รู้สึกว่าหมู่นี้ชาวบ้านกลอนไทยเป็นโรคหวาดผวาหนัก
คือเป็นโรคผวาว่ามวลสมาชิกจะล้มหายตากจาก เอ๊ย จะหายหน้าหายตากันไปเริ่มจากช่วงต้นปี บ้านริมโขง นับจากถูกลุงเว็บลบกระทู้ก็หายไปพักใหญ่ จนมีผู้ไปจุดธูปเชิญ ก็กลับมาอีกครั้ง ต่อมาก็ผม เข้ามาไม่กี่วัน
ก็ถูกพวกสมาชิกบางกลุ่มโห่ไล่ ถูกลบกระทู้ ตัดคะแนน ต่อมาก็ห่างหายไปนับแรมเดือน รายต่อมาก็คือ นักสู้พิราบขาว ที่ถูกสมาชิกโห่ไล่
เพราะไปเล่นกระทู้การเมือง ก็หายไปอีกราย(ฝากถึงใครที่ยังข้องใจ คิดว่าผมกับนักสู้พิราบขาวเป็นคนๆเดียวกันก็ขอให้ทราบว่า ไม่ใช่นะครับ
เพราะผมไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง หรือการทวงความยุติธรรมอะไรทั้งนั้น) รายต่อมาก็คือ สุนทรวิทย์ ที่หลังจากกระทู้โดนล็อก ถูกตัด 20 คะแนน
แล้วก็ยังคงเงียบหายไปจนกระทั่งบัดนี้ ส่วนรายล่าสุดนี่ก็คือน้องใหม่มาแรงอย่า ชลนา ทิชากร ที่ตัดสินใจอำลาวงการไป
น่าเสียดายที่การเข้าไปแนะนำ หรือวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน ถูกมองเป็นว่าไปติเตียน หรือดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยามย่ำยีไปซะได้
ทั้งๆที่บอร์ดนี้ก็เป็นบอร์ดสาธารณะ การที่นำเสนอผลงานแล้ว มีผู้แสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
คนเราหากคิดเป็นนักเขียนแล้วไม่ยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ คงจะเป็นนักเขียนได้ยาก นักเขียนที่ดีต้องพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่าน
เมื่อไม่พร้อมที่จะรับฟัง หรือทนไม่ได้จึงต้องอำลาวงการไปในที่สุด สุภาษิตมีกล่าวว่า จงมองผู้ติเตียนประดุจดังผู้ชี้ขุมทรัพย์
เขาวิจารณ์ ก็เพราะรัก หาใช่จะตำหนิด่าว่าเพราะความเกลียดชัง เมื่อทำใจไม่ได้จะให้ทำอย่างไร
ดังนั้นจึงทำให้หลายๆคนในบ้านกลอนไทยเป็นโรคหวาดผวา กลัวว่าจะมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งตัดสินใจอำลาวงการไปอีก

ความจริงเรื่องของคนที่อำลาวงการหรือหายหน้าหายตาไปนั้นมีอยู่ตลอด เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจเพราะเขาไม่ได้ออกมาประกาศให้ทราบ
เพียงแต่หลบหน้าไปเฉยๆ แล้วก็ไม่ได้มีใครถามหรือนึกถึง นานวันเข้าก็ถูกลืมกันไป






ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ :
บันทึกการเข้า