~*~ในเหมันต์~*~
ชุมชน บ้านกลอนไทย ชุมชนสำหรับคนไทยผู้รักกลอน
29 มกราคม 2026, 01:26:PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ~*~ในเหมันต์~*~  (อ่าน 7916 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
25 สิงหาคม 2018, 08:32:PM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 161
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 394

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« เมื่อ: 25 สิงหาคม 2018, 08:32:PM »
ชุมชนชุมชน

~*~ดอกไม้~*~

๐ ดอกไม้นี้คลี่บานสวยหวานชื่น
มาลีอื่นหมื่นแสนมิแม้นจัก-
เทียบบุปผางดงามนามดอกรัก
หมายเก็บปักพักมั่นแจกันใจ

๐ เฝ้าถนอมออมแอบอยู่แนบชิด
ผูกดวงจิตคล้องพ่วงแม้ช่วงไหน
จะมิยอมจืดจางออกห่างไกล
ร้อยสองดวงฤทัยไว้ด้วยกัน

๐ ฤาเพรงกรรมนำพาจนมาพบ
เพียงบรรสบทบเท่าแต่เงาฝัน
เกรงอีกใจเหนื่อยล้าเกินฝ่าฟัน
ปล่อยสัมพันธ์ร้างราหมดอาวรณ์

๐ แม้คำนั้นมั่นคงมิสงสัย
เปิดเผยนัยไมตรีมิมีซ่อน
ว่าจะรักรักมั่นนิรันดร
ถึงม้วยมรณ์มิสิ้นถวิลปอง

๐ ตอบสารสร้อยร้อยต่อเป็นช่อดอก
ผลิแย้มออกบานในหัวใจสอง
หวังให้พี่คอยรับประคับประคอง
อย่าให้หมองหม่นช้ำเข้ากล้ำกราย

๐ เด็ดดอกรักร่วมต้นคนละกิ่ง*
แลกช่ออิงแอบขวัญอย่างมั่นหมาย
ฝากให้เบ่งบานอยู่เป็นคู่กาย
อย่ารู้วายดอกดวงจนร่วงโรย

๐ ค่ำคืนในวสันต์พระจันทร์หม่น
เหมือนใจคนรอนรอนอ่อนระโหย
ยังล่องลอยปรารมภ์ปนลมโชย
ให้โบกโบยคำนึงสู่หนึ่งทรวง

วลีลักษณา
ที่มา
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=waleelaksana&month=07-2018&date=11&group=26&gblog=107

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : ระนาดเอก, @free, รพีกาญจน์, พี.พูนสุข, สดายุ, สุวรรณ, แสนเมือง, โซ...เซอะเซอ, M., กรีนซี, กัลมลี*, Msp., มังตรา, พิมพ์กานท์

ข้อความนี้ มี 14 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
05 พฤศจิกายน 2018, 09:34:PM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 161
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 394

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2018, 09:34:PM »
ชุมชนชุมชน




~*~ในเหมันต์~*~

๐ พรายแดดพลบเรื่อสายที่ปลายฟ้า
ตะวันลาลับดวงจากห้วงหาว
เริ่มช่วงราตรีกาลแสนนานยาว
ผลักเรื่องราวล่วงวารผันผ่านไป

๐ ถวิลถ้อยอ่อนหวานเมื่อวานนั้น
ยิ่งล่วงผ่านนานวันยิ่งหวั่นไหว
ด้วยเหตุว่าหนทางที่ห่างไกล
เกรงว่าใคร "คนนั้น" จะผันแปร

๐ หวั่นโซ่รักหักรานไม่นานร้าว
จนเหน็บหนาวในจิตด้วยพิษแผล
หากว่าคน "หนึ่งเดียว" ไม่เหลียวแล
ชีพนี้แม้หยัดยืน..ก็ฝืนทน

๐ ค่ำหนาวในปีนั้นที่ผันผ่าน
กลางริ้วลมโลมลาน..กิ่งก้านสน-
ไหวสะท้านเรียวใบแกว่งไกวจน
บ้างปลิดขั้วร่วงหล่นลับพ้นไป

๐ ลืมหรือยัง? สร้อยกานท์แสนหวานล้ำ
สานถ้อยคำออดอ้อนให้อ่อนไหว
ที่เผยจากกมลของคนไกล
เป็นความนัยเน้นหนักว่าภักดี

๐ สนพลิกพลิ้วเรียวใบ..เยี่ยงใจสั่น
แกว่งไกวขวัญแทบคว้างออกห่างที่
วันนั้นแรงอาลัยที่ใจมี
ผ่านรอบปี..ลดลงหรือคงเดิม?

๐ สายลมหนาวหวนมาอีกคราหนึ่ง
พารำพึงเรื่องราวเมื่อคราวเริ่ม
หวั่นไหวยามเฝ้ารอรักต่อเติม
คล้ายยิ่งเพิ่มรอยหม่นเมื่อพ้นวัน

๐ เดือนยังคงเพ็ญดวงกลางสรวงโพ้น
เฉกแสงโชนช่วงกลางหนทางฝัน
ในความจริงอกเพียบแต่เงียบงัน
ติดบ่วงทัณฑ์พันธนาเกินกว่าคลาย

๐ แก้วกรุ่นกลิ่นรินร่ำในค่ำนั้น
ความหอมนั่นมิต่างมิจางหาย
ยามก้านช่อโอนอ่อนขจรขจาย
อวลตามสายลมรื่นอันชื่นเย็น

๐ ต่างก็แต่หนึ่งใครต้องไกลห่าง
เพียงเงารางกลางทรวงให้ห่วงเห็น
แก้วไหวช่อสะท้านกลางลานเพ็ญ
งามก็เช่นเดียวกันกับวันวาน

๐ คนไกล..แก้วดอกหอมยังหอมอยู่-
ให้รับรู้ล่วงวันที่ผันผ่าน
อกคนเล่าพลัดแดนไปแสนนาน
กลิ่นหอมหวานรวยรื่น..ชื่น..หรือ..ชัง

๐ จำได้ไหมค่ำหนาวในคราวนั้น
ร่ายรำพันความนัยชวนให้หวัง
ถ้อยหวานล้ำด่ำดื่มลืมหรือยัง
ใครหนอสั่งเสกมนต์เข้าดลใจ

๐ รอวันเดือนร่วมร้อย......รวมชนม์
นับรอบเหมันต์วน...........ไป่เว้น
ลมเอยช่วยบอกคน.........แดนห่าง
ปวงพากย์นี้เพื่อเน้น.........ชอบนั้นมากไฉน

๐ ลมหนาวโชยผ่านเนื้อ....เหน็บหนาว
ไกลสุดตาแพดาว.............พร่างแพร้ว
คำนึงเนตรวาบวาว...........ระยับยั่ว-
หยอกอยู่ไม่รู้แล้ว.............ห่อนร้างสวาทหมาย

๐ ปรารมภ์ลอยล่องฟ้า.....โลมทรวง
วางรักลงแนบดวง-............จิตผู้-
ไกลสุดฝั่งฟากสรวง..........เกินสบ
เรียงบทฝากให้รู้...............บ่ร้างคะนึงหาฯ

วลีลักษณา
๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


ที่มา
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=waleelaksana&month=11-2018&date=05&group=26&gblog=117

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : พี.พูนสุข, สุวรรณ, รพีกาญจน์, victoria's secret, แสนเมือง, ไผ่เดียวดาย, โซ...เซอะเซอ, กรีนซี, กัลมลี*, M., Msp., มังตรา, พิมพ์กานท์

ข้อความนี้ มี 13 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
06 มกราคม 2026, 07:08:AM
โซ...เซอะเซอ
Special Class LV4
นักกลอนผู้รอบรู้กวี

****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 836



« ตอบ #2 เมื่อ: 06 มกราคม 2026, 07:08:AM »
ชุมชนชุมชน




…เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป…


หยาดระยิบพริบพรายรายระยับ
หยั่งประทับร้อนแดดเผาแผดไหม้
ระลอกริ้วทิวคลื่นลบกลืนไอ
ทอดเวิ้งว้างห่างไกลในอาวรณ์

หว่างคลื่นลมล่มลาญเข้าผลาญกลบ
กลับพานพบเส้นสายลายอักษร
ให้หวนคืนชื่นสมคมคายกลอน
เอื้ออาทรย้อนฝันของวันวาน

ผูกโซ่รักถักทอมิท้อทอด
แม้นเกี่ยวกอดเอื้อนอรรถบรรทัดฐาน-
อยู่สูงเกินไขว่คว้าประดากานท์
หากขอจารจารึกบันทึกไว้

ค่ำคืนหนาวยาวนานครุ่นขานเอ่ย
แพร่งพรายเผยคร้ามอยู่เธอรู้ไหม
ออกอ้ำอึ้งคะนึงหากึ่งอาลัย
เกิดบอกไปหวั่นมิควรสงวนความ

แม้ก่อนเคยริเรียงคำเคียงร้อย
รู้ต่ำต้อยเกินมนัสกระหวัดหวาม
จึ่งพิรี้พิไรในทุกยาม
เหินห่างทักหักห้ามมิตามใจ

ครั้นลมหนาวหวนมาอีกครานี้
ก็เหลือที่ข้องคับระงับได้
ฝากคร่ำครวญหวนลมห่มมิไย-
หวั่นว่าใครคนนั้น…อาจบั่นรอน


หนาวลมพัดผ่านพลิ้ว…….พรายพรรณ
กระหวัดหวามจำนรรจ์……อ่อนช้อย
ร้อนเร่าฤ เท่าทัน…………..เทียมเทียบ
ใจหนึ่งระรึงร้อย……………ออดเอื้อนอาจหาญ

เพียงใดกานท์เก่าคล้อย…ครวญจำ
ลิขิตแม้อาจนำ……………..หม่นม้าง
รู้ค่ามิควรคำ………………..เคียงวาท
เมินปล่อยคาคั่งค้าง…….…อาจเอื้อมอรรถถึง

รำพึงคำฝากเคล้า…………..คลอเพลง
พ้นผ่านเหมันต์เพรง………..ครู่ครั้ง
หวนสดับบรรเลง…………….รสชื่น
เหมือนก่อนเคยฉุดรั้ง……….ปรักฟื้นคืนขวัญ



…ขออนุญาตร่วมต่อกลอนนะครับ


Soul Searcher
Inspired to write 6/1/2026


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : กัลมลี*, M., กรีนซี, Msp., วลีลักษณา, มังตรา, พิมพ์กานท์

ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

07 มกราคม 2026, 07:24:PM
กัลมลี*
Special Class LV5
นักกลอนแห่งเมืองหลวง

*****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 175
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 561


รักคือแรงบันดาลใจ


« ตอบ #3 เมื่อ: 07 มกราคม 2026, 07:24:PM »
ชุมชนชุมชน





เพรงกาลเย็นย่ำเมื่อค่ำหนาว
ระบำดาวโชติช่วงสู่ห้วงขวัญ
จึ่งบำบวงดาวรักจักจำนรรจ์
คราวเหมันต์มาเยือนหนาวเฉือนจินต์

เมื่อดอกแก้วขาวล้อมหอมผสม
เพียงพลิ้วลมขจายระบายกลิ่น
หอมซึ่งเธอชอบ-โชยยามโรยริน
เพียงแผ่นดินโอบซับเมื่อลับลา

ทว่าหวามหวานหอมมิพร้อมจาก
เหลือเพียงซากหวนไห้อาลัยหา
คล้ายถวิลรักหวานที่ผ่านมา
ด้วยชีวามิไร้ซึ่งไยดี

อนึ่ง...ยังจำมั่นตาฝันเอ๋ย
สีหน้าเฉยสูงสง่าผ่องราศี
ขออย่าคิดให้หมองต้องราคี
ไม่ผิดที่ลืมมั่นคำสัญญา

พบกันที่นัดกันวันสุดท้าย
แสนเสียดายยังไม่ได้บอกว่า-
ฉันเป็นคนสัตย์ซื่อถือวาจา
โปรดกลับมาลาอย่างผู้หวังดี

มิฉะนั้นขวัญคงพะวงหนัก
ติดกับดักโทษทัณฑ์สัญญาที่-
เธอมิกล้าทวงขอช่อไมตรี-
เมื่อไม่จีรังหวั่น ~ ฉันเสียใจ

เมื่อดอกแก้วโชยผสมพร้อมลมหนาว
และดวงดาวงดงามจนหวามไหว
อกระทมขมขื่นฝืนมองไกล
รอผู้ให้สัญญา...มาคืนคำ


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : โซ...เซอะเซอ, เปลวเทียนเปลี่ยนสี, M., Msp., วลีลักษณา, มังตรา, พิมพ์กานท์

ข้อความนี้ มี 7 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

11 มกราคม 2026, 11:27:PM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 161
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 394

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 มกราคม 2026, 11:27:PM »
ชุมชนชุมชน



 ~*~ลมหนาว~*~

วันวารผันผ่านพ้น---------เนานาน
ยังแต่ร่องรอยกานท์-------ฝากไว้
เป็นปรากฏบทจาร---------จรดสู่
จินตภาพอันมิได้------------ผุดพ้นความฝัน

ลมหนาวโชยโบยโบกโลมโลกแล้ว
กลิ่นดอกแก้วรวยรื่นหอมชื่นฉ่ำ
บางดอกร่วงจากต้นกลีบหม่นดำ
ซบดินต่ำรอผุเป็นธุลี

น้ำค้าง ค้างบางช่อคล้ายรอหล่น
คราวล่วงพ้นสางรุ่งแต่งรุ้งสี
วาบพรายแสงพร่างพราวราวมณี
พลอดหมู่มวลมาลีด้วยปรีดา

ก่อนระเหยแห้งหายมลายสิ้น
ทิ้งลานดินแห้งกรัง ทั้งภูผา
ดอกพญาเสือโคร่งจรรโลงตา
เบ่งบานท้าแดดลมให้ชมเชย

หนาวก็หนาวเช่นนี้ดั่งปีก่อน
โลกคล้ายย้อนวนผลัดปรับทัศน์เผย
ความงดงามให้เห็นดั่งเช่นเคย
แต่บางสิ่งล่วงเลยยากเอ่ยทวง

ภาพอดีตซีดจางอำพรางรูป
คล้ายเงาวูบวาบผ่านให้พาลหวง
จะคว้าจับกลับคว้างเป็นร่างลวง
มิอาจช่วงชิงยื้อมาถือครอง

เหลือรอยจินตกานท์จรดจารไว้
แทนดอกไม้ช่อเก่าที่เศร้าหมอง
คำบรรยายแย้มยวนให้ชวนมอง
เพียงจำลองลงวางจากต่างกาล

โลกเหวี่ยงมาพบปะขณะหนึ่ง
ขณะซึ่งโศลกสร้อยได้ร้อยสาน
ได้ร้อยรจน์บทคำเป็นตำนาน
ฝากคำหวานกล่อมเห่ข้ามเวลา

จวบจนถึงวันนี้วันที่คล้าย
สิ่งที่หมายมารออยู่ต่อหน้า
ยังหยอกล้อดั่งเช่นที่เป็นมา
เหมือนดั่งว่าโลกนี้อยู่ที่เดิม

แต่ดอกไม้ดอกเก่านั้นเฉาหม่น
ทยอยหล่นจากช่อไม่ต่อเสริม
แม้น้ำค้างพร่างหยาดรดราดเติม
มิอาจเพิ่มช่วงชีพเมื่อลีบโรยฯ

วลีลักษณา
๑๑ มกราคม ๒๕๖๙

ที่มา

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : Msp., มังตรา, โซ...เซอะเซอ, M., พิมพ์กานท์, กัลมลี*

ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
12 มกราคม 2026, 08:59:AM
มังตรา
Special Class LV5
นักกลอนแห่งเมืองหลวง

*****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 144
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 389



« ตอบ #5 เมื่อ: 12 มกราคม 2026, 08:59:AM »
ชุมชนชุมชน




ลมบนหนาวร้าวลึกผนึกโศก
คล้ายดั่งโลกชังหน้าไห้หาโหย
สะท้านเหเซซัดคราพัดโปรย
เยือกเย็นโชยก่อโกรธลงโทษกัน

มองปริบปริบสิบองศาที่มาอยู่
เสียงแว่วกู่บอกสั่งกลับหลังหัน
ใบไม้พริ้วลิ่วยอดตลอดวัน
กรรโชกนั่นกระหน่ำพัดซ้ำวน

ชมดอกไม้ละลานผ่านกระจก
หมู่มวลนกมากมีหลากสีขน
เกาะกิ่งคงส่งเสียงคู่เคียงยล
ไยอดทนความหนาวเคียงคราวกัน

หากมนุษย์สุดนิยมแค่ลมปาก
ความลำบากซัดเซหักเหหัน
กิเลสล่วงดวงจิตคิดไม่ทัน
รู้เหตุนั้นรานรุกพ้นทุกข์ครอง

อยู่ที่นึกฝึกหาสภาวะ
สติอย่าละ..กำกับมั่น..กันผยอง
สิ่งทั้งหลายคลายเริ่มต่อเติมมอง
ปัญญาส่องแสงสว่างทุกทางไป


มังตรา

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : โซ...เซอะเซอ, M., พิมพ์กานท์, วลีลักษณา, กัลมลี*, Msp.

ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
12 มกราคม 2026, 12:39:PM
โซ...เซอะเซอ
Special Class LV4
นักกลอนผู้รอบรู้กวี

****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 836



« ตอบ #6 เมื่อ: 12 มกราคม 2026, 12:39:PM »
ชุมชนชุมชน



…ยามเมื่อลมพัดหวน…

คืนวันนับเคลื่อนคล้อย…..นานปี
มิอาจแม้นาที……………….กลับย้อน
สูงต่ำสุขทุกข์ดี……………..เลวผ่าน
เพียงหนึ่งทรวงสะท้อน……เก็บไว้ในคะนึง

(โคลงสี่สุภาพ)

เพรงกานท์ประเจกรุจิรพราย
ผิว์ละม้ายมลายลาญ
หวนคืนประหนึ่งกวะชวาล
ชุติพร่างมิสร่างซา

สังคีตประโคมประลุประลุง
วจะฟุ้งตระการตา
จวบสิ้นพิลาส(ะ)สุริยา
มุติปลื้มมิลืมเลือน

(วสันตดิลกฉันท์ ๑๔)


คราลมหนาวยาวเยือน เหมือนวิโยค-
ร่วมพัดโบกโยกคลอนอ่อนระโหย
เมื่อหนาวลมช้าเชียบยะเยียบโชย
เหมือนถูกโบยด้วยแส้ เบิกแผลฉกรรจ์

หยาดน้ำค้างกลางหาวพร่างพราวระยิบ
ส่งกระซิบถึงใครที่ไหนนั่น
หยาดน้ำตาขมขื่นรื้นจาบัลย์
ก็อยากย้อนส่งถึงพลัน ณ ทันใด

เหมือนอดีตซีดจาง หว่างอรรณพ-
ซัดกลืนกลบ ลบเลือน เชือนฝันใฝ่
ดุจห้วงกาลโหมหาย บั่นสายใย-
จนขาดวิ่น แทบสิ้นใจในอาวรณ์

หากยังเหลือรูปรอยผูกร้อยรัด
กานท์กระหวัด รจน์เรียงเสียงอักษร
ใคร่ขอฝากถ้อยคิดถึงคะนึงจร-
จากร้าวรอน สั่งสมขมปร่าเปรย

อนาคตหวั่นหวาดไย ใครจะรู้-
ยังชีพอยู่หรือไฉน ไม่อาจเผย
รักจักชื่นสุขสม-ล่มก่ายเกย
ใครเล่าเอยสืบรู้วาสน์ สุดคาดเดา

ที่รับรู้คือวันนี้ทีละวัน
หากมีเธอและฉัน ฝันใฝ่เฝ้า
ร่วมปลอบปลุก ทุกข์ร้อน ทอนบรรเทา
ปันสุขเศร้าซึ้งซาบ ตราบเท่านาน

ฝากลมพัดหวนมาในครานี้
หว่างราตรีเหน็บหนาวยืดยาวผ่าน
ขอฝากเพียงเสียงสรรค์จากวันวาน
ช่วยสมานบาดแผลใจให้แก่กัน


 

   “…อาจเป็นเพราะรัก ที่ผ่านมากับลม
   ผ่านมาเชยชมเพียงแผ่วพริ้ว แล้วมันก็จางไป
   เก็บความทรงจำ เก็บงำในหัวใจ
   อยู่เพียงเดียวดาย ในเมื่อรักจากไปพร้อมสายลม

   เมื่อเป็นความรัก ที่ไม่อาจเผยใจ
   เก็บมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้
   ไม่อาจยอมให้เธอรู้

   เมื่อใดที่ลมพัด ให้ผ่านมาหน่อยได้ไหม
   อยากให้คืนวันที่ดีเหล่านั้น ได้หวนมา
   เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา
   เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้น จะพัดพามาอีกครั้ง…“


   [ ยามเมื่อลมพัดหวน (2536):
   คำร้อง - มณฑวรรณ ศรีวิเชียร
   ทำนอง - กุลวัฒน์ พรหมสถิต ]


Soul Searcher
Inspired to write 12/1/2026


ป.ล. ขออภัยคุณมังตรา
ที่กลอนไม่ได้เขียนต่อ
เนื่องจากแต่งเอาไว้แล้วครับ


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : พิมพ์กานท์, วลีลักษณา, M., กัลมลี*, Msp.

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

12 มกราคม 2026, 02:41:PM
เปลวเทียนเปลี่ยนสี
Special Class LV4
นักกลอนผู้รอบรู้กวี

****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 128
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 792

เทียนน้อยด้อยแสง


« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มกราคม 2026, 02:41:PM »
ชุมชนชุมชน



ในสายลม ห่มความหนาว คราวฤดู
ทุกอณู ความหนาวเหน็บ เก็บใจหวั่น
มือเท้าชา ใบหน้าล้า พอพ้นวัน
ในเหมันต์ นั้นเยือกเย็น จนเข็ญใจ

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : วลีลักษณา, โซ...เซอะเซอ, M., กัลมลี*, Msp.

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่เลยผ่าน............กับความหวานที่ยังคงอยู่
ในความรู้สึกที่ยังรับรู้........ยังคงบันทึกอยู่ในความทรงจำ
12 มกราคม 2026, 05:48:PM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 161
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 394

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 มกราคม 2026, 05:48:PM »
ชุมชนชุมชน

อยู่ที่นึกฝึกหาสภาวะ
สติอย่าละ..กำกับมั่น..กันผยอง
สิ่งทั้งหลายคลายเริ่มต่อเติมมอง
ปัญญาส่องแสงสว่างทุกทางไป

มังตรา


ขณะหนึ่งก่อนระเหยของเหมยขาบ
รับแสงอาบยามเช้าก็พราวใส
งามเหมือนจักคงค้างไม่ร้างไกล
เพียงแดดไล้ลมลูบก็วูบเลือน

วลีลักษณา

ปล.  แต่งตอบคุณมังตราแล้วดูจะเป็นกลอนธรรมะ
เลยไปลงฉบับเต็มไว้ในหัวข้อ
กลอนธรรมะนะคะ

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : โซ...เซอะเซอ, กัลมลี*, M., Msp.

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
21 มกราคม 2026, 12:04:PM
วลีลักษณา
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 161
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 394

สร้อยศิลป์จินตกานท์ โดยวลีลักษณา


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 มกราคม 2026, 12:04:PM »
ชุมชนชุมชน



~*~เพรงมายา~*~

รำพึงคำร่ำพร้อง.............เผดียงกานท์
วางร่ายพจมาน.............บ่งชี้
ความนัยช่างชำนาญ.....การกล่าว
มธุรสเหล่านี้.................ยากแท้เชื่อถือ

สอดสร้อยระบิลระบุระบาย
ก็ละม้ายพระพายเยือน
ยอกลอนวิพากษ์ดุจเสมือน
จะเขยื้อนขยับใจ

แล้วคงทยอยพจนรอน
ทุรทอน มโนมัย
แชเชือนเสมือน ปิติสมัย
ทะนุไว้มิได้นาน

โลกหมุนเปลี่ยนเวียนผ่านวันวารพ้น
ต่างดั้นด้นไขว่คว้าตามหาฝัน
บ้างสบสมสิ่งหมายมากมายครัน
บ้างหลงในหมอกควันอันเลื่อนลอย

ลมพัดหวนทวนเห่ห้อมเวหา
ผลัดฟากฟ้าเปลื้องเงาความเหงาหงอย
คนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยท้อยังรอคอย
หวนละห้อยเพรียกหามายาลวง

เวิ้งฟ้ากว้างพร่างแสงเปลี่ยนแปลงสี
เปลวอัคคีโชนฉายที่ปลายสรวง
เกิดเงาภาพทาบหล้าเหมือนว่าลวง
ก่อนพลบล่วงลาหนอนธกาล

เย็นยะเยียบเพียบแปล้บาดแผลพร้อย
เกลื่อนริ้วรอยรักชังประดังผลาญ
ลมหนาวโชยผ่านแผ่วมาแผ้วพาน
ฟื้นตำนานหนหลังหรืออย่างไร

คืนฟ้าดับเดือนแรมลอยแกมหาว
ดาราพราวพร่างสรวงพรายดวงใส
ดาว ดวงนั้น! ลอยคว้างไปทางใด
หรือเร้นในหลืบฟ้าโศกอาดูร

จากนี้คงโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเปล่า
อยู่กับเถ้าถ่านฝันอันดับสูญ
เปลวไฟรักมอดเชื้อไม่เหลือกูณฑ์
ทุกข์ก็พูนเพียบในดวงใจรอน

ยามเมื่อลมพัดหวนกำสรวลเศร้า
เหมือนรูปเงาย้อนยอกมาหลอกหลอน
คล้ายครวญคร่ำร่ำหาด้วยอาวรณ์
เสียงสะท้อนสะท้านจากกาลเพรง

ฤๅ รำพายร่ายพร้อง---------เผดียงความ
โลมโลกผลัดโศกทราม-----ล่วงพ้น
ลมหวนห่อนทวนยาม------เลยผ่าน
จึงมิอาจขุดค้น----------ไขว่คว้า คืน* ฝัน

คืน*  ในความหมาย  กลับสู่สภาวะเดิม
วลีลักษณา
๑๙ มกราคม ๒๕๖๙
ที่มา https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=waleelaksana&month=01-2026&date=21&group=26&gblog=198

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : toshare, กัลมลี*, โซ...เซอะเซอ, Msp., ระนาดเอก

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

รวมกลอนวลีลักษณา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=waleelaksana
22 มกราคม 2026, 08:00:AM
มังตรา
Special Class LV5
นักกลอนแห่งเมืองหลวง

*****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 144
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 389



« ตอบ #10 เมื่อ: 22 มกราคม 2026, 08:00:AM »
ชุมชนชุมชน




"ในเหมันต์"ชื่อตามกับความหนาว
รุกรวดร้าวรุมเรารักเร้าเร่ง
จุกเจ็บจนเจียนจิตสู่ขิตเอง
คราวังเวงว้าวุ่นหมดทุนใจ

วันแรกเริ่มประเดิมลาก็หน้านี้
หนาวฤดีคราหวลคิดครวญใคร่
สุขก็สุขทุกข์ก็ทุกข์ปั่นปลุกไป
บัวเหลือใยยลเยื่อแม่เนื้อนวล

อากาศเวียนเปลี่ยนแปรมิแน่นัก
บ้างฝนหนักร้อนหนาวในคราวส่วน
บ้างพายุถาโถมโจมตีรวน
จิตเนื้อนวลจะมิร้างฤาอย่างไร

อารมณ์ล้าหน้าหนาว ณ.คราวนี้
ผ่านเดือนปี..สัมผัสเย็นจะเป็นไหม
สืบหนทางวางแก้ก่อนแพ้ใจ
เริ่มรักใหม่ก็กลัวเข้าดั่งเก่ามา


มังตรา

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : โซ...เซอะเซอ, เปลวเทียนเปลี่ยนสี, Msp., ระนาดเอก

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
26 มกราคม 2026, 10:46:PM
โซ...เซอะเซอ
Special Class LV4
นักกลอนผู้รอบรู้กวี

****

คะแนนกลอนของผู้นี้ 120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 836



« ตอบ #11 เมื่อ: 26 มกราคม 2026, 10:46:PM »
ชุมชนชุมชน




รำพึงพจน์ตัดพ้อ……….….นวลปราง
เอื้อนเอ่ยมิอำพราง………..ซ่อนเร้น
ยืนเปลี่ยวทอดนภางค์…….ยามค่ำ
มิหน่ายร้างสร่างเว้น……….ตราบเว้าวอนเสนอ


( โคลงสี่สุภาพ )


อารัมภบทระบิระบิล
ฤ จะสิ้นเพราะคลางแคลง
สำเนียงเสนาะปะเหลาะแสดง
มิจุแจ้งกระจ่างใจ

น้ำคำสดับวธุวิทู
สิดนูก็ปราชัย
มาตรแม้นมติพิเราะพิไล
ปฏิเสธเทวษตรม


( วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ )


กำแพงสูงสุดหล้า ฟ้าสุดเอื้อม
ชะง่อนเงื้อมชะโงกงุ้ม คลุ้มภูผา
หวังปีนป่าย ก็คล้ายเกินสติปัญญา
แต่ทว่าหัวใจ ไม่คร้ามยอม

เมื่อทุกส่วนล้วนเริ่มจากภายใน
จึงปักหมุดหัวใจ เยื้องกรายกล่อม
จากเลียบเคียง เลี่ยงคำ ทำอ้อมค้อม
โปรยหว่านล้อม วิระ วาทกรรม

เปรียบทุกถ้อยลายสือ คือหน่อรัก
ที่ขุ่นคลั่กกลัดหนอง ป่าวร้องร่ำ
กลั่นเข้มข้นแดงสนิม ปิ้มหมึกดำ
เป็นลิ่มลำโลหิต ลิขิตระบาย

“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย“
จักวาทะเพิ่มหวัง หรือพังทลาย-
ฉุกชิงชังมากมาย ไม่รู้เลย

ถามสมองตรองตริ พิเคราะห์เล่า?
ก็ส่อเค้าล่มสลาย แหนงหน่ายเผย
ถามหัวใจไหวอ่อน? กลับย้อนเปรย
ลมรำเพยแผ่วพัด กระหวัดชวน

ค่ำคืนนี้ ดาษดาวทั่วราวฟ้า
เหลืออ่อนล้าข่มใจไม่ย้อนหวน
ยังตรึงติดอัตลักษณ์ หนักรัญจวน
จนปั่นป่วนปรวนแปร แต่ลำพัง

ครั้นเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย กลายรันทด
ให้ปรากฏบันดล ภาพหนหลัง
ถึงชั่วคราว ก็เกินกว่าละล้าละลัง
ดันทุรัง เอ่ยทักบอกรักเธอ

ด้วยนิยามรักแปลก ชำแรกชี้
อาจฤดีงุนงง หวั่นหลงเก้อ
ปราศรูปเสียงกลิ่นรส พจน์บำเรอ
ต่างละเมอคล้องเกี่ยว เพียงเสี้ยวใจ


ฤา อาจคืนค่ำนี้…………….มีดาว
สวยสุกส่องสกาว………….พร่างฟ้า
สายลมอ่อนพัดราว……….โบย บอก-
วอนอ่านทวนช้าช้า………..จักรู้ยังรัก?


( โคลงสี่สุภาพ )


     “…ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย
     อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
     ฝากเพลงนี้ให้ไปถามเธอดู
     อยากจะรู้ในความเป็นไป

     เธอยังคิดถึงฉันทุกนาทีอยู่รึเปล่า
     เธอยังจำเรื่องเราในวันวานได้หรือไม่
     เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว
     ยังรอฉันแค่คนเดียว
     เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม
     ช่วยบอกให้รู้ที…“


   

   [ เธอยัง (2554): วง Potato
   คำร้อง/ทำนอง - ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) ]


Soul Searcher
Inspired to write 26/1/2026



บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s