จดหมายอายรัก นิยาย
ชุมชน บ้านกลอนไทย
19 เมษายน 2021, 02:17:PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จดหมายอายรัก นิยาย  (อ่าน 1951 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
14 ธันวาคม 2008, 04:20:PM
กวีบ่องตื่น
LV4 นักเลงประจำหมู่บ้าน
****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 45


........โดนแบนเรียบร้อยแล้ว.........


« เมื่อ: 14 ธันวาคม 2008, 04:20:PM »
ชุมชนชุมชน

เสียงเรือหางยาวที่นำนักท่องเที่ยวต่างชาติท่องชมความงามของทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากภวังค์




หลังจากที่ผมมายืนนิ่งทอดสายตาไปเบื้องหน้าเหมือนคนที่กำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน และเมื่อผมเหลือบไปดูนาฬิกาที่ข้อมือก็ต้องตกใจที่พบว่าตัวเองมายืนนิ่งอยู่ตรงนี้เกือบชั่วโมงแล้ว

ดูเหมือนวันเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ เพราะนับจากวันที่ผมต้องเผชิญกับเรื่องร้ายๆในวัยเด็ก
บัดนี้ผมก็เติบโตจนกลายเป็นหนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว

หลายปีที่ผ่านมา ผมมักมายืนนิ่งอย่างสงบที่ลานปรีดีแห่งนี้ เพราะผมรู้สึกว่าความสวยงามของแม่น้ำและสายลมอ่อนๆ ในยามเย็นของที่นี่ทำให้จิตใจของผมสงบแถมยังช่วยเยียวยาความปวดร้าวจากอดีตของผมได้

ผมเคยคิดมาตลอดว่าถ้าผมได้มาใช้ชีวิตให้ห่างไกลจาก ?ทีม? มากๆ ผมก็คงจะลืมเขาได้ในสักวันหนึ่ง
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันกลับตรงกันข้าม เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งที่ท่าพระจันทร์และรังสิต ผมยังคงร้องไห้เพราะคิดถึงทีมเสมอทั้งในยามหลับ และ ยามตื่น

คงมีแค่ช่วงนี้เท่านั้น ที่นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยร้องไห้เพราะ ?ทีม? อีกเลย ซึ่งนั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ?เวลา? คงช่วยเยียวยาหัวใจของผมให้หายสนิทได้ในที่สุด

แต่ต่อให้มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าผมต้องใช้เวลาถึง 5 ปีเต็ม กว่าที่ผมจะลืมผู้ชายคนหนึ่งได้อย่างสนิทใจ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ภาพชีวิตในอดีตที่ผ่านมาของผมก็ค่อยๆฉายชัดขึ้นมาในใจผมอีกครั้ง

ในวันนั้นหลังจากที่ผมล้มเลิกความตั้งใจที่จะจบชีวิตตัวเองลงเพราะคำพูดและน้ำตาของแม่ ผมก็กลับมามุ่งมั่นให้กับการเรียนอีกครั้งและพยายามจะเอาตัวรอดจากวิกฤติชีวิตในครั้งนั้นมาให้ได้

จนในที่สุดผมก็สามารถสอบผ่านเข้าเรียนในห้องคิงของชั้น ม. 4 ได้ตามความปรารถนา ในขณะที่ทีมกลับพลาดท่าตกไปอยู่ห้องของนักเรียนทั่วๆไป

ในตอนนั้นแม้ผมกับทีมจะอยู่ต่างห้องกัน แต่ผมก็ยังต้องพบเจอกับเขาบ่อยครั้ง เพราะแม้จะอยู่กันคนละห้องแต่ความเป็นเพื่อนของกลุ่มของผมกับกลุ่มของทีมก็ไม่ได้มลายหายไปด้วย
พวกเขาจึงมักจะรวมตัวกันมาคุยกับผมและเพื่อนๆ ที่ห้องเสมอ

เมื่อสถานการณ์ยังคงเป็นไปเช่นนั้น ผมจึงรู้ดีว่าทางออกของผมคงมีแค่ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เร็วที่สุดเพื่อที่ผมจะได้หนีไปจากผู้ชายคนนี้ได้จริงๆ เสียที

ดังนั้นผมจึงขะมักเขม้นเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเอาจริงเอาจัง แม้หลายๆครั้งที่ผมทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย
 แต่เมื่อนึกถึงว่าถ้าผมไม่พยายามและอดทน ผมก็จะต้องติดหล่มอยู่กับ ?ทีม? อย่างเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ต่อไป

เมื่อคิดได้อย่างนี้ ผมก็จะเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็หันมาก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไปทั้งน้ำตาซึ่งมักจะไหลลงมาอย่างเจ็บปวดเสมอ

ในตอนนั้นวิธีหนึ่งที่ผมนำมาใช้เพื่อปลอบใจตัวเองให้รู้สึกดีขึ้นก็คือการพยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า...... ?ทีม? ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

เขาไม่ได้ทิ้งผม เขาไม่ได้เลิกรักผม เขาเพียงแต่จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่ได้กล่าวลา

โชคดีที่ในขณะที่ผมพยายามจะบอกตัวเองอย่างนั้น ทีมเองก็ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการช่วยตอกย้ำความคิดนี้ของผมด้วย เพราะนับตั้งแต่วันที่เขาทิ้งผมไปในคราวนั้น

....ทีมก็ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน...

ในช่วงเทอมที่ 2 ที่พวกเรากำลังเรียนในชั้น ม. 4 นั้นเองที่ผมได้ข่าวว่าทีมได้เลิกรากับเกรซแล้วโดยเขาได้ทิ้งเกรซไปมีผู้หญิงคนใหม่

แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ทิ้งผู้หญิงคนนั้นแล้วหันไปควงกับเด็กผู้หญิงรุ่นน้องอีกคน

นับตั้งแต่นั้นข่าวที่ทีมเปลี่ยนแฟนเป็นคนนั้นคนนี้ก็มาเข้าหูผมเรื่อยๆจนผมชักไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วในตอนนั้นเขามีแฟนชื่ออะไรกันแน่

จนในที่สุดวีรกรรมของทีมก็เลยเถิดไปจนถึงขั้นที่ว่าเขากำลังแอบคบอยู่กับทั้งผู้หญิง ทั้งเกย์ ที่อยู่ทั้งในโรงเรียนเดียวกัน และต่างโรงเรียนพร้อมๆ กันถึง 2 ? 3 คน

ดูเหมือนหลังจากที่พี่ปอนด์จบออกไป ในที่สุดโรงเรียนของเราก็ได้ ?หนุ่มเพลย์บอย? คนใหม่ซึ่งผมไม่เคยคิดเลยว่าคนๆนั้นจะเป็น.....ทีม

ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มรู้สึกว่า....

ทีมที่เคยบูชาและเชื่อมั่นในความรัก คงได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ?.

ผมจึงได้แต่ภาวนาให้ผมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เร็วๆ เพราะผมไม่สามารถทนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทีมได้

นอกจากนั้นทุกครั้งที่ผมเจอกับเขา ทีมก็ยังคงมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับผมเลย เขายังคงทั้งกัด ทั้งแขวะผมให้เจ็บปวด และมองผมด้วยสายตาเคียดแค้นตลอดเวลา

แม้หลายครั้ง ผมจะอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า...ในแววตาที่ทีมมองผมด้วยความเคืองแค้นนั้น มันกลับมีร่องรอยแห่งความเจ็บปวดแฝงอยู่ลึกๆ ราวกับว่าเขายังคงรักและอาลัยอาวรณ์ผมอยู่ แต่กระนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอีกแล้วว่าเขาจะยังคงรักผมอยู่หรือไม่ ในเมื่อเขาได้ตัดสินใจทิ้งผมไปแล้ว

เขาทิ้งผมไปโดยไม่มีแม้แต่คำขอโทษ และบอกกล่าวถึงเหตุผลที่แท้จริง

ผมจึงได้แต่ภาวนาให้ผมสามารถหนีไปจากเขาได้เร็วๆ และในที่สุดผมก็ทำสำเร็จเมื่อผมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ ม. 5

ทันทีที่รู้ข่าวผมรู้สึกดีใจมากที่ผมสามารถสอบเข้าคณะและมหาวิทยาลัยที่ผมใฝ่ฝันได้ ที่สำคัญผมกำลังจะได้ไปให้พ้นจากทีมได้จริงๆ เสียที

แต่เมื่อใกล้ถึงวันที่ผมจะต้องเดินทางมารายงานตัวที่กรุงเทพฯ จริงๆ หัวใจของผมกลับยิ่งรู้สึกหดหู่และเศร้าสลดเมื่อคิดถึงว่าผมคงจะไม่ได้เห็นหน้าของ ?ทีม? อีก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้ผมจะต้องฝืนพบเจอกับทีมด้วยความเจ็บปวด แต่ลึกๆ แล้วผมก็รู้สึกดีใจที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าเขาจะยังรักผมหรือไม่ก็ตาม

แต่การจากไปในครั้งนี้ของผม อาจจะทำให้เราไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชาตินี้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ผมจึงตัดสินใจที่จะไปปรับความเข้าใจกับเขา

อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะจากกันไปด้วยความรู้สึกดีๆ ไม่ใช่ความหมางเมินอย่างที่เป็นอยู่ แต่เมื่อถึงเวลาที่ผมจะไปหาเขาเข้าจริงๆ ผมก็กลับไม่กล้าเพราะผมกลัวว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ผมคงจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ในเมื่อผมเคยสัญญากับทีมเอาไว้แล้วว่าผมจะไม่ร้องไห้ให้เขาเห็นอีก ผมก็ควรจะรักษาสัญญานั้นยิ่งชีวิต ผมจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปปรับความเข้าใจกับเขาในที่สุด

แต่ดูเหมือนผมจะไม่ใช่คนเดียวที่อยากจะให้เรื่องของผมกับทีมจบลงด้วยความเข้าใจ เพราะก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปกรุงเทพฯเพียงไม่กี่วัน ทีมก็มาหาผมที่บ้าน

ในตอนนั้นเขามีสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัดและทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่แล้วเขาก็ได้แต่ฝืนยิ้มแล้วพูดออกมาว่า

?โชคดีนะ?

เขาพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็รีบหันหลังเดินกลับออกไปทันทีโดยทิ้งผมให้ยืนอยู่อย่างเจ็บปวดพร้อมๆกับน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อคิดถึงว่าผมกับทีมต้องจากกันไปทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือ

บางทีมันคงเป็น ?กรรม? ที่ผมทำไว้กับทีมในชาติที่แล้ว ดังนั้นเมื่อผม ?ตัดกรรม? ไม่ขาด ผมจึงต้องมาพบกับความทุกข์ทรมานในชาตินี้






แต่ต่อมา....เมื่อผมมาลองใช้เวลากับตัวเองและคิดทบทวนอย่างมีสติอีกครั้ง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของ.. ?กรรม?

ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัสของผมทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการที่ผม ?ตัดกรรม? ไม่ขาด หากแต่เป็นเพราะผม ?ตัดใจ? จากทีมไม่ได้ต่างหาก

ถ้าหากผมเพียงแต่จะ ?ตัดใจ? จากทีมได้ผมก็คงจะมีโอกาสพบความสุขเหมือนคนอื่นๆไปนานแล้ว

เมื่อคิดได้เช่นนั้น...ผมจึงตัดสินใจที่จะทิ้งเรื่องราวของผมกับทีมไว้เบื้องหลังพร้อมๆกับความตั้งใจที่ว่า....ผมจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ

แต่นั่นคงเป็นความคิดที่ดูถูกความมั่นคงในความรักของตัวเองเกินไป เพราะเอาเข้าจริงผมกลับไม่เคยได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครเลย

ความรักของผมที่มีต่อทีมมันได้ฝังแน่นเกินว่าที่ผมจะถอดถอนหรือทำลายมันได้ และเอาเข้าจริงแล้ว...ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน...ทีมก็ไม่เคยอยู่ห่างไกลจากตัวผมเลย

เขายังคงอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้

ทีมยังคงอยู่ในใจผมตลอดเวลา และคงจะยังอยู่อย่างนี้ต่อไปตราบจนลมหายใจสุดท้าย

ความรู้สึกเช่นนี้เองที่ทำให้ผมไม่สามารถเปิดใจให้กับใครได้แม้จะมีโอกาสเข้ามาหาผมหลายครั้ง

แต่ถึงกระนั้นผมก็เคยพยายามให้โอกาสตัวเองกับผู้ชาย 2 คนที่เข้ามาในช่วงที่ผมเรียนปีหนึ่ง และปีสอง

แต่ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์ของเราได้ก้าวหน้าจนเกือบจะก้าวพ้นคำว่าเพื่อน ผมก็ตัดสินใจเดินถอยออกมาทุกครั้งเพราะความรู้สึก.... ?กลัว?

ผมกลัวจะถูกทิ้ง ผมกลัวความเจ็บปวด ผมกลัวความผิดหวัง ผมกลัวว่ารักของผมจะไม่ยั่งยืน

ในที่สุด...ประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตก็ได้ทำให้ผมกลายเป็นคน ?กลัวความรัก? ไปเสียแล้ว

เสียงเรือหางยาวอีกลำที่พานักท่องเที่ยวเฉียดมาใกล้ทำให้ผมคืนสติสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อได้สติผมก็พยายามข่มตาลง แล้วสลัดความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป รวมทั้งพยายามตั้งสติบอกกับตัวเองว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว

ผมค่อยๆหันหลังกลับแล้วไปกราบแสดงความเคารพต่อนุสาวรีย์พ่อปรีดี พนมยงค์ แล้วจึงเดินตัดไปทางตึกโดมก่อนจะเลี้ยวขวาไปยังประตูทางออกของมหาวิทยาลัยตรงคณะศิลปศาสตร์






หลังจากเดินออกมาจากมหาวิทยาลัย ผมรีบเดินต่อไปยังท่าเรือตรงฝั่งท่าพระจันทร์เพื่อจะใช้เรือข้ามฟากไปยังฝั่งศิริราชเพราะนี่ก็ใกล้เวลานัดหมายมากแล้ว

ในช่วงปิดเทรมใหญ่หรือซัมเมอร์อย่างนี้ ผมมีวิชาเรียนแค่ 2 ตัวจึงทำให้ผมมีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะไปทำงานพิเศษ ซึ่งในปิดเทอมนี้ผมได้เลือกไปทำงานด้านเอกสารที่โรงพยาบาลศิริราชเนื่องจากเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก

เมื่อผมเดินทางไปถึงก็ได้เห็นความแออัดจอแจของทั้งผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลที่เดินไปมากันอย่างขวักไขว่ ผมรีบเดินต่อไปโดยพยายามไม่หันไปมองดูผู้คนที่อยู่รอบตัวเนื่องจากไม่อยากเห็นสภาพที่น่าหดหู่ของผู้ป่วยที่นั่งรอ
นอนรอการรักษาอยู่เต็มบริเวณ

แต่ในขณะที่ผมกำลังรีบเดินไปยังห้องธุรการเพื่อติดต่อเรื่องงานพาร์ทไทม์นั้นเองที่ภาพของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น




โดยมีบุรุษพยาบาลเข็นผ่านหน้าผมไปนั้นได้ทำให้ผมถึงกับต้องหันไปมองเขาแทบจะในทันที

ผู้ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาแบบเซอร์ๆ ไว้เคราพองามรับกับใบหน้ารูปไข่และผมยาวสลวยที่ถูกรวบไปมัดไว้ด้านหลังอย่างหยาบๆ แบบที่บรรดาศิลปินหรือจิตรกรนิยมทำกัน

แต่กระนั้นจุดที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดึงความสนใจไปจากผมได้ก็ไม่ใช่มาจากรูปร่างหน้าตาที่ดูหล่อเหลา หรือ มาดเซอร์ๆ ของเขา

หากแต่ในแวบหนึ่งที่ผู้ชายคนนี้ถูกบุรุษพยาบาลเข็นผ่านหน้าผมไปนั้นได้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ผมไม่ได้เจอมานานแสนนาน

ผมจึงตัดสินใจเดินตามผู้ชายคนนั้นไปจนเห็นเขากำลังนั่งอยู่บนรถเข็นโดยมีผู้หญิงมีอายุท่าทางภูมิฐานยืนอยู่ข้างๆ หน้าห้องรอรับยาและชำระเงิน

ยิ่งมองเขาจากด้านข้างผมก็ยิ่งมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นเพื่อนเก่าที่ผมรู้จักแน่ๆ ผมจึงลองเสี่ยงเดินเข้าไปแล้วเอ่ยถามเขาออกมาตรงๆ

?บาส.......ใช่บาสหรือเปล่า?

------------------------


 


หลังสิ้นเสียงถามของผม ผู้ชายคนนั้นก็หันกลับมามองหน้าผมด้วยสายตาตกตะลึงอย่างที่สุดแล้วอุทานออกมาเบาๆว่า

?....บี !!!!...?

การที่เขารู้จักชื่อผมและเรียกมันออกมาอย่างถูกต้องย่อมเป็นการยืนยันว่าเขาเป็นบาสแน่ๆ ผมจึงรีบตอบกลับไปอย่างดีใจ

? บาสจริงๆด้วย เซอร์จนเกือบจำไม่ได้แน่ะ?

?เอ่อ...คือ......?

?นี่...เป็นอะไรเหรอ ทำไมต้องทำหน้ายังกะเห็นผีอย่างนั้นด้วย?

ผมถามบาสกลับไปเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนยังไม่หายจากอาการช็อคของเขา

?ปล่าวหรอก แค่ไม่คิดว่าจะมาเจอบีที่นี่?

?อืม เราก็เหมือนกัน แล้วตอนนี้บาสเรียนที่ไหนเหรอ?

?ศิล...ศิลปากร?

บาสยังตอบแบบตะกุกตะกักเหมือนยังไม่หายตื่นเต้น

?ที่ท่าพระเนี้ยเหรอ โห ใกล้กันแค่นี้เอง ไม่เห็นมาเยี่ยมกันบ้างเลย?

?เอ่อ...คือ...เอ่อ..?

ท่าทีอึกอักของบาสเริ่มทำให้ผมรู้สึกประหม่าเพราะดูเหมือนเขากำลังขัดเขินอย่างมากที่ได้เจอผม หรือว่าความห่างเหินในหลายปีที่ผ่านมาทำให้เขาไม่สามารถพูดคุยอย่างสนิทสนมกับผมได้เหมือนเก่า

แต่ในขณะที่ผมกำลังคิดเช่นนั้นเองเสียงของผู้หญิงที่ยืนข้างๆบาสก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ

?เพื่อนของบาสเหรอลูก ??

เสียงของผู้หญิงคนนี้ได้เตือนสติให้ผมรู้ว่าผมกำลังเสียมารยาทอย่างมากที่เอาแต่คุยอยู่กับบาสจนลืมไปว่าบาสมีญาติผู้ใหญ่มายืนอยู่ด้วย ผมจึงรีบยกมือขึ้นไหว้เพื่อแสดงความเคารพ

?สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนบาสตั้งแต่ ม.1 คับ?

?อ๋อเหรอ สวัสดีจ้า มารยาทดีเสียด้วย ชื่ออะไรจ๊ะ?

?ชื่อบีคับ?

?บีเหรอ....เอ้..ทำไมแม่คุ้นชื่อนี้จังเลย?...อ๋อ...นึกออกแล้ว ใช่บีคนเดียวกับที่บาสชอบพูดถึงบ่อยๆมั้ยลูก?

คำถามของผู้หญิงคนนั้นทำให้บาสถึงกับมีสีหน้าตกใจอย่างที่สุด แล้วก็รีบปฏิเสธออกมาว่า

?แม่...ไม่ใช่สักหน่อย?

?ไม่ใช่ยังไง ก็ตอน ม.1 ม.2 บาสชอบพูดถึงเพื่อนชื่อ ?บี? ให้แม่ฟังบ่อยๆนี่ลูก บีดีอย่างนั้น บีเก่งอย่างนี้ ได้ข่าวว่าเป็นนักเรียนดีเด่นด้วยใช่มั้ยลูก? แม่ของบาสหันมาถามผม

?ชะ ชะ ใช่คับ?

ผมตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกักเพราะกำลังตกใจที่ได้รู้ว่าบาสเอาเรื่องของผมไปเล่าให้แม่เขาฟังตลอดเวลา

?เห็นมั้ยล่ะ แหมเพิ่งได้มาเจอตัวจริงวันนี้เอง ตอนนั้นแม่ยังเคยบอกให้เขาชวนบีมาเที่ยวบ้านอยู่บ่อยๆเลยนะลูก แต่ก็ไม่เห็นเขาจะชวนมาซะที เห็นจะมีแต่เพื่อนสนิทของเขาที่ชื่อ ?ทีม? นี่ล่ะที่มาที่บ้านเป็นประจำ?

?แม่....พอเถอะ?

บาสรีบขัดจังหวะแม่ของเขาอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีกระอักกระอ่วนของผมเมื่อได้ยินชื่อของทีม

?วันนี้เป็นอะไรเนี้ย ทำไมชอบขัดแม่จังเลย?

แม่ของบาสหันไปดุเขาอย่างเอ็นดูแล้วก็กลับมาพูดกับผมอีกครั้ง

?แล้วตอนนี้บีเรียนที่ไหนเหรอลูก?

?ที่ธรรมศาสตร์นี่เองคับ?

?เก่งจัง บาสเขาก็เรียนที่ศิลปากรใกล้ๆกันนั่นแหละ เรียนคณะจิตรกรรมอะไรนี่ล่ะ ก็ดูเขาแต่งตัวสิ ไว้ผม ไว้เครายังกับกลัวว่าคนจะไม่รู้ว่าเป็นศิลปิน?

?ฮึ ฮึ คับ?

ผมพยักหน้าอย่างขำๆ ต่อคำพูดเสียดสีของแม่ของบาส แต่กระนั้นผมก็จับน้ำเสียงภาคภูมิใจในคำพูดนั้นได้

?แล้วนี่บาสเขาเป็นอะไรเหรอคับ ?

?อ๋อ เขาก็ขี่มอเตอร์ไซด์เวสป้าคันเก่งของเขาแล้วไปเสียหลักล้มลงน่ะจ๊ะ กระดูกข้อเท้าร้าวนิดหน่อย แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว?

?อ๋อคับ สงสัยจะมัวแต่เหล่สาวจนเพลิน?

?นั่นสิ แม่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ก็คงได้แค่เหล่ล่ะมั้งเพราะแม่ยังไม่เคยเห็นเขาจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที หรือว่าจะเป็นเกย์เสียแล้วก็ไม่รู้?

คำพูดของแม่ของบาสทำให้ผมกับเขาถึงกับสะดุ้ง แต่บาสกลับเป็นฝ่ายที่เริ่มพูดขึ้นมาก่อน

?แม่พอเถอะ ตกลงเขาเป็นเพื่อนผมหรือเพื่อนแม่เนี้ย พูดไม่หยุดเลย?

?นั่นสิ ตายจริง แม่พูดเยอะไปหรือเปล่าจ๊ะ?

?ปล่าวคับ ผมว่าคุณป้าคุยสนุกดี?

?แหม ขอบใจนะจ๊ะ พอดีแม่เป็นเซลล์ขายประกันน่ะจ๊ะก็เลยติดพูดมากไปหน่อย เอ้ แล้ววันนี้บีเป็นอะไรเหรอลูก ไปให้หมอตรวจมาหรือยัง?

?อ๋อ ปล่าวหรอกคับ พอดีบีจะมาสมัครทำงานพิเศษที่นี่ ช่วงปิดเทอมมันว่างจัดเลยมาหาเงินดีกว่า?

?จริงเหรอ เป็นเด็กดีจริงๆ แต่ เอ้ ถ้าจะหางานทำ งั้นมาช่วยแม่ดูแลบาสได้มั้ย?

?ดูแลบาสเหรอคับ ??

?พอดีแม่ต้องไปสัมมนาที่ต่างประเทศสัก 2 ? 3 อาทิตย์น่ะจ๊ะ กำลังเป็นห่วงบาสเขาอยู่พอดี กลัวว่าจะไม่มีใครดูแล จะจ้างพยาบาลก็มีแต่สาวๆ แม่ก็เลยเป็นห่วง จะไปจ้างคนนอกแม่ก็ไม่ค่อยไว้ใจ กลัวของในบ้านจะหาย แต่ถ้าเป็นบี แม่คงสบายใจหายห่วงได้?

?เอ่อ คือ...?

?นะจ๊ะลูก ช่วยแม่หน่อย ส่วนเรื่องค่าตอบแทนไม่ต้องห่วงนะ รับรอง...แม่ให้ดีกว่าที่นี่แน่?

?อ๋อ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกคับ แต่บีไม่เคยดูแลคนป่วย?

?อ๋อเรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกจ๊ะ เพราะบาสเขาก็พอเดินได้แล้ว บีแค่บังคับเขาให้ทานยาให้ตรงเวลา แล้วก็มาเป็นเพื่อนเขาตอนมาทำกายภาพบำบัดบ้างเท่านั้น ไม่มีอะไรมากหรอกจ๊ะ?

?เอ่อ คือ...?

?แม่ไม่ต้องขอร้องเขาหรอก คนเขาไม่อยากมา แม่จะไปบังคับฝืนใจเขาทำไม แล้วอีกอย่างบีเขาก็คงไม่อยากมาอยู่กับผมหรอก?

บาสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่านั่นถือเป็นคำพูดท้าทาย ผมจึงตัดสินใจบอกไปว่า

?ตกลงคับ บีจะช่วยดูแลบาสให้?

?จริงหรือจ๊ะ ขอบใจมากนะลูก แม่จะได้หายห่วงซะที?

แม่ของบาสรีบเข้ามากอดผมอย่างดีอกดีใจ ในขณะที่บาสเองกลับได้แต่หลบหน้าผมด้วยความรู้สึกเขินๆ

หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แม่ของบาสก็ได้แจ้งว่าเธอจะต้องบินไปในคืนนี้เลยพร้อมทั้งขอโทษขอโพยผมเป็นการใหญ่ที่ทุกอย่างมันกะทันหันขนาดนี้

ในตอนนั้น....เมื่อผมได้ตอบตกลงไปแล้วว่าผมจะรับดูแลบาสให้ผมจึงได้แต่รีบกลับไปที่หอพักแล้วเก็บเสื้อผ้าตามไปที่บ้านของบาสในตอนดึกอย่างไม่มีทางเลือก เพราะแม่ของบาสได้ขอร้องให้ผมไปค้างอยู่ที่บ้านของเธอเลยจนกว่าเธอจะกลับมา

ในตอนดึกของวันนั้นผมก็เดินทางมาถึงบ้านของบาสตามแผนที่ที่เขาเขียนไว้ให้ และเมื่อมาถึง....แม้ในความมืดผมก็เห็นได้ชัดว่าบ้านไม้แบบโบราณที่อยู่เบื้องหน้านี้มีความสง่างามและบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ขนาดสองชั้นตามอย่างบ้านผู้ดีมีอันจะกินในยุคโบราณที่ผมเห็นบ่อยๆในละครพีเรียดทางทีวี เท่าที่เห็นอายุของมันคงมากโขแต่สภาพตัวบ้านก็ยังได้รับการดูแลรักษามาเป็นอย่างดี ตั้งแต่รั้ว ประตู หน้าต่าง ล้วนแล้วแต่มีการแกะสลักอย่างวิจิตร อาณาบริเวณบ้านก็กว้างขวางเต็มไปด้วยพรรณไม้ร่มรื่น และมีศาลาพักผ่อนวางไว้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

ทั้งหมดที่ผมเห็นนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า...ดูท่าคุณแม่ของบาสคงจะไม่ใช่แค่เซลส์ขายประกันระดับธรรมดาเสียแล้ว

หลังจากชมความงามของตัวบ้านจากภายนอกสักระยะผมก็กดกริ่งหน้าบ้าน ซึ่งเพียงไม่นานแม่ของบาสก็รีบออกมาต้อนรับและพาผมเข้าบ้านอย่างกุลีกุจอ

?เข้ามาเลยจ๊ะ เหนื่อยหรือเปล่า เดี๋ยวแม่ไปเอาน้ำให้นะ?

พูดจบแม่ของบาสก็เดินเข้าไปในครัว ทิ้งผมให้ยืนชมความงามในตัวบ้านที่ถูกตกแต่งไว้เป็นอย่างดีแถมยังมีตู้ถ้วยชามเบญจรงค์และเครื่องชามสังคโลกประดับตกแต่งไว้ทั่วบ้านอย่างเป็นระเบียบ

ผมกวาดตาไปทั่วจนเห็นบาสนั่งอยู่บนรถเข็นข้างโต๊ะทำงานไม้สัก และดูเหมือนเขาพยายามจะหลบตาผมอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อผมกำลังจะเอ่ยทัก แม่ของบาสก็เข้ามาเสียก่อน

?มาแล้วจ๊ะ นี่จ๊ะน้ำ?

?ขอบคุณคับ?

?ทำไมมาถึงดึกนักล่ะ รู้มั้ยบาสเขารอบีอยู่ทั้งวันเลยนะ?

?อะไรนะคับ?

ผมพูดแล้วรีบหันไปมองบาสอย่างสงสัยว่าเขาจะมารอผมทำไมกัน ในขณะที่บาสรีบปฏิเสธสวนมาทันควัน

?รอที่ไหนแม่ ใครรอ อย่ามามั่วน่า?

?มั่วเม่อที่ไหน  X ที่แกมานั่งชะเง้อชะง้าอยู่ตรงหน้าประตูบ้านตั้งแต่ช่วงบ่ายโดยไม่ยอมขยับไปไหนน่ะเขาเรียกว่าอะไรล่ะย่ะ?

แม่ของบาสหันไปเถียงเขาแล้วก็หันกลับมาพูดกับผมอีกครั้ง

?อย่าไปสนใจมันเลยจ๊ะ ยังไงแม่ฝากบาสด้วยนะลูก สงสัยแม่ต้องไปแล้วล่ะ?

?ครับ ขอให้สนุก เดินทางปลอดภัยนะคับ?

?จ้า แม่ฝากบาสด้วยนะลูก แล้วคิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของบีแล้วกัน?

?คับ ขอบคุณคับ?

พูดจบ ผมก็ไปช่วยแม่ของบาสยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกไปหน้าบ้าน แล้วก็ช่วยเรียกแท็กซี่จนแม่ของบาสเดินทางไปสนามบินได้อย่างเรียบร้อยในที่สุด และเมื่อเข้ามาในบ้านผมก็เห็นบาสยังคงนั่งอยู่ที่เดิมโดยมีสีหน้าขัดเขินเป็นอย่างมาก

?จะนอนเลยหรือเปล่า? ผมถามบาสขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามันดึกมากแล้ว

?อะไร อยู่ดีๆ ก็มาชวนผู้ชายไปนอน? บาสตอบมาแบบกวนๆ

?ตกลงจะไปนอนดีๆ หรืออยากไปนอนทั้งน้ำตา?

?อย่าดุมากได้มั้ย แม่ตัวจริงเพิ่งไป แล้วนี่แม่คนใหม่ก็โผล่มาทันทีเลยเหรอเนี้ย?

?ช่วยไม่ได้...ก็แม่ของบาสฝากบีไว้แล้วนี่ อ้อ แล้วก็ถ้าจะอยู่ด้วยกันก็ต้องมีกฎ 2 ? 3 ข้อที่บาสต้องทำตามนะ?

?นี่ ตกลงใครเป็นนายจ้าง ใครเป็นลูกจ้างกันแน่?

?แม่ของบาสต่างหากที่เป็นนายจ้างของบี แล้วคุณแม่เขาก็ให้สิทธิบีแล้วว่าจะทำอะไรกับบาสก็ได้?

?อะไรกันว่ะเนี้ย?

?ไม่ต้องมาบ่น สรุปว่าข้อแรกบาสต้องทานยา ทานข้าว และไปออกกายภาพบำบัดตามเวลา ข้อ 2 ห้ามบาสเข้ามายุ่มย่ามในห้องนอนของบี และข้อสุดท้ายถ้าบาสคิดจะทำมิดีมิร้ายบีขึ้นมาล่ะก็ เตรียมตัวอยู่คนเดียวไปจนกว่าคุณป้าจะกลับได้เลย?

?โธ่ หลงตัวเองไปหรือเปล่า ใครอยากจะไปทำอะไรบีกัน?

?อย่างงั้นเหรอ บาสอาจจะลืมเรื่องที่บาสทำกับบีที่สวนสาธารณะไปแล้ว แต่บียังไม่ลืมหรอกนะ?

คำพูดของผมทำให้บาสซึมลงอย่างรู้สึกผิด แล้วเขาก็พูดออกมาเบาๆว่า

?บียังไม่หายโกรธอีกเหรอ?

?ช่างเถอะเรื่องมันผ่านไปแล้ว ไปนอนเถอะ อ้อ บาสมียาก่อนนอนที่ต้องทานด้วยใช่มั้ย?

พูดจบผมก็เดินไปหยิบยาที่บาสต้องกินก่อนนอนมาให้เขาทานซึ่งในขณะที่เขารับยาไปทานนั้น บาสก็ยังดูมีท่าทีขัดเขินอย่างมาก จนเมื่อเขาทานยาเสร็จ ผมจึงค่อยๆเข็นเขาเข้าไปในห้องแล้วก็พยุงบาสขึ้นไปนอนบนเตียง

?ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ?

?เดี๋ยว...บี?

?มีอะไรอีกเหรอ?

?คือทีบียังมีกฎได้ บาสก็ขอมีบ้างเหมือนกัน?

?อะไรล่ะ?

?บาสมีบันทึกอยู่เล่มนึง บาสจะค่อยๆ ฉีกให้บีอ่าน บีต้องเอาไปอ่านนะ?

บาสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอร้อง

?บันทึกเหรอ บันทึกอะไร ทำไมบีต้องอ่านมันด้วย?

?มันเป็นบันทึกที่บาสเขียนถึงคนๆ นึงเมื่อตอน ม. 4 แต่เรื่องราวที่บาส เขียนถึงมันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น มันเป็นเหตุการณ์ที่บาสไม่ยากลืม ก็เลยบันทึกมันเอาไว้?

?แล้วทำไมบีต้องอ่านมันด้วยล่ะ?

น้ำเสียงของผมเริ่มเบาลงเมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของบาส รวมทั้งเริ่มเกิดความไม่แน่ใจว่าคนที่เขาเขียนถึงในบันทึกนั้นคือใคร

?ช่วยอ่านมันหน่อยเถอะ ถ้าบีไม่อ่านมันแล้ว บาสก็ไม่รู้ว่าจะให้ใครอ่านเหมือนกัน?

?ก็ได้...แค่อ่านใช่มั้ย?

?ยังมีอีกข้อนึง?

?อะไรอีกล่ะ?

?ไม่ว่าในบันทึกนั้นจะเขียนถึงอะไร บีต้องสัญญากับบาสนะว่าบีจะไม่นำเรื่องในบันทึกนั้นมาพูดถึงอีก ?

คำพูดของบาสยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าในบันทึกเล่มนั้นเขียนถึงใคร แล้วพูดถึงเรื่องอะไร

?ก็ได้ ตกลง?

?สำหรับแผ่นแรกบาสฉีกมันใส่ซองไว้แล้วล่ะ วางอยู่บนโต๊ะนั่นแน่ะ ไปหยิบมาซิ?

เมื่อบาสพูดจบผมก็เดินไปหยิบซองจดหมายซองหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะ แต่พอหันกลับมาบาสก็หลับตานอนไปแล้ว
แม้ผมจะรู้ดีว่าบาสแกล้งทำเป็นนอนหลับแต่ผมก็คิดว่าเขาคงไม่มีอะไรที่จะพูดกับผมอีก ผมจึงเดินไปดับไฟแล้วกลับไปที่ห้องตัวเอง

จนเมื่อได้มาอยู่คนเดียวในห้องแล้ว สิ่งแรกที่ผมทำก็คือการหยิบเอาบันทึกในซองจดหมายนั้นขึ้นมาอ่านอย่างกระตือรือร้น ทั้งๆที่ปากของผมเพิ่งบอกออกไปว่าไม่สนใจจะอ่านบันทึกฉบับนี้แม้แต่นิดเดียว
บันทึกการเข้า

........โดนแบนเรียบร้อยแล้ว.........
14 ธันวาคม 2008, 08:11:PM
มั่น แซลี้
Special Class LV4
นักกลอนรอบรู้กวี

****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 136
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,124


กินเพื่ออยู่ แต่อยู่เพื่อน้องหมวย


« ตอบ #1 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2008, 08:11:PM »
ชุมชนชุมชน

เยี่ยมๆ เยี่ยมมาก
เอ่อ แล้วมันเรื่องเกี่ยวกับอะไรเหรอ
เดี๋ยวว่างๆมาอ่านน่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s