม่รับรู้รับฟัง..ว่าวังหลวง
จักมากมายสนมปวง..ไม่ห่วงหา
วางจิตใจตั้งมั่นในธรรมา
อบรมบุตรกุลธิดาให้ใฝ่ดี

๑๘๔. ว่าที่สมเด็จพระพันปีหลวง
เมื่อลับล่วงวังหน้า..จึงหน้าที่-
มารดาผู้แกร่งกล้า..เผยท่าที
เอ็นดูลูกชายสี่..ผู้มีบุญ

๑๘๕. คือเกียรติยศมารดา..เจ้าฟ้าฉิม
ความเอิบอิ่มก็เร่งรุดเข้าอุดหนุน
ทั้งโดยยศ โดยเกียรติ ละเมียดละมุน
เผยเป็นคุณค่าวางอยู่กลางเมือง


เกียรติยศตามธรรมชาติ....


๑๘๖. เป็นหญิงงดงามลักษณ์..พร้อมศักดิ์ศรี
แม้นจักมีเพรงบุญเข้าหนุนเนื่อง
ไม่หลงเหลิงรูปเงาให้เปล่าเปลือง
ยอมปลดเปลื้องสมุมติ..ไม่ยุดยื้อ

๑๘๗. จึงทุกคำพูดจา..เช่นสามัญ
เหมือนวานวันเคยประพฤติเฝ้ายึดถือ
เกียรติศักดิ์สูงล้ำ..ยิ่งคำลือ
จำหลักชื่อเคียงปฐมบรมวงศ์

๑๘๘. สนิทสนมด้วยพี่สาวท่านเจ้าคุณ
รูปดรุณผู้พิลาส..ดั่งชาติหงส์
ด้วยจริตต้องกัน..อย่างมั่นคง
มีจำนงแห่งชีวิตเป็นทิศเดียว

๑๘๙. แม้นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล
เกียรติโอฬารวางแผ่ให้แลเหลียว
ฤๅอาจแทนใจชายที่คลายเกลียว
ให้ทางเที่ยวก้าวย่ำ...เพียงลำพัง

๑๙๐. คือสมเด็จพระอมรินทร์..โสภิณลักษณ์
เกียรติศักดิ์เฉิดฉาย...ในฝ่ายหลัง
พระราชินีสัมพันธ์..คู่บัลลังก์
ผู้จริงจังเข้มแข็ง...ใจแกร่งนัก

๑๙๑. ประทับอยู่แต่ลำพัง..ที่วังเดิม
ไม่เคลิบเคลิ้ม..ปรากฎแห่งยศศักดิ์
ไม่ยินดีแบ่งปัน..สัมพันธ์รัก
ยอมแตกหัก..อยู่เดียวจนวันตาย

๑๙๒. งามจริต..งามลักษณ์...งามศักดิ์ศรี
คือสตรีผู้งามเต็มความหมาย
ยอมอยู่ด้วยเปล่าเปลี่ยวอย่างเดียวดาย
ไม่ขวนขวาย..กลับมี..เต็มที่ทาง


แม่หญิงบุญรอด....


๑๙๓. เมื่อลูกชายเข้าหนุ่ม...เริ่มกรุ้มกริ่ม
คือพ่อฉิมผู้สมรรถ..เกินขัดขวาง
กอปรน้ำใจเอ็นดูไม่รู้จาง
กับหลากหลายนวลนาง...เคียงข้างกาย

๑๙๔. เมื่อมีรูป...มีใจหวั่นไหวรูป
เฝ้าโลมลูบอาวรณ์..สุดผ่อนหาย
เมื่ออ่อนโยนลึกล้ำ..เผยรำบาย
ย่อมเพื่อหมายรำพัน..เข้าพันธนา

๑๙๕. หลานสาวท่านเจ้าคุณ..แม่บุญรอด
เผยรูปทอดทับทรวง..จนห่วงหา-
นั้นแปรเปลี่ยนรูปแก้ว..ลงแววตา
ทรมา..ละห้อยเห็นไม่เว้นวาย

๑๙๖. อีกครั้งที่...โศกสร้อย..ลิ่วลอยหล่น
ความอับจน..อาดูร..สิ้นสูญ-หาย
พาหอมหวานอ่อนละมุน..ของอุ่นอาย-
แนบความหมายงามพร้อมเข้าล้อมทรวง

๑๙๗. พร้อมพฤกษ์พรรณเอนไหวอยู่ในที่
ท่ามกลางลมวาดวี...รังสีสรวง
หอมเอยเมื่อโถมถั่ง..ใจทั้งดวง-
ก็สุดใจจะผ่านล่วง..พ้นบ่วงนี้

๑๙๘. ระยิบรับ..ระยับรุ้งแห่งคุ้งฟ้า
ก็ทอดทอแจ่มจ้า..แต้มราศี
บุปผากรองช่อตระการ..ลมผ่านวี
ก็สุดที่สุดทางจะร้างลา

๑๙๙. อีกครั้งที่เยียบเย็น..ได้เร้นผ่าน
หลังอบอุ่นอ่อนหวาน..แผ่ซ่าน-หา
ประทิ่นรสลดามาลย์..ผ่าวผ่านมา
ก็รู้ว่าเกินการณ์จะต้านแล้ว

๒๐๐. หอมเอย-หอมอาลัย..หัวใจนั้น
เพื่อผูกพัน..อ่อนหวานได้ผ่าน-แผ่ว-
จากใจสู่ใจอ่อน..จนย้อนแวว-
ความแน่แน่วโชนฉาย..แก่สายตา

.
.
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:22:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #4 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:22:PM »
ชุมชนชุมชน

๒๐๑. หวานเอย-หวานสู่ทรวง..สุดล่วงหาย
ผ่านความหมายเกื้อหนุนเป็นคุณค่า
สดับเถิดคำถ้อยเรียงร้อยมา
จะแต่งแต้มเสน่หา...กอปรท่าที

๒๐๒. เพื่อรับรู้อ่อนหวานที่ผ่านให้
ถ่ายทอดความอาลัย..สู่ใจที่-
รอคอยละห้อยเห็น..ความเป็น-มี
จนสุดที่จะบิดเบือนให้เลื่อนล้า

๒๐๓. ใจเอย..ดวงใจเจ้าก็เท่านี้
ยังอ่อนโยนมากมี...ทุกทีท่า
เช่นสมัย..รอบวันผ่านผันมา
จักแจ่มจ้า..ระยับล่วง..ถึงดวงใจ

๒๐๓. ใจเอย..ดวงใจเจ้าก็เท่านี้
ยังอ่อนโยนมากมี...ทุกทีท่า
เช่นสมัย..รอบวันผ่านผันมา
จักแจ่มจ้า..ระยับล่วง..ถึงดวงใจ

๒๐๔. กำเนิดในเหล่าชั้นสามัญชน
ในยามเกียรติเปลื้องป่น..เมืองหม่นไหม้
เวียงวังล่มชีพม้วย...ลงด้วยไฟ
จนสั่นไหวถ้วนสิ้น...จิตวิญญาณ

๒๐๕. เมื่อแม่แก้ว...ลี้ภัยอยู่ในป่า
หลบสายตาตรวจจับ..จากทัพม่าน
อยู่ในป่าทุกข์ครัน..ทางกันดาร
ทรมานไม่รู้แล้ว...จนแคล้วภัย

๒๐๖. มีน้าชายสองผู้...ที่รู้รบ
หนึ่ง..ฝ่าพลบร่วมทัพหมายขับไล่-
เหล่าอรินทร์เร่งรุดจนสุดใจ
ที่ที่ผืนฟ้าใหม่..เริ่มใยยอง

๒๐๗. หนึ่ง..ลึกซึ้งเยือกเย็นอยู่เป็นนิจ
จึงสัมฤทธิ์ทุกเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
มีความใคร่ครวญนำ..เป็นทำนอง
อันชนผองส่วนใหญ่...ย่อมไม่มี

๒๐๘. กับคุณน้า..รูปงามแห่งอัมพวา
เคารพรักศรัทธา...เกินกว่าที่-
อาจเปรียบคำเทียมค่า..ความอารี-
แห่งไมตรี..ยามยากร่วมตรากตรำ

๒๐๙. ช่วยพ่อแม่..สารพัด..ทำ..จัด..ขาย
เรือล่องผ่านน้ำสาย...จ้วงพายจ้ำ
ขนมหวานถ้วนสรรพ...เจ้าจับ-ทำ
รสชาติล้ำเลิศลบในภพพื้น

๒๑๐. คุณสมบัติกุลสตรี..เจ้ามีพร้อม
ดั่งประทิ่นกลิ่นพะยอมอันหอมรื่น
เมื่อต้องลมผ่านย้ำทั้งค่ำคืน
หอมจะชื่นฉ่ำล่วงถึงดวงใจ

๒๑๑. หลานสาวสองขุนนาง..สำอางลักษณ์
รูปผ่องพักตร์..เนตรระยับเจ้าขับไข
จักผ่านล่วงโดยดี..สักกี่ใจ
อาจข่มไหวหวั่นสะท้านจนผ่านพ้น

๒๑๒. หลานสาวขุนนางใหญ่..ชายใดเล่า-
หาญใฝ่เฝ้าหมายปอง..เกรงหมองหม่น
ด้วยแตกต่างกีดกัน..จากชั้นชน
ดอกฟ้าบนกิ่งฟ้า...เกินคว้าชม

๒๑๓. วัยสิบห้าเข้ารุ่นละมุนเหลือ
ผุดผาดเนื้อพิศตาม..ก็งามสม
รูปจริตกิริยา...นัยน์ตาคม-
ราวจะล่มใจชาย...ผู้หมายปอง

๒๑๔. เกิดแต่เมื่อกรุงแตก...เมืองแหลกยับ
เกียรติมอดดับใจคนล้วนหม่นหมอง
มีโศกเศร้าชอกช้ำเร่งทำนอง-
ร่วมพร่ำพร้องทรมา..ด้วยอาลัย

๒๑๕. ท่ามควันไฟมืดหม่น..เหล่าคนทุกข์
ค่อยปลอบปลุกความหวัง..ขึ้นตั้งใหม่
ครั้งนั้นบางความคิด...บางจิตใจ
เล็กเกินไฟร้อนรุม..อาจสุมลน

๒๑๖. ท่ามกลางความลำบาก..ต้องจากเมือง
มาปลงเปลื้องอาศัยด้วยไพรสนฑ์
เพื่อหลบหลีกภัยอรินทร์..กลางถิ่นตน
ต้องดิ้นรนให้รอดชีพปลอดภัย

๒๑๗. ย่อมเป็นความอัปยศ..ในบทบาท
ความเป็นชาติที่ย่อยยับ..เกินรับได้
กระนั้นแล้วถ้วนทั่ว...ทุกหัวใจ
ก็ยังไม่สามัคคี...เช่นที่ควร

๒๑๘. เมื่อบ้านเมืองล่มลับจนยับย่อย
ผู้คนพลอยหม่นมัวอยู่ทั่วถ้วน
ท่ามลมโศกกล่อมเห่...จิตเรรวน
ในทุกส่วนสังคม...รันทมนัก

๒๑๙. เมื่อคุณน้า..นำชาติด้วยวาสนา-
สู่คุณค่าบริบท แห่งยศศักดิ์
ก็เมื่อนั้นรูปนาม...ผู้งามลักษณ์
ได้ทรงศักดิ์สถานภาพให้ทราบรู้

๒๒๐. เป็นเจ้าฟ้าเจ้านายของฝ่ายใน
ศักดิ์สูงไกลเกินชายจะหมายสู่
กระนั้นแล้วด้านในหัวใจตรู
คล้ายรออยู่...รูปเงา..รุมเร้าทรวง

๒๒๑. จนผ่านวัยสาวรุ่น...ละมุนละม่อม
ก็พรั่งพร้อมรูปเห็น..คล้ายเป็นบ่วง-
คล้องใจชาย..ส่งสาปลงทาบทวง
เพื่อจักหน่วงเหนี่ยวรู้...ลงสู่ใจ

๒๒๒. ที่เขตแดนอาจเอื้อม..น้ำเชื่อมฟ้า
รังสีจ้าปรากฎรอบบทใหม่
ฟุ้งฟายแห่งเย็นร้อนสะท้อนไอ
ก็หลอมให้กลมกลืนเป็นผืนเดียว

๒๒๓. จินตะฟ้าเวิ้งฝันผู้ฟันฝ่า
ก็แกร่งกล้าบทบาทขึ้นกราดเกรี้ยว
ประเทียบรอยสัมพันธ์เข้าฟั่นเกลียว
ก่อนโน้มเหนี่ยวบริบท..ให้จดกัน

๒๒๔. เลือนลางแห่งร่างแสง..เริ่มแดงร้อน
จะผ่านเผาอัมพรลงกร่อนขวัญ
เข้าช่วงชิงตำนานแห่งวานวัน
สุมซ่อนทัณฑ์ทรมา..ผู้อาลัย

๒๒๕. แต่อรุณตราบศิวาจบราตรี
อ้อมรูจีโอบรับสู่หลับใหล
จินตะฟ้าเวิ้งฝันของวันใด
คงสดใสหยัดอยู่..ยากรู้เลือน


ดอกฟ้า..แห่งตำหนักแดง....


๒๒๖. ทั้งคาวหวานจัดแจง..ปรุงแต่งรส
ก็ปรากฎรสชาติ..ใครอาจเหมือน
ก่อนหัตถ์พรหมนิรมิตเข้าบิดเบือน
พาหนึ่งรูปคล้อยเคลื่อน...ผ่านเยือน..ยล

๒๒๗. งามเอย..ละอองฝนเมื่อหล่นล่าง
เป็นสร้อยน้ำพรายพร่างอยู่กลางหน
ต้องลมตื่นหยาดตก..ก็วกวน
เหมือนต้องรื่นใจคน..ย่อมวนเวียน

๒๒๘. รอฉ่ำชื่นตื่นคอย..ละห้อยหา
เฝ้าไขว่คว้ารูปรอยเกรงคล้อยเปลี่ยน
แสงสุวรรณงามล้วนก็จวนเจียน
ทอดแสนล้านแรงเทียนประเทียบยาม

๒๒๙. อ้อมแขนแห่งอรุณเริ่มอุ่นโอบ
เอื้อใจโลภบ่มทราบ..รสวาบหวาม
รสละมุนกรุ่นนัยของใจความ
จะหักห้าม..เกรงว่าจักช้าเกิน

๒๓๐. ช้าก่อนเถิด..รอบอุทัย..พิไลพิลาศ
แม้นส่องสาดคคนานต์อยู่นานเนิ่น
อย่าเพิ่งผ่านรองเรื่อ..เถิด..เชื้อเชิญ
มาร่วมเพลินอภิรมย์..แห่งคมคำ

๒๓๑. บุปผาหอมสกุณนกช่วยผกเสียง
เสนาะเคียงเมื่อใจหนึ่งใครสัม-
ผัสทำนองกรองร้อย..แห่งถ้อยคัม-
ภีระภาพซาบซ้ำที่ย้ำทรวง

๒๓๒. หวานเอย..มธุรสแห่งพจน์เขา
แต่คลอเคล้าอกอยู่ไม่รู้ล่วง
หอมความนัยภาษประดัง..หอมทั้งปวง
จะแปรหอมเป็นหวง..เป็นห่วงใย

๒๓๓. ผ่านคีตาโอบขวัญสู่บรรจถรณ์
กล่อมอัปสรย้อนย้ำทุกคำไข
นานเจ้าเอย..ล่องลอยเพราะปล่อยใจ
ฟังกล่อมใคร..ผ่านถวิลสู่จินตนา


รำพันพิลาป....


๒๓๔. วันนั้นฟ้าหม่นหมอง...คนร้องไห้
กับอาลัยทิ่มแทง..ฤทธิ์แรงกล้า
พระชนนีทิวงคต..เบิกบทอา-
ดูรเทวษโศกา..แทบว่าวาย

๒๓๕. ครั้งนั้นทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้า
ร่วมในวาระสำคัญ...เป็นมั่นหมาย
มีรูปงามละม่อมหน้า...นัยน์ตาชาย-
สบ..แพ้พ่าย..อารมณ์ที่สมยอม

๒๓๖. ด้วยวัยสามสิบสี่..วันนี้เจ้า-
พ้นวัยเยาว์เคยละลานด้วยหวานหอม
เป็นงดงามสง่าล้ำให้ด่ำดอม-
ของหัวใจที่พรั่งพร้อมจะกรอมเกรียม

....งามจริตกิริยาเป็นน่าชม
แต่บังคมพี่ชายก็อายเหนียม
ที่ลอบแลโฉมน้องลองเลียม
งามเสงี่ยมเจียมจิตที่ติดใจ....

....เมื่อชม้ายมาสบหลบเนตรพี่
ท่วงทีที่ทำยังจำได้
ยิ่งแสนเสน่หาอาลัย
เร่าร้อนฤทัยเกรียมตรม....

๒๓๗. ถ้อยทีถ้อยอาศัย..ด้วยใจที่
รอบไมตรีเหนี่ยวรั้ง..ร่วมสั่งสม
แรงถวิลเสน่หาในอารมณ์
ก็ห้อมห่มอกใจ..พลอยไขว่คว้า

๒๓๘. ด้วยเป็นญาติใกล้ชิด..สนิทสนม
ต้องกดข่มสัมพันธ์...ร่วมฟันฝ่า
ทั้งขนบประเพณี...เคยมีมา
คือขวากขวางปรารถนา...ในครานี้

๒๓๙. รูปหนึ่งอยู่โดดเดี่ยว...แสนเปลี่ยวเปล่า
อีกหนึ่งเล่า..รูปละม่อมแวดล้อมที่
ยี่สิบสองอนงค์นาง..รอบข้างมี
คือท่วงทีเสน่หา..หน่อราชันย์

๒๔๐. เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร
ผู้สุมซ้อนความนัยความไหวหวั่น
ใจเจ้าเอย..ดื่มด่ำด้วยรำพัน
จนซมสั่นวาบหวามเกินห้ามแล้ว

๒๔๑. ออดอ้อนรำพันถ้อย..ราวร้อยบ่วง-
ใจทั้งดวงก็ทอดถอน..อยู่ผ่อน-แผ่ว
เนตรพ้นผ่านเลือนลาง...จนพร่างแพร้ว
เผยออกแววอารมณ์...ว่าสมยอม

๒๔๒. สุดใจ..จะหลีกจะลี้หลบ
สุดเกลี่ยกลบซึ้งซ่าน..จากหวานหอม
สุดคิดจะสอดแทรกความแปลกปลอม
รอเพียงอ้อมอกอุ่น..ให้หนุนซบ

๒๔๓. เจ้าโหยหาอ้อมกอด...ให้ออดอ้อน
พร้อมพากย์วอนกล่อมขวัญ...เนตรบรรจบ
ร่วมผูกพัน..สายสวาดิด้วยชาติภพ
จนสุดลบสุดล้างให้จางเลือน

๒๔๔. แม้นเล่าลือบรรดา..เกินกว่าห้าม
กลับไม่คร้ามเรื่องอดีต...อาจกรีดเฉือน
พี่ชายกังวลนัก...คอยตักเตือน
แต่ก็เหมือนสุดป้อง..ใจน้องนุช

๒๔๕. ว่า..”พ่อฉิม..ลูกเมียก็มากอยู่”
เรื่องเจ้าชู้..ไหนเลยจะเคยหยุด
นานไปโดนข่มเหง...จักเร่งรุด-
ให้พี่ฉุดช่วยรับ..ความอัปยศ

๒๔๖. จึงต้องเร้นลี้หลบ..ลอบพบปะ
ร่วมพันธะผูกพัน..ร่วมกำหนด
ลอบเล็มความหอมหวานสำราญรส
ราวทิพแถนวางบทให้ทดลอง

๒๔๗. จึงทั้งสองส่วนปลายแห่งสายใย
มีเพียงหนึ่งความนัย...จากใจสอง
หนึ่งความหมายเร้นลับ...ร่วมจับจอง
จึงร่วมกันครอบครองด้วยสองใจ

๒๔๘. ราวสรวงชะลอลงที่ตรงหน้า
เมื่อร่องรอยเสน่หาเริ่มบ่าไหล
ขณะที่รอบนิมิต..พานจิตใจ
พาอ่อนไหวลึกล้ำ...เร้ากำลัง

๒๔๙. สุมบทความสดใส
ด้วยหัวใจรักจริงจัง
....สองปีสองปิดบัง
แต่ลำพังสองต่อสอง....

๒๕๐. รสอาหารเลื่องลือ..ฝีมือเจ้า
เมื่อคลุกเคล้าเสร็จสรรพ..เพียงจับต้อง
แล้วปรุงปรนรังสรร...ตามครรลอง
ก็สุดป้องปัดเสน่ห์ให้เรรวน

.
.
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:23:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #5 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:23:PM »
ชุมชนชุมชน

....พลับจีนจักด้วยมีด
ทำประณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน
ผลยิ่งพลับยับยับพรรณ....

....น้อยหน่านำเมล็ดออก
ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย์
มือใครไหนจักทัน
เทียบเทียมที่ฝีมือนาง....

....ผลเกดพิเศษสด
โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง
สารเกศเส้นขนเม่นสอย....

....ทับทิมพริ้มตราตรู
ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย
สุกแสงแดงจักย้อย
อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย....

๒๕๑. โอนความรักอาลัยที่ใหม่สด
ร่วมปรุงบทอำรุง...ความมุ่งหมาย
เมื่อความสัตย์ด้านใน..หัวใจชาย
ค่อยเคลื่อนคลายส่งมอบให้ครอบครอง

๒๕๒. ยกย่องให้สำคัญ...คู่บัลลังก์
หนึ่งเดียวนั้น..ในวิถี..ไม่มีสอง
สุจริตเพื่อสำหรับ..ไว้รับรอง-
สถานภาพของ...รูปพิไลผู้ใยดี

๒๕๓. ด้วยหวั่นเกรงพระชนก..จึงปกปิด
หากด้วยจิตที่ตระหนักในศักดิ์-ศรี
วานคุณแว่น..เสนอหน้าน้อมวาที
ต่อเอกองค์เจ้าบดี..จนคลี่คลาย

๒๕๔. สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์
เช่นโอภาสงามเพริดขึ้นเฉิดฉาย
เปลื้องปลงมืดเปลี่ยวเปล่าแต่เพรางาย
เพื่อรำบายจำรัส...โลมปัถวี

๒๕๕. โอ้ว่า...ร่มฉัตรชั้นราชบัลลังก์
ราวจัดตั้งรอองค์ผู้ทรงศรี
ด้วยเพรงบุญวาสนาบรรดามี
เหมือนกันที่ก่อทางให้ย่างลง

๒๕๖. เมื่อชนกสวรรคต..สิ้นบทบาท
จึงเมื่อนั้นหน่อราช..เชื้อชาติหงส์
ก็น้อมรับศักดินา..แสนอ่าองค์
เพื่อสืบส่งร่มฉัตร..ครองรัฐไทย

๒๕๗. พร้อมเอกองค์อนงค์ผู้คอยคู่ข้าง
อยู่ท่ามกลางเกียรติยศกำหนดให้
เป็นบทบาทสูงยิ่งกว่าหญิงใด
ตามที่ได้รับคำ..แต่ยามนั้น



สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี
พศ. ๒๓๕๒.....



๒๕๘. วัยสิบสองเมื่อชนก..สวรรคต
ให้กำสรดอาลัย..หทัยหวั่น
เมื่อเอกองค์เชษฐา..เป็นราชันย์
ก็เมื่อขวัญขนิษฐ์ตื่น...รับรื่นเย็น

๒๕๙. อัญเชิญเครื่องเบญจราชกุธภัณฑ์
ย่อมสำคัญองค์อยู่...คนรู้เห็น
จากผุดผาดวัยเยาว์ที่เจ้าเป็น-
ผ่านหกปีงามเด่น..เกินเค้นคำ

๒๖๐. วัยสิบแปดสู่สาวอะคร้าวลักษณ์
ละม่อมพักตร์สบนัยน์ห้วงใจระส่ำ
เพื่อความหมายรองเรืองได้เนื่องนำ
เข้าหยอดย้ำจิตชายสุดคลายคลอน

๒๖๑. เมื่อมีรูปมีใจหวั่นไหวรูป
เฝ้าโลมลูบจินตภาคจนยากถอน
มีความหมายสุมใจเหมือนไฟฟอน
ที่รุมร้อน..เร้าอยู่ไม่รู้คลาย

๒๖๒. งามรูปองค์โสภิต..ขนิษฐ์น้อง
เช่นสูรย์ผ่องบรรเจิดขึ้นเฉิดฉาย
จนเนตรหนึ่งตื่นตอบ...เฝ้าลอบชาย-
สบพักตร์สายสวาดิเนื้อ...ด้วยเหลือกัน

๒๖๓. งดงามเลื่องลือดัง..ถึงวังหลวง
ใจพี่ชายก็เต็มห่วง...เจ้าดวงขวัญ
มีอ่อนหวาน..อาลัย..ที่ใหม่ครัน
เข้าบีบคั้นหัวใจ...เพื่อให้ยอม

๒๖๔. เช่นบุหลันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวง
เมื่อในทรวงซึ้งซ่านความหวานหอม
ก่ออบอุ่นลึกล้ำให้ด่ำดอม
ด้วยหัวใจที่รอพร้อมจะยอมตน

๒๖๕. บนฟ้า..เลื่อนดวงลอยให้พลอยพิศ
โอภาสทิศ..พร่างพราวทั้งหาวหน
บนโลก..เลื่อนความนัยสู่ใจคน
อาวรณ์พ้นคำเอ่ย..จักเคยมี

๒๖๖. เมื่อสบรูปละม่อมพักตร์...สุดหักห้าม-
คือวาบหวามบีบเค้น..ผู้เป็นพี่
บริบททั้งสิ้น..คือยินดี
เชือกไมตรีก็ผูกบ่วง..คล้องดวงใจ

๒๖๗. ย่อมเร้ารุมสุมใจเหมือนไฟฟอน
เกินหลบซ่อนปิดกั้น..ความหวั่นไหว
เมื่อความปวงเอื้อนเอ่ย..ออกเผยนัย
ก็เมื่อนั้นสายใย..รัดใจคน

๒๖๘. ใจเอยหัวใจสาว...
ก็รื่นราวมาลย์ผอง..กลีบต้องฝน
เก็บซับชื่นฉ่ำไว้ที่ในตน
เช่นเก็บชื่นฉ่ำล้น..เพื่อดลใจ

๒๖๙. ด้วยวัยห่างใจเอย..ฤๅเคยคิด-
จะต้องฤทธิ์อาวรณ์..จนอ่อนไหว
หรือบุญบาปร่วมสร้างแต่ปางใด
ดลบันดาลจิตให้รับไมตรี

๒๗๐. เช่นดั่งองค์บุษบาวิลาวัณย์
เมื่อรักปั่นป่วนในห้วงใจศรี
ก็จุดเทียนเสี่ยงสัตย์ต่อปัถวี
ให้ระเด่นมนตรี..ปราณีน้อง

๒๗๑. เทียนจุดเวียนพระพุทธาในครานั้น
ประโลมขวัญลูบใจจนใสผ่อง
อธิษฐานพร้องพร่ำท่วงทำนอง
หวังเหนี่ยวดวงใจสอง..ให้ผ่องพราย

๒๗๒. อ้า..ภาคพระปฏิมา..รูปอ่าองค์
ขอโปรดช่วยเสริมส่ง..จำนงหมาย
แตะตื่นความอาลัย..หัวใจชาย
พา..วกเวียนวน-ว่ายอย่าคลายคลอน

๒๗๓. ครั้งนั้นการณ์สัมฤทธิ์ด้วยจิตมั่น
จึงผูกพันจิตชายสุดถ่ายถอน
ครั้งนี้ไร้คำเจ้า..บวง-เว้าวอน
แต่เนตรอ้อนออดนำ...ยิ่งคำบวง

๒๗๔. ด้วยความหมายฉายทอ..ที่ก่อเกิด
เมื่อบรรเจิด-ที่ใจ...ย่อมใหญ่หลวง
มีหอมหวานแห่งรักให้ตักตวง
มีห่วงหวงพรั่งพร้อมหล่อหลอมใจ

๒๗๕. ความเอย..ความรัก
เมื่อประจักษ์..จิตนั้นย่อมสั่นไหว
มีถวิล ละห้อยหา มีหน้าใคร-
จะคอยไขภาพรับทุกหลับตา

๒๗๖. หลับตื่นเร้ารุมอยู่..ไม่รู้ล่วง
ทั้งคอยหน่วงเหนี่ยวใจ...คอยใฝ่หา
เสพรับกับหอมหวานแห่งมารยา
ไปจนกว่า..จะสิ้นลง..แห่งวงกรรม

๒๗๗. จึงครั้งนั้นเสน่หา...ความอาลัย
รุมเร้าให้หทัยหวน...แต่ครวญคร่ำ
ราวรูปลักษณ์นุชน้อง..เจ้าจองจำ
ใจผู้สัมผัสแล้ว...สุดแล้วเลือน

๒๗๘. รูปแน่งน้อยเอวบาง..เคียงร่างพี่
แววเนตรที่ชายชม้อยก็คล้อยเคลื่อน
รอบอุทธัจผันเหลี่ยมเข้าเยี่ยมเยือน
เมื่อใจเหมือนแช่มชื่น..ด้วยคลื่นคำ


สิ้นเยื่อใย.....


๒๗๙. เมื่อคืนคำ..ใจชายมาป่ายปัด
ย่อมแจ่มชัด..เกินเปรียบ...ถูกเหยียบย่ำ
หลงรูปเยาว์สุดแก้เปลี่ยนแปร..กรรม
ใจเอยจำเถิดว่า...จักลาร้าง

๒๘๐. เป็นหญิงที่มีรัก...มีศักดิ์ศรี
จึงแต่นี้ใจหนอ..จักขอห่าง
ขออยู่ไกลรูปเห็น...ทุกเส้นทาง
จักเหยียบย่าง..ทางเที่ยวอย่างเดียวดาย

๒๘๑. คลี่คลายความผูกพันแต่วันก่อน
ตราบชีพมรณ์ดับดิ้น..ลมสิ้นสาย
จักขอร้างลาไกลทั้งใจกาย
สิ้นสุดสายเยื่อใย..หัวใจมี

๒๘๒. จำต้องลา..ใจเอย..แม้นเคยรัก
หากด้วยความแน่นหนัก..แห่งศักดิ์ศรี
เยื่อใยจำต้องตัดเอาบัดพลี
ความภักดีด้านในหัวใจชาย....

๒๘๓. คงเหมือนหมอก, น้ำค้าง..ตอนสางตรู่
แดดทอดสู่หม่นพรางก็จางหาย
ก่อนหยาดเพชรแพรผืนถูกกลืนกลาย
ค่อยค่อยร้างระเหยหาย..กับสายลม

๒๘๔. ฉ่ำชื้นบนยอดหญ้า..ค่อยพร่าเลือน
สิ้นดาวเดือน, งามระยับ-ย่อมลับล่ม
งามเอย..งามละม่อมเคยจ่อมจม
มาจะล้มลงวายเมื่อปลายคืน

๒๘๕. ระเหิดระเหย-ร้าง..น้ำค้างหยาด
ก่อน..บำราศดินแดนทั้งแผ่นผืน
ระเหยห่างหว่างพลบ..จนกลบกลืน-
คือหยาดน้ำใจรื่น..เคยตื่นรับ

๒๘๖. ฤๅจะเช่นน้ำค้าง..ตอนสางรุ่ง
เพียงเรื่อรุ้งแสงพลอดก็มอดดับ
สิ้นผกายเกล็ดแก้วเคยแวววับ
เหลือหม่นหมองโจมจับ..ลำดับนั้น

๒๘๗. ลมอุษาพลิ้วผ่าน..ฝ่าลานหญ้า
เมื่อรูปรอยคุณค่าเริ่มพร่า-สั่น
จะเริดร้างรูปตระการแห่งวานวัน
เพื่อจะตรึงติดมั่น...ในสัญญา

๒๘๘. เสียงวิหคครวญคร่ำ..ลมร่ำสาย
เมื่อใจคล้ายเหม่อลอยละห้อยหา
ราวอกใจคร่ำครวญ..เมื่อจวนลา
แต่นี้จักเหว่ว้า..จนกว่าวาย

๒๘๙. สะทกสะท้อนใน..หัวใจนี้
เมื่อภาพที่ใฝ่ฝันจะพลันหาย
มาจะเลือนลับไปทั้งใจกาย
เหลือเพียงสายเยื่อใย..หัวใจมี

๒๙๐. ดูเถิดวันคล้อยดวง..ใกล้ล่วงลับ
เหงาก็จับแน่นในหัวใจที่-
โหยหารูปอาลัย..ผู้ใยดี
กับไมตรีเคยมอบ-รับตอบกัน

๒๙๑. จะรุมเร้าความย้อน..ครั้งก่อนกี้
กับรูปที่อกอ้อม..เคยกล่อมขวัญ
สองแขนโอบกอดเนื้อ..อุ่นเนื้อ..ปัน-
ความผูกพัน..เอมอิ่ม..ให้ลิ้มรส

๒๙๒. ลำดวนเอ๋ย..เมื่อพรากไปจากถิ่น
แม้น-กรุ่นหอมรวยริน..คงสิ้นบท
หาก-แรงฤทธิ์พิสวาท..ฤๅอาจลด
อันอาจปลดปลงหวังลงทั้งเป็น

๒๙๓. ดูเถิด..หมอก, น้ำค้าง..ตอนสางตรู่
แดดทอดสู่โลมต้อง..ก็มองเห็น-
หยดหยาดเพชรเป็นระเบียบ..กลางเยียบเย็น
ย่อมจักเร้นเลือนสลาย..กับสายลม

๒๙๔. ดูเอาเถิด..อกใจที่ไห้หวน
รับรู้ส่วนเช้าชื่นด้วยขื่นขม
ลำดับเรื่องบีบคั้นให้รันทม-
ก็ห้อมห่มโอบเอื้อ..เป็นเนื้อเดียว


ห่างเหิน.....


๒๙๕. ปลีกองค์ไปจากวังแต่ครั้งนั้น
คลายผูกพันทั้งผอง..หยุดข้องเกี่ยว
เยื่อใยทั้งสองสายเมื่อคลายเกลียว
ยอมเปล่าเปลี่ยว..ทั้งสิ้นด้วยยินดี

....เมื่อนั้น
ระเด่นมนตรีเรืองศรี
เห็นนางแค้นขัดตัดไมตรี
ไม่มีเมตตาอาลัย....

....จะให้แคะและเล็มเห็นเต็มติด
จนจิตคิดขัดอัชฌาสัย
จะนั่งนิ่งเนิ่นนานรำคาญใจ
ภูวไนยเสด็จกลับมาฉับพลัน....

....ครั้นถึงมณเฑียรที่สถาน
อันโอฬารพรรณรายฉายฉัน
เข้าห้องบุษบาลาวัณย์
ทรงธรรม์สุขเกษมเปรมปรีดิ์....

....อยู่อยู่แล้วก็จู่ไคลคลา
ไปหาจินตรามารศรี
เป็นหลายครั้งตั้งใจไม่ใยดี
ภูมีเคืองพระทัยไม่จรจรัล....

๒๙๖. เมื่อพระทัยหมองมัว..เร้ารัวอยู่
ด้วยสุดกู้กลับยุค...เคยสุขสันต์
จึงครั้งนั้นปรารถนา..องค์ราชันย์
ทรงสร้างสรรค์..คันซอ..ไว้รอเคียง

๒๙๗. มีนามซอตั้งว่า...สายฟ้าฟาด
เพื่อบรรเลงเพลงพาทย์..ประกาศเสียง
แล้ว..”บุหลันลอยเลื่อน”..ก็เลื่อนเรียง-
ส่งสำเนียงสูงต่ำ...ขึ้นบำเรอ

๒๙๘. เสนาะพาทย์เพลงร้อง...ทำนองสี
ก็เรื่อยรี่ยินดัง...ให้พลั้งเผลอ-
ในจิตผู้หมองหม่น...หวังปรนเปรอ-
ความพร่ำเพ้อ...ถึงรอยร่างผู้ห่างไป

๒๙๙. พากย์ทำนองเรื่องอิเหนา...กลอนเจ้าฟ้า
สื่อความว่ายังถวิล..ยากสิ้นได้
ถึงรูปองค์จินตหรา..ผู้ลาไกล
ว่าอกใจทดท้อ...ยังรอคืน

.
.
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 07:27:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #6 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 07:27:PM »
ชุมชนชุมชน

แม่รอด.....
๑๔ กรกฎาคม พศ. ๒๓๖๗


๓๐๐. ตราบจนกาละหวน..สู่ครวญคร่ำ
ด้วยแรงกรรมยื้อยุดก็สุดขืน
ประชวรหนักเจ็บช้ำ..ต้องกล้ำกลืน
พระ..ยังฝืนเรียกหา..องค์รานี

๓๐๑. แผ่วแผ่วพระวาโย..ค่อยโผผ่าน
สั่นสะท้านเพรียกหา..รูปหน้าที่-
พราก-แรมร้างห่างเห็นอยู่เป็นปี
ขอได้มีอโหสิกรรม..เมื่อจำลา

๓๐๒. เมื่อเสด็จมาเฝ้า..เผยเงา-พักตร์
พระอาการก็ทรุดหนัก...เกินรักษา
”แม่รอด”เสียงโผยแผ่ว..ดังแว่วมา
บ่งบอกความเสน่หา..องค์รานี

....สั่งพลางพระทางร่ำ
แต่แรกย่ำอรุณศรี
จวบจวนพระรวี
จะบ่ายเบี่ยงลงยอแสง....

....พระกำลังสลดเลือด
พระพักตร์เผือดลงโรยแรง
พระวรกายก็เย็นแสยง
สยองเส้นพระโลมา....

....สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง
อีกสิ้นทั้งพระเขฬา
เหือดแห้งพระกัณฐา
พระนัยเนตรก็หลับลง....

....พระเสโท ธ โซมซาบ
ก็ไหลอาบพระทรวงทรง
เอนแอบพระองค์ลง
กับเกศแก้วกุณฑลนาง....

....สิ้นโสตพระนาสา
พระวาตาก็อับปาง
เหลือแต่หทัยางค์
ระริกริกอยู่ริมทรวง....

....ทึกทึกสะท้อนจิต
นิ่งสนิทฤดีดวง
ดังหนึ่งจะสูญทรวง
สวรรคตนิคาลัย....

๓๐๓. บทพากย์กาพย์นางลอย..คล้ายลอยล่อง
ครวญความต้องโสตสดับ..รูปหลับใหล
เมื่อกาละคาบยาม..เหมือนย่ามใจ
พ้นผ่านให้กำสรด...ได้รดริน

๓๐๔. จน..กำสรวลสร้อยโศก..ค่อยโบกเสียง
เป็นสำเนียงรันทม..เกินข่มสิ้น
ราวทิพเทพทั่วฟ้า..ถ้วนธาณินทร์
ออโสตยินรูปเยาว์...อย่างเข้าใจ

๓๐๕. รูปเอยรูปนวลพรรณ...นั่งกันแสง
ทุกข์ทิ่มแทงคร่ำครวญ..เฝ้าหวนไห้
แรงเอ็นดู...จับจูงผู้สูงวัย-
ทรุดกอดไว้..ปลอบประโลมผู้โฉมตรู

๓๐๖. จึงแว่วยินผ่านโสต...เสียงโอดอื้น
จากสองใจขมขื่น..สุดขืนอยู่
มาพลัดพรากห่างเห็น...ร้างเอ็นดู
จนสุดกู้กลับให้..หัวใจคืน

๓๐๗. ต่อแต่นี้กาพย์กรองทำนองร้อย
จะเคลื่อนคล้อยทรมา..ให้ฝ่าฝืน
มีอาดูรเจ็บช้ำ..ให้กล้ำกลืน
คอยยั่วยื่น...สิทธาให้คว้าเอา

๓๐๘. จึงแต่นี้กาพย์กรองทำนองเรื่อง
ไว้ปลดเปลื้องเย็นเยียบและเงียบเหงา
เพื่อรันทดโศกศัลย์ จักบันเทา
จากรูปเงาลับกันนิรันดร



อวสาน



หมายเหตุ...
บทกาพย์กลอนที่มีจุดนำหน้าทั้งหมด
เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 พฤษภาคม 2014, 09:25:PM
สุวรรณ
Special Class LV6
นักกลอนเอกแห่งวังหลวง

******

คะแนนกลอนของผู้นี้ 563
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,480


หวังทุกชีวิต สถิตไว้แต่สิ่งดี


« ตอบ #7 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2014, 09:25:PM »
ชุมชนชุมชน

คงต้องกลับมาอ่านอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอีกหลายครั้ง
ตอนนี้เจ็บตา ค้นหาประวัติศาสตร์และศัพท์ไม่ไหวแล้ว
ขอบคุณบทกลอนงดงามที่นำมาลงให้อ่านนะคะ  เคารพรัก
ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
10 พฤษภาคม 2014, 08:16:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #8 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2014, 08:16:PM »
ชุมชนชุมชน

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=05-2014&date=10&group=11&gblog=545


O หอมกลิ่นแก้ว .. O


O รื่นเย็นวรรษกาล .. โลมผ่านผิว
สายลมพลิ้วโปรยปรายพร้อมสายฝน
ขณะความห่วงหา .. ในตาคน-
คล้ายเวียนว่าย-วกวน .. คลุมบนแวว
O พร้อมริ้วลม .. หยาดฝนที่หล่นไหล-
แรงถวิล, อาลัย .. ก็ไหว .. แว่ว
เมื่อหยาดน้ำโลมพลอดตลอดแนว
รูปในแก้วตาวามก็ลามล้อ
O แก้วดอกขาวหอมอ่อน .. กำจรกลิ่น
เมื่อฝนรินหลั่งบท, ความจดจ่อ-
ถึงรูปนาม .. สรรพเสียงก็เพียงพอ-
ให้อยู่รอคอยรับแนบกับใจ
O เจื้อยแจ้วนั้น .. เสียงวิหคเคยผกร้อง
บัดนี้ก้องเสียงว่า .. อยู่ป่าไหน
อาวรณ์ .. รูปแหนหวง .. ความห่วงใย-
ก็ก่อรูปขับไข .. แจ้งนัยน์ตา
O เพราะขอบฟ้าเวิ้งกว้างมาขวางคั่น
ให้ต่างฝันเฝ้าคอยละห้อยหา
มีแสงดาวแสงจันทร์ .. แทนสัญญา-
แห่งฉันทารอบชู้ .. มอบสู่กัน
O ป่านนี้จักละห้อย .. รอคอยพี่-
ให้ราตรีโอบล้อมเข้ากล่อมขวัญ
หรือคอย-อก .. อ้อมแขน .. ห้อมแหน .. บรร-
ณาการรูปนามฝัน .. เจ้าขวัญน้อย ?
O ฝนหลั่งหล่นหยาดลง .. ที่ตรงหน้า
เหมือนบอกว่า .. ฟ้าเศร้า .. คืนเหงาหงอย-
บนฟ้าไร้ดาวเดือนเคยเลื่อนลอย
ใจรอคอย .. เหงาแท้ .. ไม่แพ้กัน
O อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน .. พร้อมจันทร์หนึ่ง
แปลกสุดซึ้งเยี่ยงไร .. ช่างไกลขวัญ
ฟ้าบน .. เคยแจ่มแจ้งด้วยแสงจันทร์
บัดนี้พลันเลื่อนดวงจนล่วงลับ
O หรือว่าด้วยดวงจิตอธิษฐาน
ถึงรูปคราญเจ้าเอย .. ไม่เคยดับ
หวังยิ่งกว่าจันทร์ดาว .. แสงวาววับ-
คือแววตาเจ้าพรับ .. ตอบรับรู้ ?
O ฝนหล่นเม็ดเช่นนั้น .. เย็นยันค่ำ
หนาวลมร่ำผ่านริ้ว .. โลมผิวอยู่
สบนัยน์ตาลอบเร้น .. ก็เอ็นดู-
ความขัดเขินรอบชู้ .. เมื่อจู่โจม
O ดูเอาเถิด .. รูปนามผู้ทรามสวาท-
เหนี่ยวภพชาติจบจูบด้วยรูปโฉม
กี่จักขุวิญญาณเมื่อผ่านโลม
อาจหยุดโสมนัสช่วง .. กลางห้วงใจ ?
O หรือเพื่อมาบรรจบด้วยภพชาติ
ตามคำภาษสัตย์ปวงเคยบวงไหว้
จึงเลื่อนล้อมรอยร่างทุกย่างไป
เฝ้าแต่คอยอาลัย .. อยู่ไม่วาง
O หรือคำมั่นสัญญาแต่ครานั้น
จักสำทับลงมั่น .. เกินกั้นขวาง-
ให้ความเหงาโดดเดี่ยวในเที่ยวทาง-
หลีกลี้ห่างรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง
ย่ำรอยทางปฏิพัทธ .. อย่างขัดเขิน
จนเมื่อสบความ .. คำ .. ก็จำเริญ-
การหยอกเอินอาลัยที่ในทรวง
O วิชชุแล่นเลื่อนสาย .. ที่ปลายฟ้า
แววในตา .. รูปเอยหรือเคยล่วง-
ลับเช่นฟ้าครวญคร่ำ .. เมื่อคำบวง-
นั้นคอยหน่วงเหนี่ยวคำ .. ลงนำทาง
O หรือคำบนบอกสรวง .. เคยบวงเซ่น
คอยบีบคั้นบีบเค้นไม่เว้นว่าง
ให้แต่คอยละห้อยเห็นไม่เว้นวาง
ขอรูปคราญเคียงข้างอย่าห่างเลย
O ฝนร้างหยาดสิ้นหยดไปหมดฟ้า
ลมผ่านมาเย็นเยียบ, แววเรียบเฉย-
ของนัยน์ตาหวงชู้ .. ก็รู้เชย-
ชม .. รูปนามยั่วเย้ยอย่างเคยตัว
O เผยรูปนามบรรจบด้วยภพชาติ
ยอสวาดิโหมระลอกขึ้นหยอกยั่ว
แล้วหัวใจใครกัน .. ที่สั่นรัว-
กับเพียงชั่วครู่ยาม .. วาบหวามนั้น
O รู้หรือไม่ใครกัน .. เจ้าขวัญน้อย
ที่ต้องคอยอาลัย .. คอยไหวหวั่น
ทุกพจน์พากย์ความคำ .. ร้อยรำพัน-
เพื่อครอบขวัญเจ้าไว้ .. อยู่ในมือ !


ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
19 พฤษภาคม 2014, 09:05:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #9 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2014, 09:05:PM »
ชุมชนชุมชน


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=05-2014&date=18&group=11&gblog=548



O กลางฝุ่นฝน .. O


O โปรยปรายลงโสรจหล้า .. วรรษาสมัย-
โลมพุ่มใบกิ่งก้านดอกมาลย์หอม
ราวฝากรื่นรดริน .. ให้ยินยอม-
แยกกลีบพร้อมเกสร .. ออดอ้อนน้ำ
O เกลื่อนหยาดเม็ดเกล็ดแก้วเห็นแวววับ
ใต้ฟ้าหม่นมืดอับคลุมสรรพ .. ส่ำ
ลมแผ่วลูบโลมสุคนธ์กลางฝนพรำ
เมื่อใจคร่ำครวญชู้ .. ไม่รู้วาย
O แต่เมื่อพบ .. ผูกพัน .. เจ้าขวัญน้อย
จนเคลื่อนคล้อยลุกลามเป็นความหมาย
กอปรอาวรณ์แรงชู้ .. ไม่รู้วาย
เฝ้าแต่ว่ายเวียนอยู่ไม่รู้แล้ว
O งดงามความสัมพันธ์แห่งวันวาน
ราวพลิ้วผ่านห้อมห่ม .. ด้วย-ลมแผ่ว-
ที่ซ่านรสหอมรับ .. อยู่กับแวว-
ตาผ่องแผ้ว .. เมื่อชม้อยชม้ายเมิน
O กำดัดรูป, ผกากรอง, ละอองฝน-
ค่อยหลั่งหล่นส่ายซัด, ความขัดเขิน-
ก็ก่อรูปเหิมระลอกเข้าหยอกเอิน-
ความจำเริญเสน่หาแต่ครานั้น
O ดูเถิด .. ริ้วเลือดแต้มเนียนแก้มใส
พร้อมแววตาอาลัย .. วาบไหว .. สั่น
โดยอาการอ่อนไหวของใครกัน-
เฝ้าส่งมาล้อมขวัญ .. ล่ามพันธนา ?
O ชวาลวชิระเฟื้อย .. แสงเลื้อยแล่น
ก้องกาหลจากแถนถึงแผ่นหล้า
รอบถวิลแรงชู้ก็รู้วา-
ระโถมถาอารมณ์เกินข่มลง
O วาบวับแสงบนฟ้า, แววตานั่น-
ก็วาบสั่นเร้ารุมให้ลุ่มหลง
กลางลมแผ่ว .. ฝนพรำ .. คล้ายจำนง-
ลอบเร้นบ่งบอกนัย .. ออกให้รู้
O ระยิบเอยดาวพร่าง .. ยามร้างฝน
บัดนี้หล่นลับรอย .. ให้คอยอยู่
สบ .. สองดาวแฝงเร้น-ก็เอ็นดู-
แววหวงชู้อ่อนไหวที่ในดวง
O ดูรา .. แรงโอภาสบำราศสิ้น
เหลือเพียงน้ำหยาดรินจากถิ่นสรวง
ฤๅ-นี่คือรอยคำ .. เคยบำบวง
เติมแรงชู้โชนช่วงกลางห้วงใจ ?
O กระนั้นแล้ว .. คงสมปรารมภ์ก่อน-
ตามคำบวงสรวงอ้อน .. เคยวอนไหว้
จึงผ่านรูปปรารถนา .. ล้อมอาลัย-
ดักขวางไว้ท่ามกลางเส้นทางจร
O ก่อนคงเคยตั้งจิตอธิษฐาน
แต่เมื่อกาลลาลับ .. รูปอัปสร
ทุกวงรอบชาติภพ .. ขอสบอร-
ร่วมอาวรณ์เสน่หา .. ทุกคราครั้ง
O จึงวันนี้ .. ละห้อยเห็นไม่เว้นว่าง
อยู่ท่ามกลางคลื่นฝน .. ที่ .. หล่น .. หลั่ง
ฤๅนี่คือแรงถวิล .. ก่อนภินท์พัง-
รูปกายฝังฝากชาติ .. บำราศนวล
O น้ำหล่นเม็ดกลางพลบ, เสียงกบร้อง-
ราวแซ่ซ้องฉ่ำชื่น .. เมื่อคืนหวน
พร้อมฝนโปรย, ลมร่ำ .. ความคร่ำครวญ-
หวัง .. แต่ล้วนโอบกล่อมในอ้อมตระกอง
O วาบวก-สายฟ้าตื่นล้อมคืนค่ำ
เมื่อลมร่ำสายโบก .. โลมโลกผอง
วาบวก-โดยหัวใจ .. รู้-ใฝ่ปอง
ก็แต่พร้องพร่ำชู้ .. ไม่รู้วัน
O โดยภาพและโดยพจน์ .. ก่อบทบาท-
เป็นภพชาติรายล้อม .. อยู่พร้อมนั่น
ก็เช่นบ่วงบาศก์ชู้ .. เกินรู้-กัน-
เมื่อล้อมพันผูกรัด .. อาจตัดฤๅ
O โอ .. สายใยล้อมช่วงเป็นบ่วงบาศก์
เงื่อนสวาทซ่อนปลาย .. อาจคลายหรือ ?
เหลือแต่รอรัดเหนี่ยวด้วยเรียวมือ-
ร่วมยุดยื้อกักล้อมด้วยอ้อมทรวง
O รูปนามเอย .. ควรคิดรับผิดชอบ-
โอนใจมอบ, ตอบแทน-ความแหนหวง
เผยอาวรณ์อาลัย .. ที่ในดวง-
ตาคู่ห่วงใยล้ำ .. แทนน้ำใจ
O ทุกคำนึงแนบขวัญ .. ในวันนี้
หวังเพียงแต่ตัวพี่ .. เจ้ามีให้
จะห่างรูปหวนร่างสู่ทางใด
อย่าร้างไร้ถวิลชู้แม้ครู่ยาม
O ป่านฉะนี้รูปน้อย .. อาจคอยอยู่-
ด้วยอาวรณ์แรงชู้เกินรู้ห้าม
บรรจถรณ์หมอนข้างแนบร่างงาม
หรือ .. ข่มข้ามเปล่าเปลี่ยวอย่างเดียวดาย ?
O ถวิล .. เสียงพร่ำพลอดอ้อนออดเจ้า
แผ่ว .. รุมเร้าลุกลาม .. สื่อ-ความหมาย
หวัง .. โอบรูปงามล้ำ .. ให้รำบาย-
เสียงลมหายใจนั้น .. ค่อย .. สั่นสะท้าน
O โปรยปรายลงโสรจหล้า .. วรรษาสมัย
ความอ่อนไหวใจคน .. ฤๅ-พ้นผ่าน ?
ลมแล่นริ้วโหมระลอก .. ดวงดอกมาลย์-
ก็ช้อยกลีบช่อบาน .. หอมซ่านแล้ว !
O ลมผ่านริ้วลูบฟ้า .. ฝนปร่าโปรย
แว่วก็เสียงแหบโหย .. อย่างโผยแผ่ว-
ผ่านให้โสต .. จักขุ .. โชนคุแวว-
ด้วยผ่องแผ้วพรรณา .. ตรงหน้านั้น
O ครืนครั่นวิชชุบน .. วาบ-วนวิ่ง
แววกลอกกลิ้งในตาก็พร่า .. สั่น
สิ้นหยาดฝนพรมพรำ .. สิ้นรำพัน
เหลือเพียงขวัญสั่นรัว .. ไปทั่วตน !
ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s