O เพ็ญเดือน ๖ .. O
ชุมชน บ้านกลอนไทย
18 มิถุนายน 2021, 08:58:AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: O เพ็ญเดือน ๖ .. O  (อ่าน 1444 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
12 มีนาคม 2014, 08:03:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« เมื่อ: 12 มีนาคม 2014, 08:03:PM »
ชุมชนชุมชน

ชมพูทวีป พศ.(-๔๕)
๑๔
O งดงาม ณ ยามธรรมะประนอม-
สัตะหลอมประโลมลง-
แนบดำริทำนุอุปสง-
คะประจงขจิตใจ

O แขเพ็ญ ฤ เร้น สิริพิลาส
ขณะภาสะอำไพ
ฟ้านิลและจินตนะไฉน-
อุปไมยจะเปรียบเหมือน

O บนฟ้า .. วลาหกะกระหยับ
รวิดับ, และขับเดือน-
ลอยดวง ณ สรวง, ภวะสะเทื้อน-
ดุจะเคลื่อน ณ ใจคน

O ลมเห่ และเจตนะขจ่าง-
ปะทุกลางประเล่ห์กล
เพิกเหตุและเภทะทุระพล
ปะทะรณและทำลาย


สุวรรณภูมิ พศ.๒๕๕๖

O ท่ามกลางพยางคะบริภาษ
วิปลาสะกำจาย
เลือนรางระหว่างรัถยะหมาย
พิเคราะห์คล้าย บ่ ใกล้เคียง

O เขาว่า .. เพราะว่า - ผิวะสดับ
เสนาะศัพทะสำเนียง
ปานว่าจะพาทิพยะเสียง
ปะเหลาะเคียงประโลมขวัญ

O ยินว่า .. เพราะว่า - คติวิจิตร
ผิวะคิดก็คมครัน
จึงว่า .. เพราะกว่าอรรถะสวรรค์
กละคันถะควรขวาย

O ยากแต่จะแปรศิระชะเง้อ
ผิวะเพ้อเพราะบรรยาย
ยากเข็ญจะเร้นอัตะสยาย
ธิระผ้ายและเพียรเผย

O เกินกาลจะผ่านอริยะวาท
อธิชาติชมเชย
ล้ำบทและพจน์ชินะเฉลย
สัจะเกยมโนกรรม

O จึง-ภาษประหลาดระบุระบือ
มุหะถือผิว์คือธรรม
จึงพาละผ่านบทะกลัม-
พระซ้ำกระหน่ำเสริม

O อักโขมโนทัศนะอ้าง
นยะต่าง มุ แต่งเติม
ผ่านวาทะอาตมะเฉลิม
จิตะเหิมบ่เคยหาย

O ดั่งโลมและโหมวตะสะบัด
ชะธวัชะปลิวปลาย
อวดอยู่ก็ภูษิตะสยาย
สิละม้ายจะง่ายเห็น

O เฉดรงคะบ่งรัฐะประจักษ์
บริรักษะร่มเย็น
บอกผู้ศัตรูสุขุมะเพ็ญ
ผิวะเร้นจะรุกราน

O ลมฤทธิ์อวิชช์ผิวะกระชั้น
ฤจะทันจะทัดทาน
เห็นแต่จะแปรมุหะผสาน
อวตาระรูปหลง

O มิจฉาประดาขณะกระหวัด
ปริวัตระเวียนวง
ฤๅรู้จะสู่มรรคะประสงค์
ชินะทรงและสืบสอน

O อวดอยู่ก็ภูษิตะประหลาด
วิปลาสะอาภรณ์
แรงฤทธิ์อวิชช์ขณะสะท้อน
ฤ จะผ่อนสะพัดผืน

O หลงศรัทธ์ระบัดทิฐิพิลาป
รสะซาบก็ยากคืน
เว้นผู้เพราะรู้วิชช์จะขืน
ประลุตื่น ณ ในตน

O เศร้านั้นเพราะนันทิวิปลาส
คติทาสะจำนน
สิ้นหวัง ฤ ดั่งอุตริฉล
ทุพพละปล้นธรรม

O งดงามก็ยามทิฐิวิพุธ
บริสุทธิเนื่องนำ
นัยแท้จะแผ่ศักยะล้ำ
สัทะค้ำบ่คลายคลอน


O อัญชลิตพระพุทธน้อม - - - นำใจ
ต่างประทีปชวาลไข - - - ขจ่างเรื้อง
ปลิดป่นมืดหม่นใน - - - สำนึก สิ้นนา
ครวญใคร่หมายปลิดเปลื้อง - - - เท็จถ้อยเดียรถีย์ ฯ


add complete
by klonthaiclub fb
ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
12 มีนาคม 2014, 08:42:PM
...สียะตรา..
Special Class LV6
นักกลอนเอกแห่งวังหลวง

******

คะแนนกลอนของผู้นี้ 396
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1,049


.


« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มีนาคม 2014, 08:42:PM »
ชุมชนชุมชน





......เรืองจรัสมนัสคล้อยตามรอยบาท

...ธรรมวาทองค์วิมุติพุทธฉาย

...นำสู่ทางสร่างกำแหงแห่งอบาย

...ลุยังสายมรรคาทิพย์.....คือ..นิพพาน



ข้อความนี้ มี 6 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
12 มีนาคม 2014, 08:57:PM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มีนาคม 2014, 08:57:PM »
ชุมชนชุมชน

O ช่อมาลัย...O


O เห็นเขาเก็บดอกไม้ที่ปลายสวน
กลิ่นหอมอวลจับร้อยเป็นสร้อยสี
เรียงเป็นช่อมาลัย...บ่วงไมตรี
แทนไยดีส่งมอบ..รับตอบกัน

O มาลัยหอมจับต้องประคองถวาย-
องค์พระพร้อม-รำบายความหมายมั่น
ผ่านห้วงจิตใจลูกเฝ้าผูกพัน
หวังยกธรรมารมณ์ ...พ้นหล่มดิน

O ช่อเรียงชั้นมาลัย...แทนนัยพุทธ
บริสุทธิ์ด้วยหอมรายล้อมถิ่น
เมื่อสัมพันธ์พหุเภทด้วยเจตจินต์
ก็เมื่อนั้นรอบประทิ่นร่ำรินรส

O สดับเถิดความหมายอันหลายหลาก
ล้วนเชี่ยวกรากอหังการ์ทุกปรากฏ
และตรองเถิดมนุสธรรม..ผองคำพจน์
พร่ำอยู่ไม่รู้หมด..เกินจดจำ

O ขับตัวตนเวียนว่าย..รำบายถ้อย
ความก็ลอยข้ามภพให้ขบขำ
คือเดิมเดียวอาตมัน..คอยหมั่นนำ-
ขึ้นตอกย้ำสังคมให้งมงาย

O คือ..วิญญาณบอดบ้า..ท่องฝ่าภพ
แต่ขันธ์ลบชีพล่วง..ยังช่วงฉาย-
เสพสุข-ทุกข์-รมย์-ร้อน-ไม่ผ่อนคลาย
ในกระแสเวียนว่ายแห่งวงวัฏฏ์

O ภพเบื้องหลังรั้งมา..พรรณนาถ้อย
ให้เคลิ้มคล้อยคิดเห็นว่าเป็นสัจจ์
มิจฉาการณ์แฝงเร้น..นั้น-เด่นชัด
โบกสะบัดร่มเงา..บังเขลาไว้

O เบื้องแรก-ที่แทรกเท็จลงเสร็จสรรพ
เพราะหยิบจับเลือกหา..คิดว่า-ใช่
เบื้องหลัง..ก้านบัวต่ำ-ปลา-น้ำ-ใจ
ร่วมภาวะหลากไหลเป็นนัยเดียว

O เบื้องต่อมา-ใช่แค่กระแสน้ำ
แต่เป็นธรรมมิจฉา..อันบ่าเชี่ยว
อุโฆษกึกก้องกันเสียงลั่นเชียว
แทรกทุกเสี้ยวส่วนเขลา..ที่เฝ้ารอ

O เบื้องหน้า – พยับฝนคลุมหนหาว
แสงพร่างพราวสิ้นไปเมื่อไรหนอ
วิชชุแลบฟ้าร้อง..เสียงก้องพอ-
สร้างภาพล้อรับช่วง..แทนดวงวัน

O เพียงแวบเดียววูบดับจนลับหาย
วิชชุว่าย-วนฟ้า..ฉาบทาฝัน
ก็เพียงชั่วมัวเมายั่วเย้ากัน
กับโลกฝันนิรมิตในจิตมี

O เห็นเขาเก็บดอกไม้ที่ปลายสวน
กลิ่นหอมชวนจับร้อยเป็นสร้อยสี
ใช้กลีบดอกเป็นพวง..ผ่านท่วงที-
อัญชลีกราบก้ม..ว่า – พรหมจรรย์

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
12 มีนาคม 2014, 10:39:PM
ป้าโย
Special Class LV1
นักกลอนผู้เร่ร่อน

*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 22
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108



« ตอบ #3 เมื่อ: 12 มีนาคม 2014, 10:39:PM »
ชุมชนชุมชน



จงละเหย้า เฝ้าเรือนหอ คลอคฤหัส
ปฏิบัติ ธรรมให้แจ้ง แสดงผล
อยู่เมืองใหญ่ ศิวิไล ไม่น่ายล
มิอาจพ้น กลกิเลส เพศอบาย

จงปลิดปลีก หลีกลี้ หนีให้ห่าง
ใต้โคนไม้ แลเรือนว่าง อย่างผ่องผาย
ละจริต จิตเบานิ่ง ยิ่งสบาย
ค้นความหมาย แห่งชีวิต จิตวิญญาณ

แก้วโกสุม หุ้มเนื้อหนัง แลผังผืด
มูกมันยืด ผอืดทำ กรรมฐาน
สังขารจริง สิ่งเหม็นเน่า เคล้าสันดาน
คือตัวการ ก่อทุกข์ ปลุกโลกีย์

วัฏวจร เกิดแล้วตาย วุ่นวายมาก
กรรมวิบาก กระชากฉุด แลภูติผี
เวไนยสัตว์ พลัดหลงภพ จบคดี
จุติที่ สันนิบาต ชาติชรา

จึงเป็นเหตุ เขตปฏิจ สมุปบาท
ด้วยอำนาจ อวิชชัง ให้กังขา
โยงใยผล ในกลกัป อิทัปจยตา
เป็นที่มา ของภพชาติ อาตมัง

แม้นเขลาขลาด มิอาจถึง ซึ่งห้วงเหตุ
ธรรมวิเศษ จึงปรารภ ภพเบื้องหลัง
ละให้หมด ปลดให้ว่าง อย่างจีรัง
ละภวังค์ จึงเย็นร่ม บรมธรรม

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

กะเทยไทยใจประเสริฐเลิศที่สุด
เป็นมนุษย์คิดแตกจากใช่ปากหมา
นำพาชาติมิ่งยิ่งใหญ่แต่ไรมา
มีค่ากว่าสัตว์ตัวผู้สมสู่กัน
14 มีนาคม 2014, 06:15:AM
aasdang
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 91
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 197



« ตอบ #4 เมื่อ: 14 มีนาคม 2014, 06:15:AM »
ชุมชนชุมชน

O บัวดอกนั้น...O


O ด้วยว่าบัวจักบานเมื่อก้านโผล่-
พ้นน้ำ-โล้ลมลูบ .. อวดรูปโฉม
กลีบดอกแย้มยั่วภู่ .. ให้จู่โจม-
ลงตฤปโลมหวานหอมที่น้อมรอ

O คลี่เรียวดอกรับแสงที่แรงร้อน
ให้เกสรเชิดสร้อยขึ้นลอยล่อ-
เรณูหวานซ่านหอมก็ย่อมพอ-
เพียง-สานต่อสืบเหง้า .. คงเผ่าพันธุ์

O พุ่งฝ่าพื้นสินธู .. เชิดชูสิทธิ์-
เอื้อชีวิต .. เป็นมีด้วยสีสัน
ช้อยกลีบบาน .. ผึ้งภู่ .. ฤๅ-รู้ทัน-
หวานหอมนั้น .. อวลกลิ่นให้บินวน

O เพียงลมและแสงสรวงที่ช่วงโชน
ฤๅ-รู้กลิ่นตม-โคลน .. ที่โคนต้น ?
เยี่ยงปูปลาทั้งหลายที่ว่าย-วน
กลางฝุ่นดินขุ่นข้นแสนหม่นมัว

O โอ้งาม .. ราวจะงามไปสามโลก
พร้อมลมโบกบ่าระลอกราวหยอกยั่ว
ใบขาบเขียวแผ่บาน .. และก้านบัว-
คล้ายโยกตัวล้อน้ำอยู่ร่ำไร

O ดอกตูมอันเกลือกโคลนที่โคนต้น
สุดฝ่าน้ำขุ่นข้นขึ้นพ้นได้
เรียวกลีบจะอาจบาน .. ณ กาลใด
เมื่อหรุบดอกหลับใหลอยู่เช่นนั้น

O โองาม .. ที่จะงามไปสามโลก
เห็นแต่เพียงเปียกโชก .. คอยโยกสั่น-
อยู่เรี่ยตมติดดินตราบสิ้นวัน
จักกี่พันแสงภาส - ฤๅอาจ .. โลม ?

O ฝุ่นดินโคลนปลิวป่าย .. รำบายหมอง
แทนเรื่อรองแสงรุ้งเข้าปรุงโฉม
ยังว่าหม่นหมองรูปที่จูบโจม
อาจยังโสมนัสสู่ .. เต่า ปู ปลา

O ขลุกคอยสมาคม .. กับตมโคลน
ดอกก้านโอนเอนอยู่ .. ราวรู้ว่า-
แสงบนสรวงลิบพู้นเกื้อกูลมา
ไม่อาจฝ่ามืดดำกลางน้ำริน

O ร่ำรมย์รสตมดินในถิ่นล่าง
ช่อดอกตูมแช่ค้างอยู่กลางสินธุ์
ฤๅ-จะอาจรับรู้ .. ผึ้งภู่-บิน
และลมรินรวยสู่ .. ฤดูกาล

O จุดประทีปโคมไฟ .. ขึ้นไขแสง
มืดย่อมแฝงรอยสิ้น .. พรากถิ่นฐาน
ภาพบัว-ผ่านจิตเพ่ง .. นั้นเบ่งบาน
แสงวันก็โลมผ่าน .. ดอกก้านใบ

O กลางประทีปโคมทอง .. อันรองเรื่อ
ภาพที่เหลือ-บัวต่ำ, สายน้ำไหล
เต่าปูปลากัดกินจนสิ้นไป
เหลือก้านดอกเศษใบ .. อยู่ใต้น้ำ

O ดวงไฟเต้นเปลวปะ .. รูปพระแผ้ว
กระทบแก้วนัยน์ตาทั่วหล้าต่ำ
สะท้อนแววตอบรับ .. ลำดับธรรม
เช่นบัวสัมผัสรู้ .. ฤดูลม

O ดวงไฟเต้นเปลวปะ .. รูปพระพุทธ
บริสุทธิ์บัวหมู่ .. ก็รู้ฉม
เอื้อมเด็ดดึงคุณค่าควรปรารมภ์-
กุมดอกก้มกราบลง .. หน้าองค์พระ !
ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s