ซาบซึ้งตรึงตรา..อักษรารังสรรค์
ชุมชน บ้านกลอนไทย
21 สิงหาคม 2018, 07:19:AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: 1 [2]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ซาบซึ้งตรึงตรา..อักษรารังสรรค์  (อ่าน 1676 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
01 สิงหาคม 2018, 06:51:AM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #20 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2018, 06:51:AM »
ชุมชนชุมชน


 เคารพรัก เคารพรัก เคารพรัก
ความหมายของศีลธรรม

ศีลธรรม ตามปกติ ตามธรรมชาติ
ศีลธรรม ตามอำนาจ คนจัดสรร
ศีลธรรม คือสุข-สะดวก บวกเข้ากัน
ศีลธรรม คนทุกวัน หันหัวลง

ศีลธรรม นำปุถุชน ดลอริยะ
ศีลธรรม รวมฐานะ ที่พึงประสงค์
ศีลธรรม ทุกทุกส่วน ล้วนเส้นตรง
ศีลธรรม นำสูงส่ง ตรงต่อญาณ

ศีลธรรม ปริยัติ จัดฐานราก
ศีลธรรม มีวิบาก ล้วนสุขศานติ์
ศีลธรรม สะอาด สว่าง สงบ บรรจบงาน
ศีลธรรม ส่วนอวสาน นิพพานแลฯ

พุทธทาส  อินทปัญโญ
คำกลอนสอนธรรม
หนังสือดี ๑๐๐ ปี พุทธทาส

 เคารพรัก เคารพรัก เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, วลีลักษณา, แสนเมือง, รพีกาญจน์, ระนาดเอก, ธนุ เสนสิงห์, พิณจันทร์, masapaer, ลายเมฆ

ข้อความนี้ มี 9 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
01 สิงหาคม 2018, 06:59:AM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #21 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2018, 06:59:AM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง ซึ้งจัง
ด้วยรัก

เมื่อไฟร้อนรอนแสงสิ้นแรงขับ
มือที่สามซุ่มทัพรีบรับช่วง
เมื่อข้างนอกสุกใสข้างในกลวง
ดาวจึงดับทีละดวงจนดาษดา

กาลเวลาเริ่มตัดตรงมัดหวาย
กาลเวลาจึงทำลายความแข็งกล้า
กาลเวลาเริ่มตัดตรงศรัทธา
กาลเวลาจึงเร้นความเป็นไป

มันคือความแปลกแยกความแตกต่าง
บนช่องว่างระหว่างวันซึ่งหวั่นไหว
ยิ่งดึงดันหันหลังยิ่งห่างไกล
ผลหัวใจบาดเจ็บต่างเก็บงำ

โดยกฎของสงครามของความรัก
ใครถึงหลักแล้วย่อมมิค้อมต่ำ
เกียรติภูมิวันนี้เปื้อนสีดำ
เฝ้าร้องร่ำใช่จะร้อยสานรอยร้าว

แม้วันมืดต้องยืดอกอย่างอาจอง
ถึงมั่นคงก็คอยฆ่าความตาขาว
กล้ารับผิดถ้าพลั้งทุกครั้งคราว
คือเกียรติยศยืนยาวและยองใย

ก้าวต่อเถิดถึงบางครั้งจะพลั้งพลาด
หินจะบาดแรงจะเหือดเลือดจะไหล
วันเวลา, กระแสน้ำ ความเป็นไป
ไม่เคยหยุดฉันใดก็ฉันนั้น

หยาดน้ำตาแม้ตกนองเต็มท้องถนน
หยาดน้ำตามิเคยย่นระยะสั้น
ความเจ็บแค้นคั่งคุปะทุควัน
ยากจะสร้างความใฝ่ฝันให้เป็นจริง

หากสมองและสองมืออันมุ่งมั่น
นั่นแหละสิ่งสร้างสรรค์ทุกทุกสิ่ง
มือที่สามมิอาจล่วงเข้าช่วงชิง
ขอเพียงอย่าทอดทิ้งความอดทน
(นาฏกรรมบนลานกว้าง)

คมทวน  คันธนู
กวีซีไรต์  ปี ๒๕๒๖

 เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, วลีลักษณา, แสนเมือง, รพีกาญจน์, ระนาดเอก, ธนุ เสนสิงห์, พิณจันทร์, masapaer, ลายเมฆ

ข้อความนี้ มี 9 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
03 สิงหาคม 2018, 02:58:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #22 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2018, 02:58:PM »
ชุมชนชุมชน



ละครโรงใหญ่

การศึกษาเปรียบโรงละครใหญ่
จัดฉากงามตามวัยอย่างเหมาะเหม็ง
ฉากเด็กเล็กล่อเด็กให้ครื้นเครง
ทุกวันต้องร้องเพลงเล่านิทาน

สลับฉากเรื่อยไปไม่หยุดยั้ง
มุ่งปลูกฝังนิสัยให้รากฐาน
คล้ายวิพิธทัศนาอ่าโอฬาร
ไม่มีทุกข์สนุกสนานเบิกบานกัน

ฉากที่สองลองชมประถมวัย
ภาษาไทยอ่านเขียนเรียนกันลั่น
อุปกรณ์การสอนเป็นสำคัญ
งานครูนั้นดูเห็นเหมือนเล่นกล

คือจะต้องคล่องจัดคัดบทเรียน
ให้คิดเขียนอย่างสนุกทุกทุกหน
ก็คล้ายหัสนาฏกรรมอ่าอำพน
เรียนรู้ปนกับเล่นเป็นของดี

ฉากที่สามตามมาก็น่าชม
ได้แก่ฉากมัธยมของเรานี่
เริ่มซ้อมซักยักย้ายหลายวิธี
วิชามีมากนักชักเรื่อยไป

มีเคล็ดอยู่ที่ครูสร้างปัญหา
ให้เด็กสางสร้างวิชาขึ้นมาได้
นี่แหละสุขนาฏกรรมอ่าอำไพ
ความเป็นห่วงบ่วงใยยังไม่มี

แล้วเปิดเห็นเวทีที่กว้างใหญ่
มหาวิทยาลัยเป็นฉากสี่
ศิลปวิทยาอาชีพมี
เรียนเรื่องชีวิตมนุษย์รุดหน้าไป

ท่านอาจารย์ท่านไม่ใคร่จะสอน
ให้ค้นคว้าหาก่อนเป็นข้อใหญ่
โศกกับสุขมักคลุกเคล้ากันไป
เหมือนเรื่องในมหาอุปรากร

หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล
ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ปี ๒๕๓๐

 เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : ระนาดเอก, @free, รพีกาญจน์, แสนเมือง, ธนุ เสนสิงห์, พิณจันทร์, masapaer, ลายเมฆ

ข้อความนี้ มี 8 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
05 สิงหาคม 2018, 09:59:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #23 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2018, 09:59:PM »
ชุมชนชุมชน

 
            ซึ้งจัง ซึ้งจัง

               ดูภูเขา
   
     ๏ โดยใช้ตาเนื้อ-จึงเหนื่อยเนื้อ
โดยใจไม่เอื้อ-จึงไม่ถึง
โดยผูกใจมัด-จึงรัดรึง
โดยห่วง-ใจจึงเหมือนตรึงใจ
   
     ๏ คล้ายไกล-จึงคล้ายมองไม่เห็น
สีเก่าจึงเป็นเหมือนสีใหม่
คล้ายเพ่ง-จึงพร่องไม่ว่องไว
ภาพนิ่งจึงไหว-ในวงตา

      ๏ เห็นไม้-เพียงเห็นเป็นหมู่ไม้
เห็นเมฆ-เพียงคล้ายประหนึ่งว่า
เป็นกลุ่มสิ่งทึบ  ขาว-เทาทา
พร้อมพร้อมพร่าพร่าในตาตัว

     ๏ ทั้งทั้งคล้ายคล้ายจะไร้แดด
แต่ร้อนคล้ายแผดอยู่ถ้วนทั่ว
ตาใส-แต่ตากลับพร่ามัว
ด้วยหัวใจยังกลัว-ยังกริ่งเกรง ฯ

     ๏ บัดนี้, ภูเขาเบื้องหน้ายังผ่าเผย
สงบนิ่งวางเฉย-ไม่ร้อนเร่ง
รอรับตาเห็น-เช่นนั้นเอง
และคล้ายคล้ายยังสร้างเพลงแห่งอิสรา ๚ะ๛

      ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส ยิ้มหน้าใส

           ปีกเริง

     ๏ โดยบ่ายเบิกลมมาห่มบ่าย
จึงร่อนใบไม้จากในสวน
คว้างคว้างในบ่ายเป็นกระบวน
ขณะไม้ดอกอวลกรุ่นกลิ่นกราย

     ๏ เป็นลมห่มปีกผีเสื้อป่า
อันเร้นร่างมากับลมบ่าย
บอบบาง, สีฉาบอาบระบาย
เลื่อมเหลืองสลับลาย – ละลานตา

     ๏ ปีกเริงร่อนร่างในทางรก
ซึ่งแต้มสีปก - ดอกไม้ป่า
โดยใดจึงรู้ – จึงเร่งมา
ไฉนจึงรู้ว่า  ดอกไม้บาน

     ๏ ไฉนจึงรู้ทางอันร้างรก
ที่ป่าคลุมปกเป็นดงด่าน
แรงขับแรงฝันใดบันดาล
ให้ลุแอ่งน้ำหวาน – เรณูนวล

     ๏ ในบ่ายอันลมไล้ห่มแดด
อันลามลงแผดอยู่ทุกส่วน
ผีเสื้อไม่ตอบ – ไม่ถามทวน
แสดงเพียงภาพขบวนการโบยบิน ๚ะ๛

            พนม  นันทพฤกษ์

พนม  นันทพฤกษ์  เป็นนามปากกาของ
นายสถาพร  ศรีสัจจัง  เป็นชาวพัทลุง
ใช้นามปากกานี้สำหรับวรรณกรรมเยาวชน
นวนิยาย  รวมเรื่องสั้น และกวีนิพนธ์
ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ
ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์  ปี ๒๕๔๘ 

 เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free, masapaer, พิณจันทร์, ลายเมฆ, ธนุ เสนสิงห์

ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
08 สิงหาคม 2018, 10:08:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #24 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2018, 10:08:PM »
ชุมชนชุมชน

               ซึ้งจัง ซึ้งจัง

          ดาวประดับราตรี

หนึ่ง   เราต่างเป็นดวงดาวกลางราวฟ้า
          ประกายกล้าริบหรี่ - หรือปรี่แสง
          อยู่ที่ผลของงานผสานแสดง
          จะร้อนแรงหรือหรุบหรู่กลางหมู่ดาว
          ห้วงนภาคราแรมไม่แจ่มแสง
          เมื่อมีแรงดาริกาประดับหาว
          แต่ละดวงรัศมีสีสกาว
          บ้างเพริศพราวบ้างกะพริบระยิบระยับ

สอง   นักดาราศาสตร์ชี้มีความหมาย
          บางดาวพรายนามเพราะเสนาะศัพท์
          หากสะท้อนสุริย์ศรีที่แวววับ
          จึ่งประทับจับในหัวใจคน
          แต่บางคราวที่ช่วงโชติโรจน์รังสี
          ที่ตนมีสีสว่างกระจ่างหน
          อานเลือนรางกลางแสงสุริยน
          กลับถกลก่องเก็จเพชรราตรี

สาม   กวีแก้วแพร้วพร่างกลางบรรณภิภพ
         บ้างเลอลบบ้างแพรวพร่างบ้างริบหรี่
         อาจเรืองรองอาจหมองหม่นบนราตรี 
         แต่กวีคือกวี...ล้วนมีแวว
         จะเรืองรองผ่องพิภพนพรัตน์
         เจิดจรัสเพริศพจีกวีแก้ว
         แต่ก็ต่างเป็นดาวอันพราวแพรว
         ซึ่งล้วนแล้ว"แวว"ประดับกับราตรี

  สี่   อย่าดูหมิ่นมวลกวีเลย...ที่รัก
       แม้จำเรียงเพียงประจักษ์เพื่อศักดิ์ศรี
       อาจต่ำต้อยด้อยราคามีราคี
       แต่กวีก็ดั่งดาวพรั่งพราวฟ้า
       จักรวาลล้านล้านดาวพร่าพราวแสง
       อาจเรืองแรงช่วงโชติรุ่งโรจน์หล้า
       อาจริบหรี่เพียงระยิบพริบนภา
       แต่หลากล้วนเป็น"ดวงตาแห่งราตรี"

               ประยอม  ซองทอง   



      ไหน...ศรัทธาอันยืนยง

เมื่อเหม่อดูหมู่ดาวกลางราวฟ้า
ดาริกาล้วนระยิบกะพริบแสง
หากดวงเดียวเทียวที่เพริศเจิดแจรง
ประกายแกร่งก่องโฉม...คือ"โคมทอง"
ผองผกากรุ่นกลิ่นประทิ่นฉม
ล้วยซบซมเมื่อรังสีรวีส่อง
แต่ดอกที่เด่นไร้ใครเป็นรอง
บังอาจจ้องแสงฉาน...คือ"ทานตะวัน"
เชิงชายหาดลาดยาวทรายพราวยิบ
ลิ่วไกลลิบลับฟ้าโก่งมากั้น
แม้ด้นดั้นฟั้นฤดีอยู่กี่วัน
ก็สุดสรรเพียงเพชรสักเม็ดเดียว
ในดอนดงพงลำเนาโขดเขาสูง
ทั้งยางยูงหลากสล้างใช่ร้างเปลี่ยว
แต่ที่กล้าแบกลมเป็นคมเคียว
มี"สน"เทียวที่กล้าแกร่งยอดแทงฟ้า
ฉันดั้นด้นค้นหาเป็นบ้าหลัง
ไหนที่ตั้งจิตมาดปรารถนา
ไหน"คน"ที่ยืนหยัดด้วยศรัทธา
ไม่อ่อนข้อท้อท่าในอาธรรม

        ประยอม  ซองทอง

            มิถุนายน  ๒๕๐๒

นายประยอม  ซองทอง  เป็นชาวนครพนม
ใช้นามปากกาว่า  ลักขณ์ เรืองรอง,  ระฆังทอง,
เจ้าพระยา,  ธารทอง,  เพรืองชมพู  และ สุดสงวน
ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ
ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ปี ๒๕๔๘

 เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free, พิณจันทร์, ลายเมฆ, ธนุ เสนสิงห์

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
10 สิงหาคม 2018, 01:47:PM
@free
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 74
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 289



« ตอบ #25 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2018, 01:47:PM »
ชุมชนชุมชน



 พินิจจันทร์วันเพ็งขึ้นเปล่งแสง
กระจ่างแจ้งแจ่มวงทั้งทรงกลด
สี่พี่เลี้ยงเคียงพร้อมน้อมประณต
พระเลี้ยวลดแลแสวงดูแสงเดือน
ดูเก๋งก่อต่อเตาเห็นเงาคล้าย
เขม้นหมายมุ่งไปก็ไม่เหมือน
เห็นเงาไม้ไหวหวั่นให้ฟั่นเฟือน
จนเดือนเคลื่อนคล้อยฟ้าให้อาวรณ์

นิราศอิเหนา   
สุนทรภู่

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : พี.พูนสุข, พิณจันทร์, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
10 สิงหาคม 2018, 03:56:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #26 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2018, 03:56:PM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง

มณฑาทิพกลีบบานตระการกลิ่น
ภุมรินหรือจะร้างห่างเกสร
จงทราบความตามใจอาลัยวอน
เดชะกลอนกล่าวปลอบให้ตอบคำ
 
จะคอยฟังดังคอยสอยสวาท
แม้นเหมือนมาดหมายจะชิมให้อิ่มหนำ
ถ้าครั้งนี้มิได้เยื้อนยังเอื้อนอำ
จะต้องคร่ำคร่าเปล่าแล้วเราเอย

 (นิราศวัดเจ้าฟ้า - สุนทรภู่)
เคารพรัก
 

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, พิณจันทร์, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
10 สิงหาคม 2018, 04:02:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #27 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2018, 04:02:PM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง

อ่านทุกบทงดงามสื่อความชัด 
ทำนองผลัดเสนาะเสียงจำเรียงหลง
อ่านดังดังฟังขันแม้บรรจง   
นานนานส่งเสียงขับต้องปรับคีย์

 ชอบใจๆ
..พี.พูนสุข..


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, ธนุ เสนสิงห์, พิณจันทร์, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
11 สิงหาคม 2018, 01:07:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #28 เมื่อ: 11 สิงหาคม 2018, 01:07:PM »
ชุมชนชุมชน



ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : พิณจันทร์, @free, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
13 สิงหาคม 2018, 04:25:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #29 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2018, 04:25:PM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง ซึ้งจัง


                   ดอกเอ๋ยดอกมะลิ                   
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
    สดสะอาดปราศสีราคีระคน      
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
   กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง   
   เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
   อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย     
   ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

  คำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ “แม่จ๋า”
 ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

  เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, พิณจันทร์, รพีกาญจน์, ธนุ เสนสิงห์

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
16 สิงหาคม 2018, 01:24:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #30 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2018, 01:24:PM »
ชุมชนชุมชน

       

 
บทชมธรรมชาติ
 ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒

๏ สะอาดเอี่ยมประเปี่ยมน้ำ     สลอนส่ำสโรชมี
พบูบานผสานสี                       สล้างกลีบกุสุมสรรพ์
สำแดงดวงดำรูเด่น               ประดับเบญจพิธพรรณ
พิโดรฉมระงมคัน-                    ธรสรื่นบำเรอฆาน
๏ ภมรมั่วประทุมมาศ               มิรู้ขาดสถานธาร
ชะลอเอาละอองมาล-                ยเมื้อมุ่งอำรุงรวง
๏ สลาบโรยก็หล่นลอย              กระแสสร้อยสลายพวง
สะพราดพันธุปลาปวง              ประเนืองน่านเฉนียนนอง
 ๏ ฉวัดว่ายเฉวียนวน                กระโดดพ่นละอองฟอง
ระเมียรมัจฉะคลอครอง            บ คลาดคู่คระไลลอย
๏ ชะโดดุกกระดี่โดด                  สลาดโลดยะหยอยหยอย
กระเพื่อมน้ำพะพร่ำพรอย         กระฉอกฉานกระฉ่อนชล
๏ กระสร้อยซ่าสวายซิว             ระรี่ริ้วระวาดวน
ประมวลมัจฉะแปมปน             ประหลาดเหลือจะรำพัน
๏ สถานพุธดาบส                      บำเพ็ญพรตพรหมจรรย์
ตปาการประกอบกรรม์             อุกฤษฏ์บ่มบำรุงบุญ
๏ อิลาแลกระแสใส                    สำราญในมโนสุน-
ทราอรจะผ่อนอุณห์                  อุทกอาบพระอินทรีย์ ฯ


อิลราชคำฉันท์
บทประพันธ์ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน  สาลักษณ)
กวีในสมัยรัชกาลที่ ๖


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
16 สิงหาคม 2018, 09:39:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #31 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2018, 09:39:PM »
ชุมชนชุมชน



วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

(๑) ตอนวัสสการพราหมณ์ถูกเนรเทศแล้วเดินทางไปยังนครเวสาลี

     แรมทางกลางเถื่อน     ห่างเพื่อนหาผู้
หนึ่งใดนึกดู                     เห็นใครไป่มี
หลายวันถั่นล่วง              เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี                       ดุ่มเดาเข้าไป 
     ผูกไมตรีจิต                เชิงชิดชอบเชื่อง
กับหมู่ชาวเมือง               ฉันท์อัชฌาสัย
เล่าเรื่องเคืองขุ่น              ว้าวุ่นวายใจ
จำเป็นมาใน                     ด้าวต่างแดนตน
     เขาแสนสมเพช          สังเกตอาการ
แห่งเอกอาจารย์              ท่าทีทุกข์ทน
ภายนอกบอกแผล           แน่แท้ทุพพล
เห็นเหตุสมผล                ให้พักอาศัย
     ข่าวคราวกล่าวกัน     อื้อพลันแพร่หลาย
ลือล่ำกำจาย                    แจ้งรั่วทั่วไป
มนตรีกราบทูล               เค้ามูลขานไข
แด่องค์ท้าวไท                แหล่งหล้าลิจฉวี

(๒) ตอนราชาลิจฉวีแตกความสามัคคีไม่ไปร่วมประชุมเหมือนเดิม
 
     จึ่งให้ตีกลอง           ป่าวร้องทันที
แจ้งข่าวไพรี                 รุกเบียนบีฑา
เพื่อหมู่ภูมี                   วัชชีอาณา
ชุมนุมบัญชา                ป้องกันฉันใด
     ราชาลิจฉวี              ไป่มีสักองค์
อันนึกจำนง                  เพื่อจักเสด็จไป
ต่างองค์ดำรัส               เรียกนัดทำไม
ใครเป็นใหญ่ใคร           กล้าหาญเห็นดี
     เชิญเทอญท่านต้อง    ขัดข้องข้อไหน
ปรึกษาปราศรัย              ตามเรื่องตามที
ส่วนเราเราใช่                  เป็นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี                      รุกปราศอาจหาญ
     ต่างทรงสำแดง          ความแขงอำนาจ
สามัคคีขาด                     แก่งแย่งโดยมาน
ภูมิศลิจฉวี                      วัชชีรัฐบาล
บชุมนุมสมาน                 แม้แต่สักองค์


สามัคคีเภทคำฉันท์
บทประพันธ์ของ นายชิต  บุรทัต
กวีในสมัยรัชกาลที่ ๖   

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
17 สิงหาคม 2018, 10:51:AM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #32 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2018, 10:51:AM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง ซึ้งจัง

จากตัวอย่างฉันท์ ๒ ชนิดที่ยกมาให้อ่านข้างต้นนี้
คือ ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒  และ วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
ได้ข้อสังเกตวิธีการใช้คำครุ คำลหุ ของกวี ๒ อย่าง
และควรจะยึดถือเป็นหลักการแต่งฉันท์ชนิดอื่น ๆ ต่อไปได้

๑. การใช้เสียงสระ อำ ในการแต่งฉันท์

โดยทั่วไป เสียง /อำ/ เป็นเสียง สระ /อะ/ มีเสียงพยัญชนะสะกด /ม/  ใช้ในรูป  -ำ
เช่น กำ  กรำ  กล้ำ, ขำ, คำ  ค่ำ  ค้ำ  คล้ำ, งำ  ง้ำ, จำ  จ้ำ, ฉ่ำ ชำ ช้ำ, ดำ  ด่ำ,
ทำ, ตำ  ต่ำ, นำ  หนำ, พรำ  พร่ำ,  ยำ  ย่ำ, รำ  ร่ำ  ส่ำ, อำ  อ้ำ ฯลฯ
คำเหล่านี้เป็นคำที่มีพยางค์เดียวและมีความหมายสมบูรณ์
จัดเป็นคำที่มีเสียงหนัก คือ คำครุ
หรือใช้ประกอบกับคำอื่น ทำให้มีความหมายชัดเจนขึ้น กว้างขึ้น
เช่น  กำมือ  กล้ำกลืน  คร่ำครวญ  จำความ  ต่ำเตี้ย ทำกิน  นำผล   พร่ำเพ้อ  ฯลฯ

คำเหล่านี้ จัดเป็นคำ ครุ/ครุ  ทั้ง ๒ คำ/พยางค์
ถ้าแยก คำ/พยางค์ แล้ว ยังมีความหมายทั้ง ๒ คำ/พยางค์
***********
เสียงสระ อำ  อนุโลมให้เป็น คำลหุ ได้
เสียง /อำ/ จะใช้เป็นเสียง ลหุ ในการแต่งฉันท์ได้อย่างไร

จะใช้ได้เมื่อ เสียง อำ ประสมในคำมูล
        เป็นคำที่มีมาแต่ดั้งเดิมและมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง
        อาจเป็นคำไทยหรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นก็ได้
แต่มีความหมายเดียว ถ้าแยกกัน ความหมายจะไม่สมบูรณ์หรือเปลี่ยนไป

ส่วนใหญ่เป็นคำที่มี ๒ พยางค์   เช่น
สำแดง ดำรู บำเรอ อำรุง บำเพ็ญ บำรุง สำราญ (จากตัวอย่าง ภุชงประยาตฉันท์ ๑๒)
กวีใช้เป็นเสียง  ลหุ/ครุ  ทั้งหมด
คำอื่น ๆ เช่น
กำจาย    คำนึง  จำนง  จำนรรจ์  จำเนียร  จำเริญ
ดำบล    ดำรัส  ตำนาน  ตำรวจ  ทำนอง  ธำรง  บำนาญ
 บำรุง  บำราศ  บำเรอ รำคาญ  รำเพย  รำไพ  ลำเค็ญ  ลำเนา
สำคัญ   สำนวน  สำรวม   สำรวล    สำเร็จ อำนวย  อำพน  ฯลฯ
กวีหลายท่าน จะใช้คำลักษณะนี้เท่านั้นเป็นคำลหุ ตรงตำแหน่งที่บังคับ
ตามฉันทลักษณ์  และจะยกตัวอย่างของกวีท่านอื่นในโอกาสต่อไป

๒. การใช้เสียงสระ อะ ลดรูป

เสียง /อะ/ ใช้ในรูป  - ะ  ออกเสียง อะ เต็มเสียง เช่น กะ  กระ  จะ  คะ  คละ  ปะ  ประ
สระลดรูป ออกเสียง อะ ไม่เต็มเสียง เช่น  กวี (กะ-วี)  ฉวี (ฉะ-หฺวี)  รัฐบาล (รัด-ถะ-บาน) สมาน (สะ-หฺมาน)

กวีใช้แต่งในวิชชุมมาลาฉันท์ที่บังคับคำครุล้วนได้
แสดงว่า คำที่ผสมด้วยสระอะ ลดรูป ออกเสียง อะ ไม่เต็มเสียง
ใช้เป็น คำครุ ได้เมื่อจำเป็นนั่นเอง

คำอื่น ๆ เช่น  วลี   ทวี  นที  พสก  สถิต  สราญ  สรีร์  สวัสดิ์
คำที่เป็นอักษรนำ เช่น  ขยัน  ขยับ  ขยาย  สลัว สวาท  สวิง สวาย ฯลฯ
นับเป็นคำครุ  ๑ พยางค์  หรือเป็น ลหุ กับ ครุ  ๒ พยางค์ ก็ได้ค่ะ

ขอให้สนุกในการอ่านฉันท์และแต่งฉันท์ หรือผู้ที่คิดจะแต่งฉันท์เป็นครั้งแรกนะคะ  โชคดีค่ะ

 เธอนั่นแหละจ้ะ

..พี.พูนสุข..


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free, ลายเมฆ

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
17 สิงหาคม 2018, 12:33:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #33 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2018, 12:33:PM »
ชุมชนชุมชน

 
 
              ซึ้งจัง ซึ้งจัง
             ขันติธรรม
ธรรมอันเป็นอาภรณ์ของปราชญ์

     ขันตีนี้ธรรม     นำใจให้สงบ
ยามใดพานพบ       เรื่องไม่สมหวัง
ขันตีปลอบใจ         ช่วยให้เกิดพลัง
บังคับยับยั้ง            ใจไม่วู่วาม
      ขันตีสุนทร       อาภรณ์นักปราชญ์
มั่นคงองอาจ          ข่มใจไม่หยาม
ขันตีช่วยขจัด         ปัดทุกข์ลุกลาม
ขันตีหักห้าม            ความโกรธได้จริง


            ความคิดสร้างสรรค์

     ความคิดสร้างสรรค์     ความฝันบรรเจิด
งานศิลป์ก่อเกิด                 ความงามความดี
หลากล้ำธรรมชาติ             ภาพวาดสอดสี
เพลินพจน์บทกวี               ชีวิตชื่นบาน
     งานศิลป์ชิ้นสวย           เกิดด้วยมือคน
ทั่วหล้าสากล                     ยกย่องกล่าวขาน
สรรพศิลป์สุนทร              ดับร้อนรำคาญ
สร่างทุกข์สุขศานติ์           รสธรรมกำจาย

          ฐะปะนีย์  นาครทรรพ
       ศึกษาภาษิต และ ร้อยกรอง
           ..วิชชุมมาลาฉันท์ ๘..     



ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free, ลายเมฆ

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
18 สิงหาคม 2018, 06:55:AM
@free
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 74
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 289



« ตอบ #34 เมื่อ: 18 สิงหาคม 2018, 06:55:AM »
ชุมชนชุมชน

โอว์...มายก็อด


เราจะลาจากกันแล้ววันนี้
ทั้งทั้งที่หวาดผวาและว้าเหว่
ฉันคือเรืออิสระล่องทะเล
จะโล้เร่ร้างไกลฝั่งใจเธอ

เสียดายวันสงสารวัยความใกล้ชิด
ไกลกันนิดก็ปานว่าน้ำตาเอ่อ
ละไมยิ้มพิมพ์หัวใจละไมละเมอ
คงยิ้มเก้อแล้วละหนอต่อแต่นี้

โถ...รอยเท้าก้าวหรือถอยก็รอยเท้า
เมื่อเราก้าวกันใกล้ในทุกที่
จะเร้นรอยให้ฝันร้ายอีกหลายปี
เมื่อไม่มีรอยเท้ามาก้าวเคียง

เสียงหัวเราะเคยล้อต่อกระซิก
รินระริกดังน้ำรินก็สิ้นเสียง
เคยสำเหนียกลำนำถ้อยสำเนียง
จะเหลือเพียงลำนำในสำนึก

คืนที่เคยนั่งคู่กันดูดาว
จะนั่งเดียวเดี่ยวหนาวเมื่อคราวดึก
ตาสบตาบอกความหมายล้ำลึก
จะรู้สึกได้อย่างไรเมื่อไกลตา

หวั่นว่าห่วงเสน่หาลับลาหาย
มั่นใจหมายกลับมาเห็นเพ็ญดวงหน้า
นี่มิใช่คำมั่นแห่งสัญญา
แต่ทว่า เป็นคำฝากจากหัวใจ

รักแค่เพียงคำพูดพิสูจน์ยาก
แต่เมื่อจากคงพิสูจน์คำพูดได้
ใจของเราเราย่อมรู้อยู่ที่ใคร
กับคนใกล้หรือคนไกลใจคงรู้

ฉันมิใช่ขุนน้ำมีตำหนัก
เพียงมีแรงแห่งรักเป็นนักสู้
เธอคือคนที่จะเปิดประตู
ฉันไปสู่สนามชัยในชีวิต

ขอบคุณอย่างมากจากหัวใจ
ที่กล้าให้โอกาสซึ่งอาจผิด
เพราะอย่างน้อยชีวิตนี้ก็มีทิศ
หมายนิมิตสิ่งซึ่งฝันถึงมัน

ไม่ต้องคิดถึงวันที่ฉันกลับ
ไม่ต้องนับวันเวลารอท่าฉัน
ขอให้คิดถึงบ้างเพียงบางวัน
และสวดมนต์ให้กันเท่านั้นพอ

เก็บดอกไม้แห่งกมลไว้บหิ้ง
อย่าทอดทิ้งให้เศร้าอับเฉาช่อ
ขอน้ำตาสักหนึ่งหยดรดไว้คลอ
และการรอจะช่วยให้ดอกไม้บาน

ฉันลาก่อน...เขียนกลอนลาว้าเหว่นัก
และกลอนรักคงจะไร้ยามไกลบ้าน
หลังการลาเริ่มการรอทรมาน
ฉันเกรงการกลับมาเก้อ เมื่อเธอลืม

 
 วาณิช จรุงกิจอนันต์

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : ลายเมฆ, พี.พูนสุข, สุวัฒน์ ไวจรรยา

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
18 สิงหาคม 2018, 12:47:PM
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #35 เมื่อ: 18 สิงหาคม 2018, 12:47:PM »
ชุมชนชุมชน

 ซึ้งจัง ซึ้งจัง

การเคลื่อนไหว

ษาแสงแห่งอุษาขับฟ้าสาง
นวลสว่างกระจ่างแสงแห่งอุษา
ดับดาวแวมแรมเดือนให้เลือนลา
วันชีวานับวันผ่านผันไป

สายลมแห่งฤดูกาลยังผ่านพัด
ทุกเลี้ยวลัดชลาสินธุ์ยังรินไหล
ต้นไม้ยังแตกกอผลิหน่อใบ
การเคลื่อนไหวย่อมมีในชีวิต

ลมหายใจออกเข้าของเราสิ้น
ใช่ก้อนหินหยุดกลิ้งนิ่งสนิท
ต้องเติบโตโลดเต้นอยู่เป็นนิจ
มีนิมิตหมายในหัวใจเรา

เมื่อคืนวันผันเวียนเปลี่ยนและแปลก
เป็นคนแรกและอย่าทนเป็นคนเก่า
วันไม่เคยย้อนทบความซบเซา
จึงวัยเยาว์ล่วงลับไม่กลับย้อน

แม้นเป็นนายนั่งในดวงใจกล้า
ก็อาจท้าทุกข์ถอดการทอดถอน
มีความตายเท่านั้นนิรันดร
ใครจะนอนรอสิ่งนิ่งนิรันดร์

เมื่อแสงสางส่องเดือนการเคลื่อนไหว
ให้มันส่องหัวใจเราใฝ่ฝัน
วาดชีวาเคลื่อนไหวไปกับวัน
และจงมั่นใจในชัยชนะ

วาณิช  จรุงกิจอนันต์
เรียงร้อยถ้อยคำ  พิมพ์ครั้งที่ ๓  ปี ๒๕๔๒


ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : @free, รพีกาญจน์, สุวัฒน์ ไวจรรยา

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
เมื่อวานนี้
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #36 เมื่อ: เมื่อวานนี้ »
ชุมชนชุมชน



ตัวอย่างการใช้เสียง อำ เป็น คำลหุ
จากเรื่อง สรวงปกาสิตคำฉันท์  ของ สุภร  ผลชีวิน
พิมพ์เผยแพร่ปี  ๒๕๓๘



๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙  ทุกบทประกอบด้วย  ครุครุครุ ลหุลหุครุ ลหุครุ ลหุลหุลหุครุ / ครุครุ ลหุครุครุ / ลหุครุ

       ขอจงมั่นมนะคิดพินิจพิพิธเลศ
ตรองหาประดาเหตุ                        จะเห็น
       ดับหมองครองสติตนประดนทุรลำเค็ญ
ห่อนนานจะผ่านเข็ญ                          พิบัติ

๒. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑  ทุกบาทประกอบด้วย  ครุครุ ลหุครุครุ /  ลหุลหุครุ ลหุครุครุ 
  
       รังนานทะยานร้อง      นิรน้องก็นานเกิน
ชมพูพระชมเพลิน             ดุจสีสไบนวล
        ดอกบัวคะนึงบัว        นุชยั่วลำยองยวน
พิลาปพิไลครวญ                ดุจพี่พิลาปคราง

๓. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒   ทุกวรรคประกอบด้วย  ลหุครุครุ ลหุครุครุ

         สกุณชาติประหลาดหลาย      สลาบลายและหลากสี
ระเริงล่องพนาลี                             ประโลมกันและจรรจา
         และบางรายก็ผายผัน             แสวงสรรพภักษา
สำเร็จแล้วก็ลีลา                              ลุลูกอ่อนและป้อนปรน   

๔. กมลฉันท์ ๑๒   ทุกวรรคประกอบด้วย  ลหุลหุครุ ลหุครุครุ 

         อุระเต้นตระดกตื้น            ธ ก็ฟื้นประทมพลัน
ธ ก็เพรียกพระโหรอัน                วุฒิเชี่ยวชำนาญทาย
          ธ ระบายระบิลบอก          ทิชพรอกพระมนต์หาย
มนะครุ่นมิวุ่นวาย                      และก็แจ้งกระจ่างใจ
           ทิชทูลทำนายความ         คติตามสุบินไท
บ่ มิมีกลีใด                                ดลสู่พระภูบาล   

๕. มาณวกฉันท์ ๘  ทุกวรรคประกอบด้วย  ครุลหุลหุครุ

       แล้ววรนาฏ      ราชธิดา
วันทนลา                 มาตุบิดร
เนา ณ นิเวศน์          เขตตสิขร
ร่วมกะสมร              มวลพระกำนัล


                           เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : สุวัฒน์ ไวจรรยา, @free, รพีกาญจน์

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
12 ชั่วโมงที่แล้ว
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #37 เมื่อ: 12 ชั่วโมงที่แล้ว »
ชุมชนชุมชน



เรื่องนี้ มีชื่อเรื่องเต็ม ๆ ว่า
เพลงยาวอยุธยาวสาน
ผู้แต่ง  จินตนา  ปิ่นเฉลียว

บทร้อยกรองที่ได้รับรางวัลเคนเนดี้ทางวรรณคดี
ของมูลนิธิ  จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ แห่งประเทศไทย
               สำหรับปี  ๒๕๑๖
ความยาว  ๕๐๐ บท  ๑๐๐๐ คำกลอน


ขอยกตัวอย่างบางตอนบางบทที่ชอบเป็นพิเศษและชอบที่สุดนะคะ

๑. ชอบที่สุด  ชอบหลายบทที่กวีเล่นคำโดยวิธีย้ำคำ “เสีย” ได้อย่างงดงาม
และรู้สึกสะเทือนใจตามไปด้วย.. เมื่อครั้ง.. อยุธยาล่มสลาย..

๔๖๓.  วันสงกรานต์อังคารเข้าเก้าค่ำนั้น
           ศกสองพันสามร้อยสิบ  เดือนห้า
           วันวิโยคโศกยับอัปรา
           อยุธยายศล่มลงจมดิน

๔๖๔.  พม่าเข้าเผาเมืองทุกเบื้องบท
           แสนสลดล่มไผทไปทั่วถิ่น
           ศพทะแกล้วทหารก่ายเลือดรายริน
           ปกผืนดินแดงเดือดด้วยเลือดทา

๔๖๕.  ถูกพม่าฆ่าฟันมันสังหาร
           วัง  วัด  บ้านเรือนวอดตลอดหล้า
           ทองที่หุ้มคลุมพระปฏิมา
           ก็เผาลอกออกคร่ากล้าทำลาย

๔๖๖.  เพราะมือไพร่ถ่อยทหารมาผลาญชาติ
           จึงพินาศหมดสิ้นแผ่นดินสลาย
           เป็นการสูญเสียเกินประเมินทาย   
           ด้วยเสียหายทุกท่าทั่วหน้ากัน

๔๖๗.  เสียทรัพย์สินสิ้นสมบัติรัฐแสวง
            เสียเรี่ยวแรงอ่อนเปลี้ยและเสียขวัญ
            เสียชีวิตทหารกล้าประชานันต์
            เสียเมืองอันเกิดเกล้าชาวไทยไป

๔๖๘.  เสียเสรีเอกราชชาติถนอม
            เสียศักดิ์พร้อมเกียรติภูมิกลุ้มไฉน
            เสียดายด้วยนิยามความเป็นไทย
            เสียยศไท้เป็นทาสอนาถนาน
   
๔๖๙.  ทั้งเสียชื่อเสียหน้าพาเสียศรี
           เพราะเสียทีศึกระเหี่ยเสียแรงหาญ
           เสียเมืองมิ่งทิ้งกากเป็นซากกราน
           เสียสถานศรัทธาวัดวาปวง

๔๗๐.  โอ้เสียทัพอัปยศหมดวาสนา
            เสียสรรเพชญพุทธาน้ำตาร่วง
            ทั้งวัดวังพังพินาศอนาถทรวง
            เสมอดวงดอกฟ้ามาแหลกลาญ
 
๔๗๑.  เสียดายโอ้องค์มหาปราสาทศรี
           ทุกพระที่นั่งเนาถูกเผาผลาญ
           ตรีมุขเอยอนาถใจถูกไฟกราน
           พระวิหารสมเด็จเล่าสิ้นเค้าทรง

๔๗๒.  สูญอาถรรพ์สรรเพชญปราสาทราช
           สุริยาสน์อมรินทร์สิ้นศักดิ์ส่ง
           จักรวรรดิไพชยนต์ฤาทนคง
           อีกบรรยงก์รัตนาสน์ประลาตลาญ 
 
๔๗๓.  เสียแผ่นดินสิ้นยศหมดเกียรติศักดิ์
           อาณาจักรบรรลัยเพราะใครผลาญ
           คิดให้ดีมิใช่พ่ายไพรีราญ
           หากแพ้พาลที่ในหัวใจคน

๔๗๔.  ละเมอสุขเสพปลื้มลืมประมาท
           จึงพาชาติวิบัติลงขัดสน
           เสื่อมสามัคคีพาจลาจล
           รอยด่างบนประวัติศาสตร์อนาถอาย ฯ
 

                                 เคารพรัก

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : ธนุ เสนสิงห์, ระนาดเอก, รพีกาญจน์, @free

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
7 นาทีที่แล้ว
พี.พูนสุข
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 1257
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 963


ทิวาฉาย ณ ปลายผา


« ตอบ #38 เมื่อ: 7 นาทีที่แล้ว »
ชุมชนชุมชน

           ซึ้งจัง ซึ้งจัง
๒. ชอบเป็นพิเศษ ระยะหลังอ่านเรื่อง "เพลงยาวอยุธยาวสาน” คราใด
ทำให้นึกถึงพระเอกนางเอกในละครดังสองเรื่อง คือ
 “บุพเพสันนิวาส” กับ “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว”
ต้องย้อนกลับไปดูบางตอนอีกหลายรอบ
ดูได้ดูดีมิเคยเบื่อเลยหนา..  หัวเราะยิ้มๆ หัวเราะยิ้มๆ หัวเราะยิ้มๆ
ที่พิเศษจริง ๆ ก็เพราะกวีกล่าวถึงยุคทองของวรรณคดีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ 
อ่านแล้ว..เหมือนรู้จักกวีหลายท่านมาแต่ชาติปางก่อนเจ้าค่ะ  สาวน้อยหัวเราะ สาวน้อยหัวเราะ สาวน้อยหัวเราะ

๓๖๔.  ทุกกิจการบ้านเมืองเปรื่องประสิทธิ์
           ล้วนสัมฤทธิ์ด้วยพระผลานิสงส์
           อีกปรีชาเชี่ยวอักษรกาพย์กลอนทรง
           พระเกียรติยงเยี่ยงศรีกวีชาญ

๓๖๕.  พระราชสำนักนั้นบันลือเลื่อง
           เป็นยุคทองอันประเทืองเบื้องบทสาร
           ชั้นแต่นายประตูโอ่โต้กลอนกานท์
           กวีจารพจีเพริศเกิดหลายคน

๓๖๖.  อาทิศรีปราชญ์ผู้ไพรูลักษณ์
           เชี่ยวชาญนักโคลงฉันท์ประพันธ์ผล
           อนิรุทธ์  กำสรวล  ล้วนนิพนธ์
            ตายแต่ตนแต่ชื่อยังลือชา

๓๖๗.  พระโหราธิบดีพจีแจ้ง
           ผู้สรรแต่งจินดามณีศรีภาษา
           บทเรียนแรกของเหล่ากุมารา
           ปรากฏมาจวบลุปัจจุบัน 

๓๖๘.  พระมหาราชครูปราชญ์ผู้ใหญ่
           แต่งเสือโคคำฉันท์ไว้ให้กล่าวขวัญ
           สมุทรโฆษตอนต้นยุบลบรรณ
           ประดับวรรณศิลป์ศรีกวีวาร

๓๖๙.  ศรีมโหสถปราชญ์ราชบัณฑิต
           เริ่มลิขิตกาพย์ห่อโคลงจรรโลงสาร
           โคลงอักษรสามหมู่ดูตระการ
            ยอพระเกียรติ  นิราศขานกานท์กวิน

๓๗๐.  อีกกวีนิรนามผู้งามพจน์
           จารจรดวรรณกรรมล้ำค่าศิลป์
            คือลิลิตพระลอยอระบิล
            เป็นงานชิ้นเลอเลิศชนเทิดทูน

๓๗๑.  สมเด็จพระนารายณ์เองเชลงลิขิต
           โคลงภาษิตสามระบิลไม่สิ้นสูญ
           สมุทรโฆษคำฉันท์อันจำรูญ
           บ่งพิบูลปรีชากล้ากวี

๓๗๒.  เจ้านายฝ่ายหน้าในล้วนใฝ่พจน์
            ทวาทศมาสของปราชญ์สี่
            นิราศหริภุญไชยไว้วาที
            พระเทพีฝ่ายในไกรนามเนือง

๓๗๓.  รัชกาลนานยาวอันก้าวหน้า
            สามสิบสองพรรษาธานีเฟื่อง
             ครั้นสิ้นบุญอุ่นเกล้าเศร้าใจเคือง
            ไทยทั้งเมืองหม่นไหม้อาลัยลาญ ฯ


                                 เคารพรัก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s