Re: วสวัตตีมาราธิราช ประพันธ์โดย สืบ ธรรมไทย
ชุมชน บ้านกลอนไทย ชุมชนสำหรับคนไทยผู้รักกลอน
09 กุมภาพันธ์ 2026, 01:33:PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
ผู้เขียน หัวข้อ: วสวัตตีมาราธิราช ประพันธ์โดย สืบ ธรรมไทย  (อ่าน 17140 ครั้ง)
kapheetam
LV3 นักกลอนประจำบ้าน
***

คะแนนกลอนของผู้นี้ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 22



« เมื่อ: 10 สิงหาคม 2024, 06:01:PM »

(มิจฉาทิฐิ)
เกิดมาใหญ่ ไร้ทุกข์ สุขเหนือคาด
แต่ประมาท หาบเขลา เศร้านักหนา
ปล่อยให้โลภ โกรธหลง วงศ์กามา
เข้าฉุดคร่า พร่าผลาญ รุกรานใจ

มีความคิด วิปริต ผิดอาเพศ
เห็นวิเศษ เหตุกามา น่าหลงใหล
ล้ำเลิศรส จักคบธรรม ไปทำไม
สัตว์มากหลาย โง่เหลือใจ เฝ้าใฝ่ธรรม

ไยด่วนละ พระนิพพาน ไม่พานหาย
สัตว์ทุกราย ถึงสุดท้าย ไม่กลายผัน
ต้องได้เข้า แดนเหงาสงบ หมดโทษทัณฑ์
รีบเร็วล้ำ ไปทำไม เศร้าใจจริง

สุขผัสสะ ประจักษ์มี ที่ในหล้า
ไม่นำพา นี่สิบ้า น่าติฉิน
สุขจากกาม  ช่างงามเลิศ  บรรเจิดจริง
ไยถวิล สิ้นคิด ติดในธรรม

ใครว่าทุกข์ มีแต่สุข ทุกกิเลส
หากได้เสพ สุขสม อารมณ์ฝัน
ตาหูลิ้น สิ้นกาย ใจได้ดัง
สมดั่งหวัง ไม่พ้นฝั่ง ช่างประไร

จึงคนไหน มีใจ ใคร่หลุดออก
เครื่องพูนพอก สำรอกมาร หาญผลักไส
มารจะเข้า เฝ้าขวาง ผลาญเรื่อยไป
ชักจูงให้ ไกลทิศ  ไม่ชิดธรรม



ครั้งเมื่อพระ สิทธัตถะ ผละเวียงเกศ
ปลีกวิเวก ยังเขตไกล ในไพรสัณฑ์
ประทับโคน โพธิ์พฤกษ์ ตริตรึกธรรม
ทรงบากบั่น กระทำถึง ซึ่งความเพียร

ด่านสุดท้าย ร้ายล้น ยากพ้นผ่าน
ด้วยเหล่ามาร ตามผจญ ยกพลเกลี้ยง
เข้าขัดขวาง ทางปฏิบัติ ขัดความเพียร
ต่างแผดเสียง สำเนียงก้อง จ้องฆ่าฟัน

พญามาร พาลใหญ่ ใจกำเริบ
จิตบังเกิด โกรธา บ้าโมหันธ์
เห็นจอมไตร ใจกล้า น่าชิงชัง
มุ่งห้ำหั่น ราวี ย่ำบีฑา

ก่อนวิสา ขเพ็ญ เห็นปรากฏ
มารปรารภ กลบไพร ใจร้อนร่า
ถ้าทรงธรรม ยังนั่ง ไม่นำพา
จักเข่นฆ่า พร่าให้ดิ้น สิ้นชีวี

หมู่พหล  พลมาร  ผสานรับ 
ต่างคึกคัก  จับมอง  จ้องขยี้ 
ส่งเสียงร้อง ก้องสนั่น ลั่นปฐพี
พร้อมเคลื่อนที่ จรลี เข้าบีฑา



เหล่าทวยเทพ เทวา ที่อารักษ์
ครั้นสดับ สรรพสำเนียง  เสียงโห่ฆ่า
กัมปนาท ตวาดร้อง ก้องพนา
ต่างหนีหน้า ลาเร้น เช่นพวกกลัว

ท้าวสุยาม เทวราช องอาจยิ่ง
เทพทั่วถิ่น นอบนบยิ่ง มิ่งเหนือหัว
ทั่วยามา หามีใคร ไม่เกรงกลัว
เพียงแค่ชั่ว พริบตาลับ หายวับไป

สันดุสิต โพธิราช ผู้ปราชญ์ล้ำ
ชื่อลือลั่น ด้วยภูมิธรรม นั้นมากหลาย
ถือเป็นบุตร พุทธวงศ์ องค์จอมไตร
โอ้ไฉน พลันทิ้งได้ ไม่ไยดี

ปัญจสิข จิตสั่น ไม่หวั่นเยาะ
กลัวโดนเคราะห์ เหาะเมฆา ลี้หน้าหนี
ทิ้งองค์อินทร์ มิ่งขวัญ พรั่นฤดี
ธ จึงรี่ หลีกเร้น เช่นคนธรรพ์

ฝ่ายกาฬ นาคราช พังพาบติด
เลื้อยแนบชิด สนิทหล้า มุดหน้าหัน
แทรกปฐพี ดิ่งเร็วรี่ ลี้ลงพลัน
บรรทมแนบ แอบในถ้ำ ครั่นคร้ามใจ

ท้าวสหัม บดีพรหม ผู้ทรงฤทธิ์
เห็นรอบทิศ มืดมิดมาร พานผลักไส
อ้างว่าฤทธิ์ ติดตัวน้อย ด้อยเกินไป
สู้ไม่ได้ ต้องจำใจ ไกลกลับวัง



เมื่อนั้น สยัมภู  ผู้จอมปราชญ์
พลันไร้ญาติ ขาดมิตร ไม่คิดฝัน
เหลือเพียงตน  องค์เดียว  เปลี่ยวลำพัง
แต่ใจมั่น ไม่พรั่นลา หนีหน้าไกล

ทรงน้อมทาน  นานเพียร  เทียมเทียบบาท
สองกรกราบ อภิวาทศีล สิ้นสงสัย
ภาวนา แรงกล้าประจักษ์ เสาหลักใจ
ไม่หวั่นไหว ไคลจาก ไม่หวาดเกรง

ทรงปัญญา ดุจศัสตรา เป็นอาวุธ
เมตตาหยุด ทุกภัย  ไร้ข่มเหง
บารมี สามสิบทัศ ยักษ์เทพเกรง
รวมลงเด่น เห็นสว่าง ท่ามกลางใจ


บัดนั้น พญามาร พลุ่งพล่านจิต
เพ่งพินิจ พิศมุนี อินทรีย์ใส
ธ ยิ่งเพ่ง ยิ่งคิด หงุดหงิดใจ
เหตุไฉน หนอทำไม ไยไม่กลัว

จึงพิโรธ โกรธแสน แค้นประดัง
เนตรแดงก่ำ สั่งคำราม ข้ามเหนือหัว
ยังผองพาล มารพราย รายรอบตัว
ย่ำให้ทั่ว อย่ามัวช้า ฆ่าเมธี

เหล่าทหาร ขุนพลมาร สันดานหยาบ
ยินประกาศ ปากตะโกน กระโจนรี่
คะนองโดด โลดไป ในทันที
หวังขยี้ พระภูมี ศรีศากยา

บางตนแผลง ปลอมแปลง สำแดงเดช
เปลี่ยนเป็นเพศ เดรัจฉาน คืบคลานหา
บ้างเป็นเสือ บ้างเป็นสิงห์ วิ่งตามมา
บ้างเป็นช้าง บ้างเป็นม้า เข้าราวี

อสุภ จตุบาท สัญชาติสัตว์
สารพัด สลับกาย ร่างคล้ายผี
ครึ่งล่างสัตว์ ครึ่งบนร้าย พรายตานี
สัตว์ครึ่งผี มีมากล้น ปะปนมาร

ทวิบาท ชาติแร้งกา ดูบ้าบิ่น
รุมฉีกกิน ล้วนแล้วสิ่ง กลิ่นเหม็นสาง
สารรูป ภูตร้าย ใจชั่วทราม
กรีดเสียงขาน ผสานร้อง ก้องพฤกษ์ไพร

มวลหมู่มาร มากมาย หลากหลายสัตว์
เปรตผียักษ์ กลาดเกลื่อน เคลื่อนพลไหล
มุ่งสู่ยัง บัลลังก์โพธิ์ เฮโลไป
อึกทึก กึกไกล ทั่วไพรวัน



เมื่อนั้น  พุทธวงศ์  องค์เลิศหล้า
ไม่นำพา  บรรดามาร  พล่านไพรสัณฑ์       
ประทับนิ่ง  สิ้นพรั่น  นั่งประจัน
มารพร้อมพรั่ง  ร้องลั่นขู่  อยู่หน้าโพธิ์

ธ ทรงแผ่  ปรานี  อารีตอบ
เมตตาครอบ  รอบมาร  ลาญโทโส
ค่อยรอนลิด  จิตร้าย  ฝ่ายพาโล
ดับโมโห โกรธาหาย มลายพลัน



เมื่อนั้น วสวัตตี ให้มีจิต
อาฆาตคิด ประชิดรี่ ไม่รีหัน
ไสครีเมขละ เข้าประจัน
หวังห้ำหั่น ฟาดฟัน ให้บรรลัย

อวดกำแหง สำแดงฤทธิ์ มหิทธิเดช
ยังอาเพศ เสกลม ฮือโหมใส่
เสียงสนั่น ลั่นฟ้า มาแต่ไกล
เมฆดำใหญ่ ไหลคลุมครอบ รายรอบพลัน

ท้องนภา พร่ามิด ดังปิดโลก
ลมกรรโชก โบกกระหน่ำ ครั่นคร้ามขวัญ
สายวิชชุ ปะทุแตก แทรกเมฆดำ
ฟ้าเลื่อนลั่น ประดังผ่า น่าเสียวใจ

ไม้หลากพันธุ์ รอบบัลลังก์ ลั่นเกลื่อนกลาด
หักล้มฟาด ปฐพี เอียงรี่ไหว
พายุพา ถลาลิ่ว ปลิวฟ้าไป
พุ่งชนไหล่เขาเกิด ระเบิดพลัน

มวลเศษหิน บิ่นกระดอน จากง่อนผา
กระเด็นมา มืดนภา น่าเสียขวัญ
พุ่งเข้าสู่ พระภูมี รี่เร็วพลัน
พิลึกลั่น พลันย่อยป่น หล่นใกล้องค์

ห่าฝนใหญ่ แปลกเหลือใจ ใคร่คร้ามเข็ด
เคยเห็นเล็ก เม็ดกลับใหญ่ ไม่คล้ายฝน
หยดเท่าโอ่ง หล่นนองไหล ให้ชอบกล
ทับยอดสน ดงไม้ รายราบพลัน

ก่อเป็นสาย น้ำใหญ่ ไหลใกล้อาสน์
หวังพิฆาต พรากมุนี ศรีสวรรค์
ประหลาดแปลก แผ่นดินแยก แตกออกพลัน
น้ำเชี่ยวผัน ประดังหาย ใต้ปฐพี



บัดนั้น พญามาร พลุ่งพล่านจิต
บันดาลฤทธิ์ คิดกล้ำกราย ไม่คลายหนี
เป็นเปลวไฟ ไหม้จากฟ้า เข้าราวี
เป็นอิฐหิน พุ่งรี่ เข้าบีฑา

ห่าอาวุธ ผุดนภา ซัดฆ่าเข่น
ค้อนดั้งเขน พร่างพรู ธนูถลา
พระขรรค์แข่ง หอกแทง พุ่งแรงมา
มีดขวานพร้า ประดาใส่ หวังให้ตาย



เพลานั้น อัศจรรย์ พลันบังเกิด
ทานบุญเลิศ ประเสริฐฌาณ เข้าลาญหาย
ห่าอาวุธ ที่รุกมา พากลับกลาย
เป็นดอกไม้ ลายตา หล่นหล้าพลัน

หมู่พหล พลมาร ที่ตามติด
เห็นซึ่งฤทธิ์ ประสิทธิ์มี ภูมีสวรรค์
ต่างตะลึง พึงเพริด เกิดงงงัน
จึงหยุดยั้ง ลงพลัน ในทันใด

จอมสวรรค์ ชั้นมาร ให้คร้ามจิต
ครุ่นดำริ พลิกแพลง แกล้งปราศรัย
เลิกกำแหง สำแดงเดช เฉกเฉไกล
แสร้งเสไส ไถลเวียน เปลี่ยนวิธี

แล้วจึงเอ่ย เผยไข  แต่ใจหวาด
โพธิอาสน์ สะอาดเด่น เห็นอยู่นี้ 
ช่างงามสวย ด้วยบุญญา บารมี
ของเราที่ พลีทาน บันดาลมา

เหตุไฉน ท่านเป็นใคร ไยไม่แจ้ง
เข้ายื้อแย่ง แกล้งพัก นานหนักหนา
ซ้ำทำนิ่ง ดั่งสิ้นทุกข์ สุขอุรา
หาอายหน้า ทั่วพารา พาเศร้าใจ



ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ :

ระนาดเอก, Msp.

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 5 ชั่วโมงที่แล้ว โดย kapheetam » บันทึกการเข้า


Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s