พิมพ์หน้านี้ - กาพย์ฉบัง ๑๖

ชุมชน บ้านกลอนไทย ชุมชนสำหรับคนไทยผู้รักกลอน

บทประพันธ์กลอนและบทกวีเพราะๆ => ห้องฝึกเขียนกลอนตามฉันทลักษณ์ => ข้อความที่เริ่มโดย: เพรางาย ที่ 29 ธันวาคม 2009, 01:51:PM



หัวข้อ: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 29 ธันวาคม 2009, 01:51:PM
นั่นสิๆ เรามาต่อกาพย์ฉบังกันดีกว่า

ห้องนี้เขาให้เป็นห้องกาพย์ไง  กลัวแยกห้องมากไว้จะไม่มีใครเล่น

คุณงายตั้งหัวข้อว่า

ดอกไม้ไพร   นะ



ดอกไม้ไพร


สาบเสือเจือขาวราวไพร             น้อยค่าคนให้
ไม่ไร้แมลงเวียนชม

หลากพุ่มกอเกี่ยวเขียวถม           รื่นตานิยม
เพาะบ่มดอกแต้มนานา


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 29 ธันวาคม 2009, 08:06:PM


ดอกไม้ไพร

สาบเสือเจือขาวราวไพร             น้อยค่าคนให้
ไม่ไร้แมลงเวียนชม

หลากพุ่มกอเกี่ยวเขียวถม           รื่นตานิยม
เพาะบ่มดอกแต้มนานา


ชวนชมบุปผชาติงามตา                   ดาวเรืองเฟื่องฟ้า
จำปาจำปีมีชม

เพลินตาพาให้สุขสม                     โบตั๋นลั่นทม
ดอมดมชมเล่นเย็นใจ

ต่างล้อช่อชูไสว                            อวดก้านกิ่งใบ
กล้วยไม้หลายหลากมากมี

ปาหนันอัญชันปั้นสี                       ดูช้องนางคลี่
นนทรีมีท่าน่ามอง

 emo_85 emo_94


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: สายใย ที่ 29 ธันวาคม 2009, 09:57:PM
ข้อมูลจาก : http://www.st.ac.th/bhatips/gabpglon_16.htm (http://www.st.ac.th/bhatips/gabpglon_16.htm)
กาพย์ฉบัง ได้ชื่อว่าฉบัง ๑๖ เพราะ ๑ บท มี ๑๖ พยางค์ หนึ่งบทมีสามวรรค วรรคที่หนึ่ง หกพยางค์
วรรคที่สองมีสี่พยางค์ และวรรคที่สามเป็นวรรคสุดท้ายมีหกพยางค์ รวมเป็นสิบหกพยางค์
การวางคณะให้สังเกตแผนผัง จะเห็นบรรทัดที่หนึ่งมีสองวรรค และบรรทัดที่สองมี ๑ วรรค วางเช่นนี้
ต่อไปเรื่อย ๆ
สัมผัสระหว่างวรรค ในหนึ่งบทมีคู่สัมผัสเพียงคู่เดียว คือพยางค์สุดท้ายของวรรคที่หนึ่งสัมผัสกับ
พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ สอง
(http://www.st.ac.th/bhatips/images/cha_16.jpg)
ฉบังสิบหกความหมาย   หนึ่งบทเรียงราย
นับได้สิบหกพยางค์   
สัมผัสชัดเจนขออ้าง   เพื่อเป็นแนวทาง
ให้หนูได้คิดคำนึง   
พยางค์สุดท้ายวรรคหนึ่ง   สัมผัสรัดตรึง
สุดท้ายวรรคสองต้องจำ   
สุดท้ายวรรคสามงามขำ   ร้อยรัดจัดทำ
สัมผัสรัดบทต่อไป   
บทหนึ่งกับสองว่องไว   จงจำนำไป
เรียงถ้อยร้อยกาพย์ฉบัง   
อ.ภาทิพ ศรีสุทธิ์

ทองหยิบจับจีบสีเหลือง   บอกความรุ่งเรือง
ชี้ชัดวัฒนธรรม   

สัมผัสระหว่างบท
เมื่อแต่งมากกว่า ๑ บทต้องมีสัมผัสระหว่างบท พยางค์สุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์สุดท้าย
ของวรรคที่สองของบทถัดไป
ตัวอย่าง
 
ทองหยิบจับจีบสีเหลือง   บอกความรุ่งเรือง
ชี้ชัดวัฒนธรรม   
อย่าให้เหลือเพียงทรงจำ   คุณค่าเหลือล้ำ
แนะนำขนมของไทย   
การเลือกใช้คำ
กาพย์ฉบัง ๑๖ นิยมใช้คำเป็นคู่ คือ
๐๐/๐๐/๐๐     ๐๐/๐๐
๐๐/๐๐/๐๐
เช่น
กระเทือน / กระทบ / กระแทก     ใช่ตก/ใช่แตก
แต่แทรก/รู้สึก/ในทรวง
(ศิวกานต์ ปทุมสูติ)
 
ความไพเราะของกาพย์ฉบัง ๑๖   จากกาพย์พระไชยสุริยา ของสุนทรภู่
            มะม่วง/พวงพลอง/ช้องนาง   หล่นเกลื่อน/เถื่อนทาง
กินพลาง/เดินพลาง/หว่างเนิน   
            เห็นกวาง/ย่างเยื้อง/ชำเลืองเดิน   เหมือนอย่าง/นางเชิญ
พระแสง/สำอาง/ข้างเคียง   
            เขาสูง/ฝูงหงส์/ลงเรียง   เริงร้อง/ซ้องเสียง
สำเนียง/น่าฟัง/วังเวง    
            กลางไพร/ไก่ขัน/บรรเลง   ฟังเสียง/เพียงเพลง
ซอเจ้ง/จำเรียง/เวียงวัง   
ฯลฯ
            ก ข /ก กา /ว่าเวียน   หนูน้อย/ค่อยเพียร
อ่านเขียน/ผสม/กมเกย   
            ระวังตัว/กลัวคร/ูหนูเอ๋ย   ไม้เรียว/เจียวเหวย
กูเคย/เข็ดหลาบ/ขวาบเขวียว   
            หันหวด/ปวดแสบ/แปลบเสียว   หยิกซ้ำ/ซ้ำเขียว
อย่าเที่ยว/เล่นหลง/จงจำ   

 
หม้อแกง/ จัดแบ่ง/ ลงจาน   รสมัน /หอมหวาน
ท้องพาล/ กู่ร้อง/ จ้องหา   
เพียงเพื่อ/ ลิ้มรส/ โอชา   เพียงสัก /ครั้งครา
ก็พา/ ติดพ้อง /ต้องใจ   
    อ.ภาทิพ ศรีสุทธิ์


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เซียนสุรา ที่ 29 ธันวาคม 2009, 10:10:PM



ดอกไม้ไพร

สาบเสือเจือขาวราวไพร             น้อยค่าคนให้
ไม่ไร้แมลงเวียนชม

หลากพุ่มกอเกี่ยวเขียวถม           รื่นตานิยม
เพาะบ่มดอกแต้มนานา


ชวนชมบุพชาติงามตา                   ดาวเรืองเฟื่องฟ้า
จำปาจำปีมีชม

เพลินตาพาให้สุขสม                     โบตั๋นลั่นทม
ดอมดมชมเล่นเย็นใจ

ต่างล้อช่อชูไสว                            อวดก้านกิ่งใบ
กล้วยไม้หลายหลากมากมี

ปาหนันอัญชันปั้นสี                       ดูช้องนางคลี่
นนทรีมีท่าน่ามอง

 emo_85 emo_94

  อีกทั้งดอกพกากรอง                         เขียวเหลืองเรืองรอง
ชงโคยี่โถชวนชม
   
    ราตรีซ่อนกลิ่นชวนดม                       หอมหวนภิรมย์
ลำดวนยี่สุ่นมณฑา

     พุดซ้อนประดู่ชบา                             สร้อยทองเฟื่องฟ้า
กาหลงรักเร่พิกุล

      อังกาบกุหลาบมีคุณ                          มะลิทำบุญ
พุทธชาดชูช่องามตา

ฉบังมิค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่นะครับ emo_85


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: สายใย ที่ 29 ธันวาคม 2009, 10:16:PM
ดอกไม้ไพร
สาบเสือเจือขาวราวไพร             น้อยค่าคนให้
ไม่ไร้แมลงเวียนชม

หลากพุ่มกอเกี่ยวเขียวถม           รื่นตานิยม
เพาะบ่มดอกแต้มนานา.......(เพรางาย)

ชวนชมบุพชาติงามตา                   ดาวเรืองเฟื่องฟ้า
จำปาจำปีมีชม

เพลินตาพาให้สุขสม                     โบตั๋นลั่นทม
ดอมดมชมเล่นเย็นใจ

ต่างล้อช่อชูไสว                            อวดก้านกิ่งใบ
กล้วยไม้หลายหลากมากมี

ปาหนันอัญชันปั้นสี                       ดูช้องนางคลี่
นนทรีมีท่าน่ามอง........(แงซาย)
(http://2.bp.blogspot.com/_qHI74n93-gE/Stap2OSRLqI/AAAAAAAAAyk/HHi_A58JC6A/s400/1-01.jpg)

ดอกไม้ไพรแท้แม่สลอง                                     หมายใจใฝ่ปอง
จักต้องพร้องพานจรรโลง
ชื่อนางพญาเสือโคร่ง                                       ระฟ้าป่าโปร่ง
ไยโยงญี่ปุ่นหุ่นเหมือน
ฉายาซากุระเตือน                                            พี่น้องผองเพื่อน
เยี่ยมเยือนจังหวัดเชียงราย.......(ยายสาย)
.....(กันนะเจ้า)....อิ อิ...


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 30 ธันวาคม 2009, 08:29:AM
ดอกไม้ไพร
สาบเสือเจือขาวราวไพร             น้อยค่าคนให้
ไม่ไร้แมลงเวียนชม

หลากพุ่มกอเกี่ยวเขียวถม           รื่นตานิยม
เพาะบ่มดอกแต้มนานา.......(เพรางาย)

ชวนชมบุปผชาติงามตา                   ดาวเรืองเฟื่องฟ้า
จำปาจำปีมีชม

เพลินตาพาให้สุขสม                     โบตั๋นลั่นทม
ดอมดมชมเล่นเย็นใจ

ต่างล้อช่อชูไสว                            อวดก้านกิ่งใบ
กล้วยไม้หลายหลากมากมี

ปาหนันอัญชันปั้นสี                       ดูช้องนางคลี่
นนทรีมีท่าน่ามอง........(แงซาย)
(http://2.bp.blogspot.com/_qHI74n93-gE/Stap2OSRLqI/AAAAAAAAAyk/HHi_A58JC6A/s400/1-01.jpg)

ดอกไม้ไพรแท้แม่สลอง                                     หมายใจใฝ่ปอง
จักต้องพร้องพานจรรโลง
ชื่อนางพญาเสือโคร่ง                                       ระฟ้าป่าโปร่ง
ไยโยงญี่ปุ่นหุ่นเหมือน
ฉายาซากุระเตือน                                            พี่น้องผองเพื่อน
เยี่ยมเยือนจังหวัดเชียงราย.......(ยายสาย)

เพลินชมพวงครามตามยาย                                 เชิญท่านทั้งหลาย
หญิงชายหมายท่องลองไป

แอ่วเหนือเย็นชุ่มฉ่ำใจ                                       ชวนให้หลงใหล
ดอกไม้ดาษดื่นรื่นรมย์

สารภีชบาน่าชม                                               หลิวล้อเล่นลม
เกลียวกลมผีเสื้อโบยบิน.....(แงซาย)

 emo_85 emo_94


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 06 มกราคม 2010, 12:58:PM

คุณงายเสนอหัวข้อใหม่นะคะ
รู้สึกว่าหัวข้อเก่ามันยาวแล้ว
ขอเป็นหัวข้อ  “ทะเลาะเบาะแว้ง”  ละกันค่ะ

ทะเลาะเบาะแว้ง

ย่ำรุ่งเอะอะเอ็ดตะโร              ฝ่ายหนึ่งร้องโห่
คำโอ่อีกฝ่ายข่มมา
พวกมากต่างก็เก่งกล้า             กำปั้นเงื้อง่า
เอ็งข้าลองไหมใครเจ๋ง


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 08 มกราคม 2010, 08:44:AM


ทะเลาะเบาะแว้ง

ย่ำรุ่งเอะอะเอ็ดตะโร              ฝ่ายหนึ่งร้องโห่
คำโอ่อีกฝ่ายข่มมา
พวกมากต่างก็เก่งกล้า             กำปั้นเงื้อง่า
เอ็งข้าลองไหมใครเจ๋ง


[แงซายไม่รักนักเลง                         ที่ทำเป็นเก่ง
อวดเบ่งองอาจมาดโต

พูดไปให้มีโมโห                             พวกทำคุยโว
ยโสโอ้อวดปวดใจ

เห็นแล้วรีบพลันหมั่นไส้                   หลีกลี้หนีไกล
อยู่ไปเดี๋ยวได้โดนดี  (แงซาย)


 emo_85 emo_94


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 08 มกราคม 2010, 09:23:AM
ทะเลาะเบาะแว้ง

ย่ำรุ่งเอะอะเอ็ดตะโร              ฝ่ายหนึ่งร้องโห่
คำโอ่อีกฝ่ายข่มมา
พวกมากต่างก็เก่งกล้า             กำปั้นเงื้อง่า
เอ็งข้าลองไหมใครเจ๋ง                                                            (เพรางาย)


แงซายไม่รักนักเลง                         ที่ทำเป็นเก่ง
อวดเบ่งองอาจมาดโต

พูดไปให้มีโมโห                             พวกทำคุยโว
ยโสโอ้อวดปวดใจ

เห็นแล้วรีบพลันหมั่นไส้                   หลีกลี้หนีไกล
อยู่ไปเดี๋ยวได้โดนดี                                               (แงซาย)


กรอกหูคำ “สามัคคี”              ย้ำทุกวันวี่
เหมือนมีอาถรรพณ์กั้นขวาง

อยากยื่นมือจับกลับวาง          ยืนยันจุดต่าง
แยกห่างกางกั้นกำแพง



ถ้าจะต่อกลอน (ในที่นี่คือต่อกาพย์) เป็นเรื่องยาวจะไม่นิยมส่งรับด้วยสัมผัสเดิมๆ น่ะค่ะ 
อย่างน้อยควรใช้สัมผัสไม่ซ้ำไปสักสิบบทก่อน 
แล้วค่อยหันมาใช้สระเดิม

เวลาเล่นต่อกลอนกัน 
ถ้าหันมาใช้สระเดิมห่างกันแค่บทสองบท
คุณงายก็จะชักไม่อยากแต่งต่อ
เรื่องอะไรฉันต้องมาคิดสระเดิมๆ อีกแล้ว
แต่ก็มีบางสระที่ต่อยากต่อเย็นทำให้ไม่อยากต่อ
ไม่ใช่ต่อได้หมดทุกสระหรอก


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 08 มกราคม 2010, 03:00:PM
ทะเลาะเบาะแว้ง

ย่ำรุ่งเอะอะเอ็ดตะโร              ฝ่ายหนึ่งร้องโห่
คำโอ่อีกฝ่ายข่มมา
พวกมากต่างก็เก่งกล้า             กำปั้นเงื้อง่า
เอ็งข้าลองไหมใครเจ๋ง                                                            (เพรางาย)


แงซายไม่รักนักเลง                         ที่ทำเป็นเก่ง
อวดเบ่งองอาจมาดโต

พูดไปให้มีโมโห                             พวกทำคุยโว
ยโสโอ้อวดปวดใจ

เห็นแล้วรีบพลันหมั่นไส้                   หลีกลี้หนีไกล
อยู่ไปเดี๋ยวได้โดนดี                                               (แงซาย)


กรอกหูคำ “สามัคคี”              ย้ำทุกวันวี่
เหมือนมีอาถรรพณ์กั้นขวาง

อยากยื่นมือจับกลับวาง          ยืนยันจุดต่าง
แยกห่างกางกั้นกำแพง                      (เพรางาย)
   

หลายหลากมากมีสีแสง            ต่างออกแสดง
ยื้อแย่งแบ่งขั้วทั่วกัน

เคยกินอิ่มหมีพีมัน                 ไม่มีเดียดฉันท์
ชนชั้นจบลงหลงลืม                           (แงซาย)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 08 มกราคม 2010, 03:55:PM
ยอมแบ่งแรงให้ใครยืม         ยิ้มปลาบอวดปลื้ม
ดีหวังได้ใครควรตรอง

ทะเลาะเบาะแว้งมัวหมอง         ตัดเพื่อนขาดพ้อง
เรียกร้องฟ้องไปใครฟัง


คุณแงซายขา  มันต้อง  อิ่มหมีพีมัน สิคะ


จบหัวข้อนี้แค่นี้นะคะ
ลองตั้งหัวข้อใหม่มาบ้างเหอะ 
คุณงายไม่อยากเป็นหัวหน้าขบวนการแล้วล่ะ


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 14 มกราคม 2010, 02:46:PM
ยอมแบ่งแรงให้ใครยืม         ยิ้มปลาบอวดปลื้ม
ดีหวังได้ใครควรตรอง

ทะเลาะเบาะแว้งมัวหมอง         ตัดเพื่อนขาดพ้อง
เรียกร้องฟ้องไปใครฟัง

....เพียรพร่ำร่ำร้องก้องดัง                 หายหดหมดหวัง
ฉบังขาดคนสนใจ
....ถึงเปลี่ยนหัวข้อล้อไป                  สิ้นปลงสงสัย
หาใครต่อรับกับเรา
....คงต้องนั่งคอยหงอยเหงา              ไม่มีแม้เงา
จับเจ่าจริงแท้แน่เชียว
....คิดไปใจยิ่งเฉลียว                       เพราะเราคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวชวนล้อต่อกลอน(กาพย์)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 15 มกราคม 2010, 09:44:AM
ร้อยกรองรักไม่ถ่ายถอน   ใช่มีเพียงกลอน
กาพย์กลั่นผูกพันดวงใจ

เชิญเถิดรอหัวข้อใหม่     ถ้ามาตั้งไว้
จะมาต่อให้เร็ววัน


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนไทย ที่ 15 มกราคม 2010, 10:53:AM


๐ เทถ้อยร้อยคำรำพัน          “วันครู”แล้วกัน
ยึดมั่นเชิดชูบูชา

๐ไทยถือสิบหกมกรา            รักซึ้งตรึงตรา
ทาบทาทั่วถิ่นยินยล



แบบว่า…คิดถึงครูที่สั่งสอนมาครับ…
รวมทั้งครูที่เป็นเพื่อนคอยติชมในบ้านกลอนนี้ด้วยครับ...ศิษย์กราบขอบพระคุณทุกท่าน
emo_12
(http://img117.imageshack.us/img117/6945/7466bp0.gif)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 15 มกราคม 2010, 12:03:PM
ครูดังแสงฟ้าเบื้องบน     คลี่กลีบอุบล
เยี่ยมโลกรับโชคสู้เข็ญ

ทางใหม่สิ่งใดไม่เป็น    ลำบากยากเย็น
ครูเข่นเคี่ยวลึกฝึกกรำ


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: สายใย ที่ 15 มกราคม 2010, 08:48:PM

เทถ้อยร้อยคำรำพัน          “วันครู”แล้วกัน
ยึดมั่นเชิดชูบูชา

๐ไทยถือสิบหกมกรา            รักซึ้งตรึงตรา
ทาบทาทั่วถิ่นยินยล.....(หนูนะโม)

ครูดังแสงฟ้าเบื้องบน     คลี่กลีบอุบล
เยี่ยมโลกรับโชคสู้เข็ญ

ทางใหม่สิ่งใดไม่เป็น    ลำบากยากเย็น
ครูเข่นเคี่ยวลึกฝึกกรำ.....(เพรางาย)

สอนทั่วชั่วดีชี้นำ      มิให้ถลำ
ไหลหลงลงบ่วงห้วงเหว

สอนศิษย์คิดห่างทางเลว      พ้นแยกแหลกเหลว
พาตนหลุดพ้นภัยพาล

สอนสั่งสรรพวิทยาการ       ด้วยพรหมวิหาร
ในจิตพิสิฐสุกใส.....(สายใย)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 16 มกราคม 2010, 08:37:AM

เทถ้อยร้อยคำรำพัน          “วันครู”แล้วกัน
ยึดมั่นเชิดชูบูชา

๐ไทยถือสิบหกมกรา            รักซึ้งตรึงตรา
ทาบทาทั่วถิ่นยินยล.....(หนูนะโม)

ครูดังแสงฟ้าเบื้องบน     คลี่กลีบอุบล
เยี่ยมโลกรับโชคสู้เข็ญ

ทางใหม่สิ่งใดไม่เป็น    ลำบากยากเย็น
ครูเข่นเคี่ยวลึกฝึกกรำ.....(เพรางาย)

สอนทั่วชั่วดีชี้นำ      มิให้ถลำ
ไหลหลงลงบ่วงห้วงเหว

สอนศิษย์คิดห่างทางเลว      พ้นแยกแหลกเหลว
พาตนหลุดพ้นภัยพาล

สอนสั่งสรรพวิทยาการ       ด้วยพรหมวิหาร
ในจิตพิสิฐสุกใส.....(สายใย)

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด      สู้ฝ่าฟันไป
หวังให้ศิษย์นั้นมั่นคง

ไม่มัวมั่วสุมลุ่มหลง              ตั้งจิตบรรจง
ดำรงคงธรรมครรลอง.........(แงซาย)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖ “วันครู”
เริ่มหัวข้อโดย: สายใย ที่ 16 มกราคม 2010, 01:01:PM
“วันครู”
เทถ้อยร้อยคำรำพัน          “วันครู”แล้วกัน
ยึดมั่นเชิดชูบูชา

๐ไทยถือสิบหกมกรา            รักซึ้งตรึงตรา
ทาบทาทั่วถิ่นยินยล.....(หนูนะโม)

ครูดังแสงฟ้าเบื้องบน     คลี่กลีบอุบล
เยี่ยมโลกรับโชคสู้เข็ญ

ทางใหม่สิ่งใดไม่เป็น    ลำบากยากเย็น
ครูเข่นเคี่ยวลึกฝึกกรำ.....(เพรางาย)

สอนทั่วชั่วดีชี้นำ      มิให้ถลำ
ไหลหลงลงบ่วงห้วงเหว

สอนศิษย์คิดห่างทางเลว      พ้นแยกแหลกเหลว
พาตนหลุดพ้นภัยพาล

สอนสั่งสรรพวิทยาการ       ด้วยพรหมวิหาร
ในจิตพิสิฐสุกใส.....(สายใย)[/size]

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด      สู้ฝ่าฟันไป
หวังให้ศิษย์นั้นมั่นคง

ไม่มัวมั่วสุมลุ่มหลง              ตั้งจิตบรรจง
ดำรงคงธรรมครรลอง.........(แงซาย)


พระคุณอุ่นเกล้าเราผอง                   ประดุจเทียนทอง
ช่วยส่องสว่างทางจร
ศิษย์น้อมพร้อมจำคำสอน          ยิ่งล้ำคำพร
ยอกรกราบครูบูชา
วันที่สิบหกมกรา                       วันครูเวียนมา
อีกคราปีห้าสามนี้...................(สายใย)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖ “วันครู”
เริ่มหัวข้อโดย: เซียนสุรา ที่ 16 มกราคม 2010, 03:06:PM
“วันครู”
เทถ้อยร้อยคำรำพัน          “วันครู”แล้วกัน
ยึดมั่นเชิดชูบูชา

๐ไทยถือสิบหกมกรา            รักซึ้งตรึงตรา
ทาบทาทั่วถิ่นยินยล.....(หนูนะโม)

ครูดังแสงฟ้าเบื้องบน     คลี่กลีบอุบล
เยี่ยมโลกรับโชคสู้เข็ญ

ทางใหม่สิ่งใดไม่เป็น    ลำบากยากเย็น
ครูเข่นเคี่ยวลึกฝึกกรำ.....(เพรางาย)

สอนทั่วชั่วดีชี้นำ      มิให้ถลำ
ไหลหลงลงบ่วงห้วงเหว

สอนศิษย์คิดห่างทางเลว      พ้นแยกแหลกเหลว
พาตนหลุดพ้นภัยพาล

สอนสั่งสรรพวิทยาการ       ด้วยพรหมวิหาร
ในจิตพิสิฐสุกใส.....(สายใย)[/size]

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด      สู้ฝ่าฟันไป
หวังให้ศิษย์นั้นมั่นคง

ไม่มัวมั่วสุมลุ่มหลง              ตั้งจิตบรรจง
ดำรงคงธรรมครรลอง.........(แงซาย)


พระคุณอุ่นเกล้าเราผอง                   ประดุจเทียนทอง
ช่วยส่องสว่างทางจร
ศิษย์น้อมพร้อมจำคำสอน          ยิ่งล้ำคำพร
ยอกรกราบครูบูชา
วันที่สิบหกมกรา                       วันครูเวียนมา
อีกคราปีห้าสามนี้...................(สายใย)

        ขอครูจงสุขฤดี            เภทภัยไป่มี
ให้ร้ายทำลายคุณครู
     ศิษย์ขอคารวะเชิดชู      ยอให้โลกรู้
พระคุณแม่พิมพ์ของไทย................(เซียนสุรา นารี ขี้เมา)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 18 มกราคม 2010, 09:34:AM
แบบว่า  มันเริ่มยาวแล้วล่ะหัวข้อนี้

ชักจะวนซ้ำแล้ว

ขอท่านผู้กล้าหาญตั้งหัวข้อใหม่ได้ไหมคะ


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 18 มกราคม 2010, 04:43:PM
        "อาหาร"

เชิดชูครูมาสมใจ               ไม่มีสงสัย
จึงใคร่เปลี่ยนข้อต่อคำ

พาเพลินเชิญแวะแนะนำ    อาหารน่าหม่ำ
ต้มยำเลิศส้ำน่ากิน........(แงซาย)


   emo_121 emo_82


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 25 มกราคม 2010, 03:12:PM
เชิดชูครูมาสมใจ               ไม่มีสงสัย
จึงใคร่เปลี่ยนข้อต่อคำ

พาเพลินเชิญแวะแนะนำ    อาหารน่าหม่ำ
ต้มยำเลิศส้ำน่ากิน........(แงซาย)


ต้มยำคงแซ่บถูกลิ้น    แต่ทรัพย์อับสิ้น
หมายจินต์แอบจ้องมองดู

เจ้าของเข้าห้องน้ำอยู่   อิอิเสร็จตู
ของสูเฮาซดหมดชาม......(เกล็ดแสบ...แอบซด)



emo_86...ย่องมาซด...แล้วจากไป...อิ..อิ



ช่างแสนตะกละตะกลาม
เหลือให้คนตาม
เก็บล้างทั้งไม่ได้ชิม

เปิดตู้น้ำตาไหลปริ่ม
หนึ่งหม้อรอลิ้ม
เหลือแกงส้มให้ใส่ท้อง

ปลาดุกอ้วนเป็นมันย่อง
หน่อไม้น่าปอง
ซดคล่องลื่นคอพอแทน


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 25 มกราคม 2010, 04:28:PM
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)

 emo_85 emo_94  เชิญชวนลองชิมขอรับ...


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เซียนสุรา ที่ 25 มกราคม 2010, 07:29:PM
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)

 emo_85 emo_94  เชิญชวนลองชิมขอรับ...


  น้ำพริก กะปิ ร้อนแรง                  อีกทั้งตาแดง
ข้าวเหนียวร้อนร้อนจิ้มไป
   ลาบหมู น่าลิ้ม เร็วไว                   ข้าวผัดผัดไทย
กะเพรา ราดหน้า อร่อยดี................(เซียนสุรา ยาดอง ของวิเศษ)

 emo_99 emo_97


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: อักษรศิลป์ ที่ 25 มกราคม 2010, 09:54:PM
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)

 emo_85 emo_94  เชิญชวนลองชิมขอรับ...


  น้ำพริก กะปิ ร้อนแรง                  อีกทั้งตาแดง
ข้าวเหนียวร้อนร้อนจิ้มไป
   ลาบหมู น่าลิ้ม เร็วไว                   ข้าวผัดผัดไทย
กะเพรา ราดหน้า อร่อยดี................(เซียนสุรา ยาดอง ของวิเศษ)

 emo_99 emo_97

@.ตกใจลุกขึ้นทันที                ที่แท้ฝันดี
ฝันมีอาหารมากมาย
@.ตื่นมายังนึกเสียดาย             นั่งกลืนน้ำลาย
ไม่ได้กินชิมลิ้มลอง


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 29 มกราคม 2010, 09:22:AM
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)

 emo_85 emo_94  เชิญชวนลองชิมขอรับ...


  น้ำพริก กะปิ ร้อนแรง                  อีกทั้งตาแดง
ข้าวเหนียวร้อนร้อนจิ้มไป
   ลาบหมู น่าลิ้ม เร็วไว                   ข้าวผัดผัดไทย
กะเพรา ราดหน้า อร่อยดี................(เซียนสุรา ยาดอง ของวิเศษ)

 emo_99 emo_97

@.ตกใจลุกขึ้นทันที                ที่แท้ฝันดี
ฝันมีอาหารมากมาย
@.ตื่นมายังนึกเสียดาย             นั่งกลืนน้ำลาย
ไม่ได้กินชิมลิ้มลอง


ตื่นมาอย่าเพิ่งหม่นหมอง               สำรับสำรอง
ฉลองที่ฟื้นตื่นนอน
พะโล้โบราณท่านสอน                  เครื่องในไก่ตอน
ต้องถอนก่อนต้องลองชิม...........(แงซาย)

 emo_100 emo_89  อย่างนี้ต้องถอน...


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010, 12:14:PM
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)

 emo_85 emo_94  เชิญชวนลองชิมขอรับ...


  น้ำพริก กะปิ ร้อนแรง                  อีกทั้งตาแดง
ข้าวเหนียวร้อนร้อนจิ้มไป
   ลาบหมู น่าลิ้ม เร็วไว                   ข้าวผัดผัดไทย
กะเพรา ราดหน้า อร่อยดี................(เซียนสุรา ยาดอง ของวิเศษ)

 emo_99 emo_97

@.ตกใจลุกขึ้นทันที                ที่แท้ฝันดี
ฝันมีอาหารมากมาย
@.ตื่นมายังนึกเสียดาย             นั่งกลืนน้ำลาย
ไม่ได้กินชิมลิ้มลอง


ตื่นมาอย่าเพิ่งหม่นหมอง               สำรับสำรอง
ฉลองที่ฟื้นตื่นนอน
พะโล้โบราณท่านสอน                  เครื่องในไก่ตอน
ต้องถอนก่อนต้องลองชิม...........(แงซาย)

 emo_100 emo_89  อย่างนี้ต้องถอน...



อีกทั้งปรุงผัดปูนิ่ม ลองท้าให้กิน
ริ้มรสบดพริกไทยดำ

หรือกินกับข้าวต้มยำ หากใส่ระกำ
คงช้ำตามกันน่าดู



 emo_85น้องใหม่ขอลองดูบ้างครับ emo_85


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: กริชอักษร ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010, 02:23:PM

บ้านพ่อ
ของดีอุบลคนโก้ หมูยอสักโล
เชื่อไหมโอ้โห้อิ่มแล้ว

บ้านแม่
แคนตาลูปของสระแก้ว ต้องบอกว่าแจ๋ว
มันแกวก็อร่อยดี

บ้านญาติ
นครสวรรค์โมจิ ลองชิมดูสิ
มีรสให้เลือกหลายหลาก

บ้านพักนักศึกษา
พิษณุโลกกล้วยตาก ของดีของฝาก
ถ้าอยากก็มาเที่ยวดู



หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: กริชอักษร ที่ 11 มีนาคม 2010, 04:51:AM
วัยเยาว์เขาให้ศึกษา กลับไม่รู้ค่า
เลยต้องมานั่งขวนขวาย
ฝึกเองยากมากแล้วไง ก็ช่วยไม่ได้
ในเมื่อใจฝักใฝ่เรียน
ตอนเด็กก็ออกแนวเกรียน ทำตัวเป็นเซียน
เดินวนเวียนรอบโต๊ะเพื่อน
ตอนสอบสีหน้าเริ่มเจือน คล้ายโดนมีดเฉือน
สติฟั่นเฟือนเกือยตาย
คะแนนสอบออกมาใจหาย บอกที่บ้านยังไง
ถามทำไม??...เดี๋ยวไม่เรียน!!!
โตแล้วเลยมาแอ๊บเนียน มานั่งอ่านเขียน
กับเด็กเกรียนเกรียนวัยเยาว์




หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: พิกุลแก้ว ที่ 11 มีนาคม 2010, 11:30:AM
อ้างถึง
ปลาช่อนตัวยาวเท่าแขน                 ไม่มีขาดแคลน
เนื้อแน่นเชิญลิ้มชิมดู
ยังมีน้ำพริกปลาทู                          เก็บไว้ในตู้
ถั่วพูมีพร้อมอ้อมแตง.................(แงซาย)
  emo_85 emo_94 เชิญชวนลองชิมขอรับ...

น้ำพริก กะปิ ร้อนแรง                  อีกทั้งตาแดง
ข้าวเหนียวร้อนร้อนจิ้มไป
ลาบหมู น่าลิ้ม เร็วไว                   ข้าวผัดผัดไทย
กะเพรา ราดหน้า อร่อยดี................(เซียนสุรา ยาดอง ของวิเศษ)

ตกใจลุกขึ้นทันที                ที่แท้ฝันดี
ฝันมีอาหารมากมาย
@.ตื่นมายังนึกเสียดาย             นั่งกลืนน้ำลาย
ไม่ได้กินชิมลิ้มลอง……….(อักษรศิลป์)

ตื่นมาอย่าเพิ่งหม่นหมอง               สำรับสำรอง
ฉลองที่ฟื้นตื่นนอน
พะโล้โบราณท่านสอน                  เครื่องในไก่ตอน
ต้องถอนก่อนต้องลองชิม...........(แงซาย)
 emo_100 emo_89 อย่างนี้ต้องถอน...

อีกทั้งปรุงผัดปูนิ่ม ลองท้าให้กิน
ริ้มรสบดพริกไทยดำ
หรือกินกับข้าวต้มยำ หากใส่ระกำ
คงช้ำตามกันน่าดู.......( น้องใหม่บริสุทธิ์จิงอะป่าว )
  emo_85 น้องใหม่ขอลองดูบ้างครับ   emo_85

จานเด็ดผัดเผ็ดเนื้องู          ตำหรับเชิดชู
เมนูเก่าเก็บพิสดาร
ตบท้ายด้วยน้องของหวาน     ระกำช้ำนาน
ต้องทานบัวบกควบไป……….. emo_26( ยาโบราณตราพิกุลแก้ว )

ร่วมสนุกด้วยนะค๊ะ ^__________^  emo_12


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: nongpob ที่ 11 มีนาคม 2010, 11:44:AM

ตระหนักรักษางานศิลป์         เลื่องลือระบิล
ทั่วถิ่นประเทืองเมืองธรรม

น้องป๊อบปลาบปลื้มดื่มด่ำ       สืบสานจดจำ
ถ้อยคำอักษรกลอนไทย


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 15 มิถุนายน 2010, 10:32:AM
ในสวนหลังบ้าน


ในสวนหลังบ้านชานเมือง      งามดอกดาวเรือง
ชูเหลืองเบ่งบานลานดิน

ดอกดาวกระจายคล้ายบิน      ลมแหวกแฉกวิ่น
สะบัดกระพือยื้อลม

ละอองน้ำใสพรำพรม             แต้มกลีบบัวกลม
ผึ้งตรมอำลาคืนรวง

เมฆย้อยหยาดน้ำแห่งสรวง      ฟื้นโลกโศกล่วง
ชมไม้วสันต์หรรษา

แต้มยิ้มหนึ่งทาริกา                รอฝนหมดฟ้า
จะไปไล่คว้ามาลี


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: สายใย ที่ 15 มิถุนายน 2010, 11:51:AM

พุดซ้อนซ่อนกลิ่นราตรี           ดมดอมหอมดี
ก็มีที่ในสวนขวัญ

ตะไคร้ใบเตยอัญชัญ                จะเก็บมาคั้น             
ดื่มกันวันแดดแผดเผา





หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 15 มิถุนายน 2010, 04:12:PM
ชมเพลินเดินชานบ้านเรา                  หลีกเลาะเหลี่ยมเขา
อยู่เหย้าเฝ้าเอาใส่ใจ

ยามเช้ายิ้มย่องผ่องใส                      เชยช่อชูใบ
กล้วยไม้สวยเด่นเย็นตา


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 16 มิถุนายน 2010, 10:17:AM
ชานเรือนอยู่ใกล้ชายคา           อย่าได้สงกา
เพลินตาหน้าชานบ้านเรา

หลีกเลี่ยงเสี่ยงขึ้นขุนเขา         ลัดเลาะใช่เบา
เหลี่ยมเขาคดเคี้ยวเลี้ยวเกิน

เหย้าเรือนอย่าได้ห่างเหิน       วันว่างเชื้อเชิญ
มาเพลินเอาใจใส่กัน


          .....ขยายความสองวรรคแรกครับ....



หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 22 มิถุนายน 2010, 10:01:AM
ชานเรือนอยู่ใกล้ชายคา           อย่าได้สงกา
เพลินตาหน้าชานบ้านเรา

หลีกเลี่ยงเสี่ยงขึ้นขุนเขา         ลัดเลาะใช่เบา
เหลี่ยมเขาคดเคี้ยวเลี้ยวเกิน

เหย้าเรือนอย่าได้ห่างเหิน       วันว่างเชื้อเชิญ
มาเพลินเอาใจใส่กัน


          .....ขยายความสองวรรคแรกครับ....



ขอบคุณที่อธิบายขยายความค่ะ

คิดถึงวันเก่า

เดินทางห่างไกลเรือนเหย้า      คิดถึงวันเก่า
เรื่องเล่าล้อมวงรับฟัง

หิ่งห้อยแหวกไม้ใบบัง            วิ่งกันตึงตัง
ไล่ติดตามดูชูใจ

ดาวพราวยิ้มมองกองไฟ          ใครซุกฟืนใส่
และใครนั่งอิงอุ่นกอง

หมาขาวหมอบข้างตามอง        ใครเต้นใครร้อง
กระดิกหางไหวไปมา

เชือกโยงผูกกิ่งชิงช้า               คนไหนไวกว่า
นั่งก่อนเขาไกวเริงรมย์

วันก่อนคลับคล้ายสายลม         โชยให้ชื่นชม
เหลือเพียงรอยจำจารจินต์



หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: กุลมาตา(singlemom99) ที่ 22 มิถุนายน 2010, 04:30:PM
คิดถึงซึ้งใจวัยผ่าน              หวานรักจักสาน
ปานเปรียบเทียบเทียมเรียมเลย

แม้พรากจากมาลดาเอย         หวานล้ำคำเคย
เปรยเรียมเทียมทันขวัญตา

กาพย์ฉบังดั่งพจนา              ร้อยลำนำพา
มารินรื่นชื่นวารวัย



..หายไปรับใช้อนาคตของชาติซะ..นาน
ขอแจม "กาพย์ฉบัง๑๖" กระทู้ "คิดถึงวันเก่า" ด้วยคนคร้า...


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: แงซาย ที่ 29 มิถุนายน 2010, 10:54:AM
รำพึงรำพันหวั่นไหว                 สะท้านทรวงใน
ถึงใครเคยได้แอบอิง

อุ่นไอกองไฟยามผิง                   ซบกายเพียงพิง
มือหญิงอุ่นจริงยามกุม

กลิ่นควันเร้าใจไฟสุม                  ไฟในยิ่งรุม
สาวหนุ่มเกี่ยวก้อยร้อยพัน

จักหาสุขใดไหนกัน                    เท่าสุขเธอฉัน
สัมพันธ์อิ่มล้นปรนเปรอ


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: เพรางาย ที่ 10 กรกฎาคม 2010, 10:19:AM
ซ่อนชีวิต


ใบไม้โรยใบน้ำตาล         บังทรายบนลาน
ขาวซ่อนแปลกสีที่เป็น

ไม้เขียวเบื้องบนแลเห็น      ล่วงเวลาเย็น
สาวน้อยช่วยกวาดใบกอง

จิ้งหรีดชะแง้แลมอง            กระโดดเที่ยวท่อง
ระวังนกจ้องจับกิน

หญ้าอ่อนแทรกต้นพ้นดิน       เริ่มวันชีวิน
อยู่ใต้ใบไม้เกลื่อนวาง

แมงมุมทอใยใสบาง              ดักผู้เดินทาง
เลี้ยงชีพของตนจนโต

เงียบงำไร้คำอวดโอ่              ค่อยผุดค่อยโผล่
ชีวิตน้อยน้อยงดงาม


(http://www.klonthaiclub.com/pic/bar_017.gif)


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: ต้นก้ามปู ที่ 15 มีนาคม 2011, 08:46:AM
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/news3/274203%5B0%5D.jpg)

"โอว โอว โอว โอว"


ตกใจตื่นตอนตีสี่
เสียงฝนอึงมี่
ราวโลกจะล่มถล่มทลาย

กะว่าจะตื่นสายสาย
ก็ต้องตะกาย
ไปปิดหน้าต่างประตู

เสียงพ่อเรียกให้ไปดู
น้ำท่วมพรั่งพรู
เข้าบ้านเปิดเปิงเจิ่งนอง

จึงไปขนทรายปิดช่อง
ยกข้าวยกของ
หนีน้ำกันจ้าละหวั่น

แล้วช่วยยกปั๊มขมีขมัน
ต่อไฟฟ้าพลัน
สูบน้ำเร่งออกนอกบ้าน

เกือบครึ่งชั่วโมงเหงื่องาน
ย้อยหยดรดปาน
ฝนเปียกในบ้านในเรือน

เปิดดูทีวีก็เบือน
หน้าหนีภาพเกลื่อน-
ซากพังแทบจะไม่ทัน

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวสั่น
สึนามิบัน-
ดาลโศกนาฏกรรม

วิปโยคโศกหวนครวญคร่ำ
โรงไฟระเบิดซ้ำ
นิวเคลียร์รั่วลามโลกา

ธรรมชาติอาจเคยโสภา
บัดนี้กลับมา
เป็นอสูรเหยียบย่ำทำลาย

คิดมาคิดไปใจหาย
เราคงใกล้ตาย
ถูกขยี้ราวมดปลวกแล้ว

 emo_115


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: toshare ที่ 09 มิถุนายน 2012, 02:09:PM
โอ้ หาอยู่นานเลย

ขอร่วมด้วยครับ เสียดายที่กาพย์นี้ ขาดหายไปกว่าปี

ก็ขอเปลี่ยนประเด็นนำเสนอหน่อย หวังเพื่อนผู้ชำนาญ แนะสอนด้วย

แล้วค่อยเข้าช่วยกันฟื้นฟูใหม่นะครับ


............……รักพระ เหนือยิ่ง สิ่งใด…......…...พรจากพระ

… (รับ) บัญญัติ ใดฤๅ สำคัญ…………….…..กายใจ ต้องมั่น
ต้องหมั่น ปฏิบัติ เสมอไป

… รักพระ เหนือยิ่ง สิ่งใด…………………….สรรเสริญ ทรงชัย
ด้วยกิจ รับใช้ ภูมี
… เป็นแสง ส่องสว่าง ชีวี…………………….เป็นเกลือ ดินดี
ด้วยศักดิ์ศรี ด้วยศรัทธา
…ดั่งองค์ ธ พระบิดา………………….……..โปรดแสง สุริยา
เหนือคน จนรวย เลวดี……… (รับ)

… รักผอง มนุษย์ทุก ชีวี……………………ไม่แยก ผิวสี
กีดกั้น ชาติเชื้อ ชั้นชน
… อีกรัก สรรพสิ่ง ทั่วสกล………………….กอบกิจ กุศล
ถวายเป็น พ(ะ)ลี บูชา
… จักขับ ขานถึง คุณา……….………….…ที่ทรง เมตตา
ตลอด ชีวา นิรันดร์      
==

ผมนำเสนอ เพื่อแสดงประเด็นถก ที่มักมีในการประพันธ์ กาพย์ฉบัง ๑๖

คือ ทั่วไปจะอ่านกาพย์นี้เป็น 2 2 2 สอง สอง 2 2 2
กาพย์ที่นำเสนอ มีผู้ท้วงว่า

“ด้วยศักดิ์ศรี ด้วยศรัทธา” ผู้ประพันธ์ควรแก้ เพราะอ่าน 2 2 2
ไม่ได้ อ่านเป็น 3 3

ผมเสนอว่าอ่าน 3 3 ก็ไม่น่าเป็นปัญหา
ได้เสนอ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

๏ อินทรชิต บิดเบือน กายิน_________เหมือนองค์ อมรินทร์
ทรงคช เอราวัณ
๏ ช้างนิมิต ฤทธิแรง แข็งขัน________เผือกผ่อง ผิวพรรณ
สีสังข์ สะอาด โอฬาร์

ทรงคช เอราวัณ ต้องอ่าน 3 3 ทรง คช(คด) ชะ......เอ รา วัณ
หากอ่าน 2 2 2 ต้องอ่าน ทรงคช(คด) ชะเอ รา วัณ

ฝากเพื่อพิจารณาแนะนำครับ

==

พลี ๑ [พะลี] น. การบวงสรวง, เครื่องบวงสรวง, ส่วย, การบูชา
พลี ๒ [พฺลี] ก. เสียสละ


หัวข้อ: Re: กาพย์ฉบัง ๑๖
เริ่มหัวข้อโดย: toshare ที่ 31 พฤษภาคม 2021, 02:17:PM

@ ฉล!ดล ขนผล ชน"ฅนจน"
กลล้น จนท้น
หนมล วน รนตน! ฉงน?


สระ โ-ะ ๑๖ คำ ครับ