O ปริภาษวาจก O
ชุมชน บ้านกลอนไทย
23 กันยายน 2018, 09:19:AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Link เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: O ปริภาษวาจก O  (อ่าน 147 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
05 กันยายน 2018, 06:42:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 5
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 39



« เมื่อ: 05 กันยายน 2018, 06:42:PM »
ชุมชนชุมชน


O นามธรรม - หลอน...! O





O อารามอร่ามเรื้อง - - - องค์พระ
กรรมพิธีวาทะ - - - ท่วมท้น
สนทนาวิสาสะ - - - เสนาะอยู่ พ่อเอย
ตาบอดคลำช้างด้น - - - ดุ่มหน้าสาธยาย ฯ
.
O เสียงบาลีเจื้อยแจ้ว .. ยังแว่วอยู่-
กล่อมใจผู้หลงโลก .. ทอนโศก-สลาย
ไพเราะความนัยคำท่านรำบาย-
เพื่อปัดป่ายทุกข์ร้อนให้ผ่อนแรง
O โอภาสแห่งดวงวันในชั้นฟ้า
ฤๅ-ช่วงกว่าธรรมพากย์ .. ท่านฝากแฝง
เมื่อแววตารื้นน้ำ .. คล้ายสำแดง-
ความซาบซึ้งเติมแต่ง .. ลงแฝงรอย ?
O ทองอร่ามองค์พระ .. ราวจะเตือน-
ความเลอะเลือนแห่งธรรม .. ผ่านคำ-ถ้อย
ดูเถิด .. แววตากระพริบนั้น-ปริบปรอย-
คล้ายเลื่อนลอยว่างเปล่า .. คล้ายเข้าใจ ?
O กลางโบสถ์หม่นมืดครึ้ม .. เสียงงึมงำ-
ก็ถูกคำคอยฉุด .. เกินหยุดไหว
เอ่ยเสียงตามเสียงอยู่ .. เหมือนรู้นัย-
ธรรมนั้น .. เอาโลมไล้หัวใจตน
O ครั้งเมื่อท่านละทิ้ง .. ทุกสิ่งนั่น
พรากฐานันดรศักดิ์จนหักป่น
ย่อมเพื่อความอัตคัด .. ในบัดดล
ใช่เพื่อขวนขวายสร้างแต่อย่างใด !
O มองดูเถิดรอยทาง .. ท่านย่างเหยียบ
แล้วลองเปรียบเทียบย่าง .. ทุกย่างให้-
เห็นถึงความล้าเลื่อน .. บิดเบือนไป-
จากแนวทางวางไว้ .. ของนัยพุทธ
O โอ นั่นยอดช่อฟ้า .. เฟื้อยฝ่าสวรรค์
จากมิจฉาเผ่าพันธุ์ช่วยกันฉุด
กระเบื้องแดงเขียวห่ม .. ด้วยสมมุติ
ต้านแสงวันดวงพิสุทธิ์ .. เพื่อหยุดร้อน
O ร้อนโอภาสดวงวัน .. แห่งวันนี้
จากรังสีทอดสู่ไม่รู้ผ่อน
ลมรื่นเย็นวาดวี .. ผ้าจีวร-
ฤๅ-อาจย้อนผ่านรื่นล้อมผืนใจ ?
O โอ รอยยิ้มแย้มอยู่ .. ท่านผู้ขอ-
เหมือนอยู่รอวัตถุธรรม .. ชี้นำให้-
ยกขึ้นประดับประดา .. เพื่อว่าใคร-
มองเห็นแล้วแจ่มใสแก่นัยน์ตา
O ครั้งเมื่อท่านละทิ้งทุกสิ่งนั่น
พรากฐานันดรศักดิ์อันหนักค่า
ก็เพื่อล่มภพชาติ .. จึงยาตรา-
เข้าห้ำหั่นอัตตา .. ให้ล้าตัว
O หากตรงหน้าเห็นหมู่ .. ท่านผู้ขอ-
เหมือนอยู่รอป่ายแต้ม .. รอยแย้มหัว
ให้ตัวตนทั้งนั้น .. คอยสั่นรัว-
เข้าเกลือกกลั้วโลกธรรม .. อยู่ค่ำเช้า
O ใช่แน่หรือ .. พรหมจรรย์ทางบั่นทอน-
ความอาดูรเร่าร้อน .. ทุกข์ก่อนเก่า
เห็นแม่ปูเดินส่าย .. คล้ายคล้ายเมา-
หะการณ์แห่งรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O ทิวแถวท่านผู้ขอ .. เคลื่อน .. รอ .. หยุด
แบกนัยพุทธสาธก .. อยู่งกเงิ่น
วิญญาณพราหมณ์เคลือบคำ .. ก็จำเริญ-
ขึ้นหยอกเอินปรารถนาในอารมณ์
O จึงเห็นความเลอะเลือน .. นั้นเกลื่อนนัยน์-
ตาซื่อใสสำหรับ .. เพื่อขับข่ม-
สัมมาการณ์สุจริตให้ติดตม
กลางห้วงหล่มถ้อยคำ .. ธารน้ำลาย
O เหนี่ยวสวรรค์ .. ดึงนรก .. ขึ้นปกป้อง-
ตรรกะของเดียรถีย์ .. เป็นที่หมาย
จึงล่มล้าง .. โลกพิสัยที่ในกาย-
แล้วเวียนว่ายวงวัฏฏ์ .. ในบัดดล
O มืดจริงหนอ .. ในวันที่พันแสง-
แม้นผ่านแรงร้อนช่วงโลมห้วงหน
ยังไม่อาจผ่านต้อง .. ตาของคน-
ที่มืดมัวหมองหม่น .. คลุมบนแวว
O โอ คล้ายเสียงในหัว .. ค่อยรัวดัง
เหมือนระฆังกังวานเสียงหวานแว่ว
พร้อมโอภาสพันแสง .. แต้มแต่งแนว
ล้อมทิวแถวผู้ขอ .. อย่างรอรี !
O แว่ว-คล้ายเสียงสั่นรัว .. ใจตัวเอง
ชวนพิศเพ่งเปล่งปลั่งแสงรังสี
ผู้ห่มจีวรเหลือง .. ท่านเยื้องลี-
ลาศฝ่าความเป็นมี .. สู่ที่ใด ?

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=06-2010&date=14&group=41&gblog=8

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, @free, พี.พูนสุข, yotaga

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
10 กันยายน 2018, 07:03:PM
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 5
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 39



« ตอบ #1 เมื่อ: 10 กันยายน 2018, 07:03:PM »
ชุมชนชุมชน


O ลมยามเช้า....O





O คือลมอันเหน็บหนาวแห่งเช้าตรู่
พลิ้วผ่านอยู่ยั่วหยอกม่านหมอกขาว
เม็ดน้ำค้างดารดาษวางหยาดพราว
เกลื่อนอยู่ราวเพชรรุ้งบนรุ่งวัน
O พลิ้วรอบร่ำผ่านหมอกโลมดอกไม้
วูบฝ่าไอหมอกเช้า, ความหนาวสั่น-
ก็-โอบรัดร่างไว้กลางไพรวัลย์
พารูปฝันในอก..ขึ้นยกตัว
O คือฝันในคืนมืด..อันยืดยาว
ทั้งร้อนหนาวเย็นยะเยือก..รอเกลือกกลั้ว
เหตุและผลสืบมา..นั้น-พร่ามัว
เอาหยอกยั่วเดียงสา-ให้ปรารมภ์
O แต่ละรอบราวเรื่องที่เบื้องหน้า
พจน์, พรรณนา-ผ่านรู้..เข้าสู่สม
ภาพเขาสร้างงามล้ำ, ถ้อยคำคม-
ก็ห้อมห่มปัญญาจนล้าแรง
O เก็บรับโดยเดียงสา..อันล้าเลื่อน
ความเขาเปื้อนนัยป้ายรำบายแฝง
ความเป็น..มี..เก็บงำ..รอสำแดง
ค่อยเติมแต่งม่านมัวสุมตัวตน
O ซึมซับพากย์, ถ้อย, รูป-คอยวูบเร้า
แทรกรูปเขลาฝากแฝงทุกแห่งหน
โอ - วงรอบภาพพจน์กำหนดคน
พาวก-วนเวียนอยู่ไม่รู้วาง
O เมื่อดวงวันลอยดวงโชนช่วงแสง
จึง-กำแหงอวดโอ่..ค่อยโผล่หาง
อยู่กับความสับสนในหนทาง
โอบความอ้างว้างแอบอยู่แนบกาย
O ดุ่มเดินเข้าตอบรับความอับจน
ด้วย-หัวใจสับสนเที่ยววนว่าย
อยู่ท่ามกลางโลกธรรม-ล้อมรำบาย
ตอบความหมายด้านในหัวใจตน
O หมอกขุ่นขาวลอยแซม..ลงแต้มภาพ
จนกำซาบ..รื่น-สุข..ไปทุกหน
ใบไม้พลิกร่อนวาง, ใจบางคน-
ยังคงอลวนอยู่ไม่รู้วาง
O โดยภาพและโดยพจน์..คือบทบาท
ความเป็นชาติภพเปลี่ยน-เฝ้าเวียนสร้าง
สายลมหวนระลอก, ม่านหมอกพราง-
เช่นน้ำค้างคล้อยเคลื่อนจนเลือนลับ
O มัวหม่นก็ว่างามไปตามเห็น
มี..อยู่..เป็น..แทรกซ้ำเป็นลำดับ
คุณค่าอันดีงามก็ตามรับ
ส่วนเลวทรามก็จู่จับเกินนับทัน
O ภาพมัวยังมองเห็นอยู่เช่นเดิม
หากคอยเพิ่มพูนอยู่ เกินรู้กั้น
ม่านขาวขุ่นพร่าไหวเหมือนไฟควัน
ลมผ่านก็ฉับพลัน..สูญสิ้นรอย
O รำร่ายในปรารมภ์ล้อลมร่ำ
สับสนในพฤติกรรม, ความต่ำต้อย-
ก็ร่ายรำแฝงฝ่า..แววตา-คอย
เพียงแววความเลื่อนลอย ที่คอยรอ
O บอกโลก, ชน เบื้องหน้าผ่านท่าที-
ของความดี, ความรู้..เอาชูล่อ
สุมซ้อนอยู่เต็มหัว..จนตัวงอ-
นั้น-มากพอกอบกินแทนข้าวปลา
O ลมเช้าพอเข้าสายก็คลายหนาว
เหลือเพียงทรวงร้อนผ่าว..ยังก้าวหา
เหยียบย่ำโลกทั้งผองผ่านสองตา
ด้วยรู้ว่าทางยาว..รอก้าวเดิน
O ลมเช้าโผผ่านล่วงฝ่าช่วงแดด
ที่คอยแวดล้อมกาลอยู่นานเนิ่น
รับรู้ว่ามืดดำ..ยังดำเนิน-
รอบ-จำเริญรุมเร้า..ใต้เงาวัน
O ลมสายผ่านอบอุ่น..ลงหนุนเสริม
ใจเคลิบเคลิ้มอ่อนโยน..เฝ้าโชน-ฝัน
โลกหล้าใต้ฝ่าเท้า..เหมือนเมามัน-
เลื่อนแล่นรับรองขวัญ..อยู่อลเวง
O หอมหวานกรองกลิ่นฉม, สายลมร่ำ-
ล้อมโลกต่ำคอยฉุดให้รุดเร่ง
ไร้สิ้นม่านหมอกมัว, ยังกลัวเกรง-
ดวงวันเปล่งปลาบแสงเข้าแยงตา
O ใบไม้ปลิดปลิว..พลิกพลิ้วหล่น
ต้องลมวนลอยล้อ..อยู่ต่อหน้า
คือภาพและคือบทกำหนดมา
เพื่อรอฝ่าเท้าต่ำ..เหยียบย่ำลง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=17-04-2011&group=41&gblog=25

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : รพีกาญจน์, พี.พูนสุข

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
22 ชั่วโมงที่แล้ว
สดายุ
กิตติมศักดิ์
*

คะแนนกลอนของผู้นี้ 5
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 39



« ตอบ #2 เมื่อ: 22 ชั่วโมงที่แล้ว »
ชุมชนชุมชน




O ความเปลี่ยนแปลง .. O







-1-
O ลับเลือนดวงศศิน .. นกบินว่อน
ลมเหนื่อยอ่อนโรยตัวหยอกยั่วสมัย
หมอกหม่นคลุมแผ่นน้ำ อยู่รำไร
เมื่อแผ่นผืนกว้างไกล .. เริ่มไหวตัว
O ลมแรกวันโชยเอื่อยอย่างเหนื่อยอ่อน
พร้อมหมอกอ้อนออดบน .. ความหม่นหลัว
แสงรุ่งสางทอดตน .. ลบหม่นมัว
โลมแผ่นน้ำหยอกยั่วอยู่ในที
O ย่อมเป็นริ้วลมรื่นฝ่าคืนค่ำ
พาเย็นฉ่ำล้อมแหล่ง .. รับแสงสี
ยอปีกนกเหยียดรับ .. กระหยับ-วี-
วาดขึ้นฟ้าจรลี .. สืบชีวิน
O แว่วเสียงให้รับรู้ .. เพียงครู่เดียว-
เสียงกรูเกรียวถ้วนสรรพก็ลับสิ้น
หมอกขาวขุ่นชื้นชุ่ม ที่คลุมดิน-
ก็ล่มลาญจากถิ่นจนสิ้นรอย
O เริ่มดอกมาลย์เชิดช่อ ร่ำรออ้อน-
ให้ภู่ผึ้งแทรกซอน .. เกสร-สร้อย
อบร่ำหอมเคล้าคลอเพื่อรอคอย-
หวานจักย้อยกลิ่นรส .. ให้ทดลอง
O พอแผ่นพื้นเรียบกว้างที่ข้างหน้า-
ต้องลมถาโถมใส่จนไหลล่อง
เลื่อนระลอกโลดเต้นจนเป็นฟอง
แดดเรื่อส่องก็ปรากฎเมฆบดบัง !


-2-
O จาก-แรกเช้า .. นกร้องฟ้าผ่องใส
จน-เมฆไหลเกลื่อนกลุ้ม .. ลมคลุ้มคลั่ง
เสียงอึงอื้อเกรียวกรู .. หวิว - วู่ .. ดัง-
แข่งคลื่นน้ำฟาดฝั่ง อยู่โครมครืน
O พอแรงลมโถมถาเข้ามาเพิ่ม
แผ่นน้ำก็กระเหิมกระหึ่มคลื่น
กระเพื่อมผิวม้วนตระหลบลงกลบกลืน-
แตกฟองฟื้นตื่นฝนอยู่ .. อลเวง
O ลมกวนคลื่นน้ำขุ่นเคล้าฝุ่นฝน
เมื่อไฟบนฟ้าปลาบแสงวาบเปล่ง-
ก่อนเฟื้อยเส้นฟาดพื้น อยู่ครื้นเครง
แสงรุดเร่งแห่งวิชชุ .. ก็คุโชน
O โลกทั้งโลกก็ตื่นรับคลื่นเสียง-
ไม้ลู่เอียงด้วยลมก่อนล้ม .. โค่น
สายน้ำเคยออดอ้อนอย่างอ่อนโยน-
บัดนี้โตนตบฝั่ง .. เสียงดังนัก
O ปลดปล่อยความเกรียมกร้าน .. ชะลานดิน
อวลไอกลิ่นเถื่อนหอม .. เข้า-ล้อมกัก
ลมคร่ำครวญตระหลบตอนไม่ผ่อนพัก
เมื่อไร้รุ้งทอถักบนโค้งฟ้า
O ร้อนแดดแม้นแผดผ่านมานานคาบ
โลกที่ซาบซับร้อน .. กลับร้อนกว่า
เฝ้ารอฝนโซมทรามให้งามตา
จวบเบื้องหน้าเมฆฝน .. เห็น – หม่นครึ้ม
O เมื่อสองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำเจิ่ง
ไฟโลดเหลิงก็เริ่มเริ่มกระเหิมหึ่ม
เฟื้อยเส้นเข้าฟาดตีเมฆสีทึม
ขับความอึมครึมปวงจนล่วงลับ
O อีกไม่นาน .. คลื่นน้ำจะลามจบ
ร่วมสายลมสมทบตระหลบกลับ
เลื่อนเมฆหม่นบังแสง .. จวบแรงระยับ-
ยอมล่มลาญดวงดับ .. ไม่กลับย้อน !
O จบสิ้นความเรื่อเรื้องที่เบื้องหน้า
ที่แสงฟ้าแผดเผามาเก่าก่อน
บัดนี้เมฆทึมทาเหมือนอาทร-
บัง-แผดร้อนเผาผลาญ .. ที่ลานดิน
O คลื่นน้ำก็ล้อมเทเข้าเห่กล่อม
ทุกย่านหย่อมเรียวหญ้าทั่วหน้า - สิ้น
ฝุ่นฝนก็ปร่าโปรย .. ลมโรยริน
ชุ่มโลกกรรโชกถิ่นให้ยินดี
O ร้อนแดดนั้นเผาผลาญมานานนัก
ทั้งล้อมกักเร้ารุกไปทุกที่
ตราบลม, น้ำ - เลื่อนลำเข้าย่ำยี
แผ่นดินที่แผดร้อนก็ผ่อนแรง
O แทน-ร้อนรุ่มเผาผลาญมานานวัน
ด้วยครืนครั่นเลื้อยเต้นของเส้นแสง
วาบ-วกฉวัดเฉวียน เพื่อเปลี่ยนแปลง-
ร้อนที่แฝงฝากดินให้สิ้นรอย !


-3-
O เริ่มคาบยาม-รำร่ายของสายน้ำ
ที่จะพลิกพื้นคว่ำความต่ำต้อย
ผิวจะโตนตอบลมที่พรมคอย
เป็นฝุ่นฝอยลอยคว้างอยู่กลางลม
O รอ-ลมลูบโลมชะ .. จังหวะคลื่น-
เพื่อโตนตื่น-ขึ้นตะล่อมเข้าล้อมห่ม-
ทั้งพรรณหญ้าพื้นถิ่น ทั้งดินตม
รอ-คลื่นถมแรงโถมเข้าโซมร้อน
O บทเพลงปะเลงร่ำผ่านค่ำคืน-
ย่อมไร้เสียงโอดอื้นเช่นคืนก่อน
แฝงสายลมเย็นฉ่ำ-จากอัมพร-
ว่าช่วงตอนร้อนร้ายเริ่มคลายตัว
O ชุ่มดินด้วยชื่นฉ่ำแห่งน้ำหลาก-
จวบสองฟากฝั่งน้ำ รื่นล้ำทั่ว
ทุกอณูฉ่ำเย็น .. นั้น-เต้นรัว
รอเกลือกกลั้วโซมสิ้นจิตวิญญาณ
O โลกจะพลิกฟื้นด้านสู่ด้านใหม่
ที่ดวงไฟดวงเก่าหยุดเผาผลาญ
ลมจะร่ำโรยระลอกโลมดอกมาลย์
ผึ้งภู่จะเบิกบานกับหวานรส
O ยอดหญ้าจะริกระรี้อ้อน-
ให้ลมซอนแทรกเรียวอันเขียวสด
ทั้งรูปก้านกิ่งกระโดงจะโค้งคด-
ด้วยคลื่นลดเลี้ยวแล่นบนแผ่นน้ำ
O หงิกงอเลื่อนลามไปตามคลื่น
ด้วยสุดขืนขัดลมที่พรมต่ำ
ริ้วคลื่นและริ้วลมแห่งคมคำ-
ล้วนต่างร่ำร้องรับสภาพการณ์ !


-4-
O มองเห็นไหม – หมอกควันแห่งวันเก่า
ที่แสบร้อนรุมเร้าคอยเผาผลาญ
อวลกลิ่นให้เสพรับอยู่นับนาน
กดวิญญาณยินยอมให้จ่อมจม
O ตราบ-เมฆครึ้มทึมทาที่ฟ้าบน
พร้อมไฟวนวาบรับร่วมขับข่ม
ลมตระหลบสรรพโลก .. ผู้โศกซม
และน้ำถมโถมล้อมมาพร้อมกัน
O ร้อนก็ย่อมลาญแรงจากแหล่งโลก
เปลี่ยนสร้อยโศกเข็ญขุกเป็นสุขสันต์
จน-เมฆหม่นแผ่ช่วงบังดวงวัน
ก็เมื่อนั้นโลกต่ำ..ล้วนฉ่ำเย็น
O เมื่อปีกนกว่อนฟ้าเพ-ลาค่ำ
สุขจะคร่ำครวญสู่ให้รู้เห็น
แผ่นผืนอุทกธารจะซ่านกระเซ็น
ร่ำ-ลาความลำเค็ญ .. ที่เร้นรอย !


-5-
O เห็นปีกนกคล่ำคลา เพ-ลาค่ำ
พร้อมลมร่ำสายโบกลบโศกสร้อย
ในแววตาพราวกระพริบ .. ก็ปริบปรอย-
คล้ายเฝ้าคอยสางรุ่ง .. ของพรุ่งนี้ !

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2012&date=17&group=41&gblog=39

ขอบพระคุณ ที่กรุณาเยี่ยมชมนะจ๊ะ : วลีลักษณา, พี.พูนสุข

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ชุมชน  |  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s