นิยาย ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ
กลอน ชุมชนชาวกวี บ้านกลอนไทย
22 สิงหาคม 2017, 07:54:pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กด Like เพื่อร่วมกิจกรรม ผ่านFacebook (หรือกดปุ่มสมัครสมาชิกด้านบน)
 
หน้า: 1 2 [3]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยาย ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ  (อ่าน 44008 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
09 เมษายน 2015, 09:47:pm
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #40 เมื่อ: 09 เมษายน 2015, 09:47:pm »

ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ ตอนที่ 12 กำแพงที่มองไม่เห็น(ต่อ)

ทุกวันหลังเลิกเรียน ฉันเข้าร่วมกิจกรรมกับคณะและเมเจอร์อย่างเต็มที่ แม้อาจมีความไม่เข้าใจกันบ้างแต่ก็พยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเราทำได้ ตอนนี้ฉันเริ่มรู้จักเพื่อนในเมเจอร์หลายคนแล้ว ทั้งติม พังพอล โช และคนอื่นๆ พวกเขาให้ความช่วยเหลือฉันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และในวันหนึ่งของการเรียน รุ่นพี่เมเจอร์ให้น้องๆทุกคนไปพบกันตอนห้าโมงเย็น พวกเราเลิกเรียนกันตั้งแต่ประมาณบ่ายสองกว่าๆ จึงเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เพื่อนๆพาฉันไปนั่งรอที่หน้าห้องภาควิชาปรัชญา

“น้องมาหาใครรึเปล่า?” รุ่นพี่เมเจอร์คนหนึ่งที่นั่งตรงนั้นเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นพวกเราเดินมากันมากมาย

“เปล่าหรอกครับ พวกเรามานั่งเป็นเพื่อนตะวันนะครับ” เบียเอ่ยขึ้นเมื่อจัดการให้ฉันนั่งลงเรียบร้อย

“ไม่อยากให้ตะวันอยู่คนเดียวนะค่ะ” เพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง ตอนนั้นฉันจำไม่ได้แล้วว่าเธอชื่ออะไร รู้แค่ว่าเธอเรียนเมเจอร์เดียวกับฉันเท่านั้น

“แล้วน้องๆไม่มีธุระที่ไหนเหรอ”

 “ก็มีเหมือนกันครับ แต่ห่วงเพื่อนมากกว่า” เพื่อนอีกคนตอบ ถ้าจำไม่ผิดเขาหน้าจะชื่อวนัส

“งั้นก็ให้น้องตะวันอยู่กับเพื่อนอีกคนนึงก็ได้ น้องไมไม่ได้ไปไหนใช่มั๊ย?” ประโยคหลังรุ่นพี่ถามไปยังอีกคน ทำให้ฉันรู้ว่ามีคนนั่งอยู่ตรงนั้นอีกหนึ่ง ไมเป็นเพื่อนคนหนึ่งในเมเจอร์ แต่ฉันไม่เคยคุยกับเขา เพียงแค่ได้ยินชื่อมาจากการแนะนำตัวตอนรุ่นพี่เปิดโอกาสให้ทำความรู้จักกันเท่านั้น

“ครับผม”

 “งั้นหนูอยู่กับไมนะคะน้องตะวัน”

 “ค่ะ” ฉันเอ่ยยิ้มๆ ให้อยู่กับใครก็ได้แล้วตอนนี้ ขอแค่มีเพื่อนก็พอ

“งั้นเดี๋ยวพวกเรามานะ” เบียเอ่ยขึ้นอีกครั้งขณะที่จับมือฉันเหมือนต้องการสื่อให้รู้ว่าเขากำลังพูดด้วย

“โอเคจ้า แล้วเจอกัน” ยินเสียงฝีเท้าพวกเขาค่อยๆเดินห่างออกไป กระทั่งกลืนไปกับเสียงรอบข้าง รุ่นพี่นั่งคุยกับฉันอีกครู่ก่อนขอตัวไปทำธุระอีกคน

“ดูแลน้องตะวันด้วยนะน้องไม”

 “ครับผม” คราวนี้จึงเหลือแค่เราสองคน ฉันรอให้เขาชวนคุย ทว่าความเงียบกลับเป็นสิ่งที่ได้รับ ฉันจึงตัดสินใจเปิดการสนทนาซะเอง

“ทำอะไรอยู่เหรอ” คือคำพูดที่คิดออกในยามนั้น

“อ่านการ์ตูนหนะ” นิ่งฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แต่กลับเป็นความเงียบดังเดิม เฮ่อ...เราก็เป็นคนที่พูดไม่เก่งด้วยสิ แต่ก็พยายามเชื่อมไมตรีต่อไป

“อ่านการ์ตูนเรื่องอะไรเหรอ?” เขาบอกชื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่ฉันไม่รู้เรื่องเอาซะเลย จากนั้นก็นิ่งไปอีก ‘แล้วเราจะไปต่อยังไงดีละเนี่ย ช่วยขยายความให้มันมากกว่านี้ได้มั๊ย’ ตอนนั้นฉันทำได้เพียงคิดเพราะไม่กล้าเอ่ยออกไป จึงปล่อยให้ความเงียบเป็นเสมือนกำแพงที่ปกคลุมเราทั้งสองเอาไว้ แม้จะมีเขานั่งอยู่ด้วย แต่ก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับการนั่งอยู่โดยลำพัง ฉันจึงนั่งนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย นึกถึงการเปลี่ยนคาบเรียนในแต่ละวิชา ที่บางครั้งต้องเดินทางไปเรียนข้ามคณะ ไม่รู้ว่าเราจะสร้างภาระให้แก่เพื่อนๆหรือไม่ นึกถึงการลงทะเบียนเรียนแต่ละวิชาที่แสนจะยุ่งยากสำหรับฉัน มหาวิทยาลัยไม่มีการจัดตารางสอนเหมือนตอนมัธยม ทำให้นักศึกษาต้องเลือกเวลาเรียนเอง ถ้าต่อไปเราไม่มีคนคอยช่วยบอกช่วยดูให้เราจะทำอย่างไร คอมพิวเตอร์โปรแกรมเสียงของเราก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด ข้อมูลบางอย่างมันก็ไม่สามารถอ่านได้ แล้วไหนจะเรื่องการเรียนที่เริ่มประสบปัญหา บางวิชา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เราเรียนไม่ทันเพื่อนๆเอาซะเลย ไม่รู้ว่าจะรอดรึเปล่า ทั้งยังเรื่องเพื่อนอีกหละ พวกเขาจะดีกับเราอย่างนี้ตลอดไปไหม เราจะเจอเหมือนเช่นที่เคยประสบมาตอนมัธยมหรือเปล่า’
ไม่รู้เหมือนกันว่านั่งอยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่ กระทั่ง...

“เดี๋ยวมานะไปหาอะไรกินก่อน”

 “อื้ม!” ฉันรับคำไปอย่างนั้นเอง แทบสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเขา ไมค่อยๆลุกเดินออกไป จะว่าค่อยๆก็คงไม่ถูกนัก เพราะเสียงฝีเท้าของเขาฟังชัดเจนมาก ทำให้ต่อมาฉันสามารถจับเสียงจากการเดินของเขาได้เลยทีเดียว ไม่นานเขาก็กลับมานั่งข้างๆตามเดิม

“ซื้ออะไรมากินหนะ” ฉันชวนคุยอีกครั้ง

“ขนมหนะ กินด้วยกันมั๊ย?” เป็นครั้งแรกละมั้งที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยชวน ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนมัธยม ฉันคงเลือกตอบเพื่อนใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้จักไปว่า ‘ไม่เป็นไร เธอกินเถอะ’ แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ที่ฉันต้องการมี’ใครสักคน’ ที่เข้าใจ ยืนเคียงข้าง และเป็นเพื่อนกัน

“กินสิ ไหนอ่ะ?” ฉันยกมือยื่นออกไปข้างหน้านิดๆ ไมวางขนมลงบนมือช้าๆ ฉันเอาขนมชิ้นนั้นเข้าปาก พรางว่า

“อร่อยดีนะ”

 “อาฮะ...” เขาพูดน้อยตามเคย ส่วนฉันก็ไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาพูดต่อเลยนั่งเงียบ จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ได้ยินเสียงเขาขยับตัว ปากก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ตะวันจะหลับไปก่อนก็ได้นะ เหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงกว่าๆ เดี๋ยวใกล้ถึงเวลาแล้วเราปลุก” นั่นคือคำพูดที่ยาวที่สุดที่ไมเอ่ยกับฉันเลยก็ว่าได้ ‘นึกว่าจะพูดไม่เป็นซะอีก’

 “โอเค ถึงเวลาแล้วช่วยปลุกด้วยละกัน” ฉันตอบไปอย่างนั้น ใจจริงไม่ได้รู้สึกง่วงเลยสักนิด แต่เมื่อฉันไม่มีใครให้พูดด้วย ประกอบกับความเงียบทำให้เผลอหลับไป รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อใครคนหนึ่งสะกิดที่แขนฉันแผ่วเบา

“ตะวัน”

 “หืม! ไมเองเหรอ ว่าไง?”

 “ตอนนี้ก็ใกล้เวลาแล้วละ”

 “แล้วมีใครมารึยัง?”

 “ยังไม่เห็นใครเลยนะ”

 “เดี๋ยวก็คงมาแหละมั้ง” ฉันว่าพรางบิดขี้เกียจ

“อืม” ไม่นานเพื่อนๆก็เริ่มทยอยกันมา จากนั้นพวกเราก็พากันไปทำกิจกรรมกับรุ่นพี่เมเจอร์ต่อไป ผ่านพ้นไปอีกวันแล้ว สำหรับการเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่
...
โอ้ววว จบไปอีกตอนแล้วนะคะ จับตาดูให้ดีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป' w '

ยกนิ้วให้ ... โดย : รัตนาวดี, ปู่ริน, รพีกาญจน์, ไพร พนาวัลย์, ชลนา ทิชากร, สุวรรณ, เนิน จำราย, Thammada

ข้อความนี้ มี 8 สมาชิก มาชื่นชม
หลักการแนะนำ,วิจารณ์บทกลอนของท่านอื่น
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
18 พฤศจิกายน 2015, 12:22:pm
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #41 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2015, 12:22:pm »

ตอนที่ 13 พบเพื่อนใหม่ที่ไม่คาดฝัน(25เปอร์เซ็น)

การเรียนในมหาวิทยาลัยของฉันส่วนใหญ่เริ่มดีขึ้นตามลำดับ เว้นก็แต่ภาษาอังกฤษ ที่ทำอย่างไรก็ยังมีอุปสรรค ด้วยว่าในตอนนั้นสื่อการสอนสำหรับผู้พิการทางสายตาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งคงต้องหาวิธีแก้ไขกันต่อไป และหลังเลิกเรียนในแต่ละวันฉันก็ร่วมกิจกรรมกับทุกคนโดยไม่ขาด มีเพื่อนหลายคนสลับกันมาช่วยเป็นระยะ ตอนนั้นฉันยังมิอาจบอกได้ว่าใครที่จริงใจกับเรา ใครที่เป็นเพื่อนสนิทเราอย่างแท้จริง เพียงแค่คอยสังเกตพฤติกรรมของแต่ละคนเท่านั้น ในใจได้แต่หวังลึกๆว่า สักวัน เราจะเจอคนที่เข้าใจ และยอมรับข้อจำกัดของเราได้
...
หลายวันต่อมา มหาวิทยาลัยได้มีการรับเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อทรงมาเปิดงานครบรอบ50ปีของคณะที่ฉันเรียนอยู่ โดยให้นักศึกษากระจายในแต่ละจุดต่างๆ รุ่นพี่จัดให้ฉันอยู่ในกลุ่มที่สาม ซึ่งมีเพื่อนที่เรียนเมเจอร์เดียวกันอยู่ประมาณเกือบสิบคน ตอนแรกฉันเกาะกลุ่มอยู่กับเพื่อนที่เรียนเมเจอร์เดียวกัน แต่พอไม่นานทุกคนก็ต่างแยกย้าย ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ที่นั่น ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จัก กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเดินมายังจุดที่ฉันยืนอยู่

“สวัสดี เธอชื่ออะไรหรอ” หนึ่งในจำนวนที่เดินมาเป็นคนเอ่ย

“เราชื่อตะวันจ้า พวกเธอหละชื่ออะไร แล้วเรียนอยู่คณะและเมเจอร์อะไรกันบ้าง?” พวกเขาต่างแนะนำตัวให้รู้จัก แต่ฉันจำไม่ได้สักคน เพราะที่พากันเดินเข้ามาหามีประมาณเกือบสิบคนเห็นจะได้ พวกเขาจับมือทักทายและพูดคุยกับฉันอย่างเป็นกันเอง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ คำถามเดิมๆที่เคยเจอมา

“เธอตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่ เรียนยังไง เล่นคอมได้ด้วยเหรอ” ซึ่งฉันก็อธิบายโดยไม่ปิดบัง ครู่ใหญ่ รุ่นพี่ก็เรียกให้ทุกคนไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มตามที่ตั้งไว้ เพื่อกระจายกันไปยังจุดต่างๆของมหาลัย หลายคนก็เดินไปโดยไม่มีการบอกกล่าว บ้างก็เอ่ยแค่ว่า”เราไปละนะ”แล้วก็จากไป ทิ้งให้ฉันยืนเคว้งอีกครั้ง

“อ้าว..!ทำไมไปกันหมดเลย แล้วตะวันละ?”

มาช้าดีกว่าไม่มานะคะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะตั้งแต่เข้ามหาลัยมาไม่ค่อยว่างเลย ยุ่งเรื่องนั่นโน่นนี่ตลอด ทั้งงานวิทยากรก็เยอะ ไว้มีโอกาสจะเอามาลงให้อ่านกันต่อนะคะ ขอบคุณมากค่ะ^_^

ยกนิ้วให้ ... โดย : ชลนา ทิชากร, รพีกาญจน์, ไพร พนาวัลย์, สุวรรณ, Thammada

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
25 กุมภาพันธ์ 2016, 10:16:am
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #42 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2016, 10:16:am »

ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ (ต่อตอนที่13ค่ะ)

“อ้าว..!ทำไมไปกันหมดเลย แล้วตะวันละ?” หนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นทว่าไร้เสียงตอบใดๆกลับมา สุดท้ายเธอก็หันมายังฉัน
“เพื่อนเธอไปไหนหมดละ?”
“ไม่รู้สิ คงไปยังจุดต่างๆแหละมั้ง” เธอเงียบไป ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าเธอคิดอย่างไร แต่สิ่งที่ฉันคิดคือ เราจะต้องกลับมาเป็นเหมือนตอนมัธยมรึเปล่า ที่ต้องอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีเพื่อนเลยสักคน
 “อืม..งั้นเราอยู่กับเธอก็ได้” แม้น้ำเสียงตอนแรกจะฟังดูลังเลเหมือนไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเอง แต่ต่อมาก็ฟังดูมั่นคงและเป็นมิตรมากขึ้น
“เราชื่อไนท์นะ เคยเจอเธอครั้งนึงตอนทำกิจกรรมของคณะด้วยกัน” ฉันพยายามนึกแต่สุดท้ายก็จำไม่ได้ ก็คนที่เข้ามาทำความรู้จักมีมากนี่นะ ทว่าตอนนั้นไม่มีเลยสักคนที่อยู่กันได้ตลอด
“เหรอ..เราจำไม่ได้เลยอะ เธอเรียนอยู่เมเจอร์ประวัติศาสตร์เหมือนกันกับพวกที่เข้ามาเมื่อกี้เหรอ?”
“ใช่ เอ่อ เราไปกันเถอะเขาเริ่มเคลื่อนที่กันแล้ว” ไนท์แตะมือฉันแล้วพาเดินไปด้วยกัน ฉันเริ่มยิ้มออกมาได้ อย่างน้อย ฉันก็ไม่ถูกทอดทิ้งไปซะทีเดียว เราเดินตามผู้คนไปเรื่อยๆ จุดที่ถูกวางไว้คือตรงด้านนอกหอประชุม แต่เนื่องจากคนเยอะมากจนทำให้เราหากลุ่มพวกที่อยู่จุดเดียวกับเราไม่เจอ จะว่าไปใช้คำว่าเราก็คงไม่ถูกนัก ก็ฉันมองไม่เห็นนี่นะเลยกลายเป็นว่าไนท์ต้องหาอยู่คนเดียว โดยพาฉันเดินไปพร้อมกัน ขณะที่เรายืนอยู่แถวหน้าหอประชุม และกำลังคิดว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่นั้น ฉันได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเดินมายังจุดที่เรายืนอยู่
“ตอนนี้ในหอประชุมขาดคนอีกหนึ่ง เข้าไปสักคนได้มั้ย” ฟังที่เขาพูดแล้วคาดว่าหน้าจะเดินออกมาจากหอประชุม
“ค่ะ...เอ่อ แต่หนูต้องพาเพื่อนไปด้วย เค้ามองไม่เห็น” อีกฝ่ายเงียบไปครู่
“อืม..งั้นหนูพาเพื่อนเข้าไปแล้วหนูออกมาได้มั้ย ที่มันว่างได้แค่คนเดียวจริงๆ”
“ก็ได้นะคะ แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเพื่อนจะอยู่กับใคร” ฉันเริ่มอึดอัด ใจจริงไม่อยากเป็นภาระให้ใครต้องลำบาก ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกนี้แสดงออกมาทางสีหน้ารึเปล่า
“เธอไปก็ได้นะ เราอยู่คนเดียวก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนเข้ามาช่วยเองแหละมั้ง” พยายามยิ้มและทำน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด ‘ไม่มีเพื่อนก็ช่างสิ ที่ผ่านมาเราก็อยู่ได้นี่นะ’ คือความคิดที่ปลอบใจตัวเองในยามนั้น

โอ้ว...งานนี้เธอจะทิ้งเรารึเปล่านะ! ต้องรอดูกันต่อไปค่ะ หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเราถึงเขียนตอนนี้ละเอียดจัง ก็เพราะ...อ๊ะๆๆไม่บอก(แล้วจะพูดทำไม)5555555 มาช้าดีกว่าไม่มานะคะอิๆ สังเกตตัวเองเหมือนกันว่า ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา ดูเหมือนว่าเราจะมีชีวิตชีวามากขึ้น กวนโอ๊ยมากขึ้น แต่ก็นะ...ตามสภาพแหละ ก็เพราะในยามนี้เรารู้สึกดีกว่าเมื่อก่อนนี่นาจะให้ทำตัวจริงจังตลอดเวลาหรือเคร่งเครียดกับชีวิตทั้งวันก็คงไม่ไหว รู้สึกว่าจะเยอะไปละ55
‪#‎ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ‬(รึเปล่านะ)
ปล. ตอนนี้ยังไม่จบนะคะแต่เอาไปแค่นี้ก่อนละกัน สารภาพตามตรงเลยว่า นอกจากไม่ว่างเพราะต้องเรียนหนังสือแล้ว ยังติดเกมแถมติดการ์ตูนอีกตะหาก เลยดองไว้ซะนาน
‪#‎ต้องขออภัยจริงๆเจ้าค่า‬
ไปละบ๊ายบายขอให้มีความสุขทุกคนนะคะ^_^

ยกนิ้วให้ ... โดย : เนิน จำราย, รพีกาญจน์, Thammada, ไพร พนาวัลย์, ชลนา ทิชากร

ข้อความนี้ มี 5 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
05 มิถุนายน 2016, 01:42:am
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #43 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2016, 01:42:am »

ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ ตอนที่ 13 พบเพื่อนใหม่ที่ไม่คาดฝัน(ต่อค่ะ)
ขณะที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ๆไนท์ก็พาฉันเดินเข้าไปข้างในหอประชุม ทำให้อดสงสัยไม่ได้
“อ้าว ตกลงนี่คือยังไงกัน!?”
“มีคนอาสาไปแทนเราแล้วน่ะ” พวกเขาอาจจะใช้ท่าทีในการสื่อสารกันก็ได้ ฉันจึงไม่ได้ยินเสียงใดออกมา ไนท์พาฉันมานั่งเก้าอี้ ต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบกันไปเป็นครู่ เหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อกัน ฉันนั่งฟังบรรยากาศรอบข้างไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จะทำอะไร ตอนนี้ก็คงได้แต่รอเวลา ด้วยความที่นั่งนานจนรู้สึกเบื่อ เลยหันไปหาคนข้างๆ
“ว่าแต่ตอนนี้ เราอยู่ส่วนไหนของหอประชุมเหรอ?”
“ตอนนี้เหรอ เรานั่งที่กงสุนเลย เราพาเธอมาเองแหละ”
“งั้นเหรอ..แล้วมันจะไม่เป็นไรใช่มั้ยอะ?” เพราะไม่อยากย้ายไปย้ายมาอีกจึงถามออกไปอย่างนั้น
“คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เดี๋ยวถ้ามีคนมาทักเราค่อยลุก” คำตอบเป็นไปตามที่คาดเดาไว้ไม่ผิด ฉันเริ่มรู้สึกถูกชะตากับเพื่อนคนนี้ขึ้นมาแล้วสิ เพราะอย่างน้อย ในเวลาที่ไม่มีคนช่วย วินาทีที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เพื่อนคนนี้ก็อุตส่าเดินเข้ามา และอยู่เคียงข้างฉันทั้งที่ไม่เคยรู้จัก เราพูดคุยกันสารพัดเรื่อง เธอถามฉันเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ฉันถามเธอเกี่ยวกับครอบครัว เธอเล่าว่าคุณแม่ของเธอเป็นคนใจดีมาก มีจิตวิทยาในการสอน และอะไรอีกหลายอย่าง จนฉันอยากที่จะเจอคุณแม่ของเธอในสักวัน หลังจากที่คุยโม้เรื่องคุณแม่ของเธอจบเธอก็นิ่งไป ฉันรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“จากเท่าที่คุยกันมา เธอคิดว่าเราเป็นคนยังไง” แม้จะแปลกใจเล็กน้อยกับคำถาม แต่ก็ยอมตอบออกไปโดยดี
“เธอหรอ อืม..เท่าที่สัมผัสได้ เธอเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร แต่ถ้าสนิทละก็อีกเรื่อง มีเพื่อนก็คงจะประมาณนึงแหละมั้ง ส่วนเรื่องน้ำใจก็ไม่เลวเลยละ สังเกตเอาจากที่เธอช่วยเราวันนี้อะนะ ประมาณนี้แหละ ไม่รู้ว่าจะตรงรึเปล่านะ เพราะเราก็ลองเดาๆดูจากที่คุยกันได้ไม่นาน”
“ก็ค่อนข้างตรงทีเดียวละ เรามีเพื่อนน้อยมาก แทบไม่สนิทกับคนในเมเจอร์เลยด้วยซ้ำ แต่เรื่องน้ำใจ บางทีมันอาจไม่เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้”
“หืม!หมายความว่ายังไง?” ไนท์เงียบไปอีกครั้ง ฉันนั่งนิ่งรอฟังคำอธิบาย ไม่รู้เหมือนกันว่าเวลาที่คนตาดีเค้าแสดงปฏิกิริยาว่ากำลังให้ความสนใจฟังคู่สนทนาอยู่เค้าทำกันยังไง จึงหันหน้าไปทางอีกฝ่ายเล็กน้อย เพื่อต้องการบอกให้รู้ว่าเรากำลังตั้งใจฟังอยู่
“เธอรู้รึเปล่าว่าเธอเป็นคนแรกเลยนะที่เรากล้าที่จะเข้ามาทำความรู้จัก”
“หืม..คนแรก เธอหมายถึง เราเป็นคนตาบอดคนแรกที่เธอคุยด้วยหรอ”
“ก็คงจะอย่างนั้นแหละ”
“เธอพูดอย่างกับว่าเธอเคยรู้จักคนแบบเรา หรือคนที่มีความบกพร่องมาก่อนงั้นแหละ”
“ไม่ใช่แค่รู้จัก แต่เป็นคนในครอบครัวเราเลยละ พี่ชายของเราเอง” สีหน้าของฉันคงแสดงความสงสัยออกไปเต็มที่ เธอจึงเล่าต่อไปว่า
“พี่ชายเราเค้าเป็นออทิสติกน่ะ ซึ่งเมื่อก่อนเราอายที่มีพี่เป็นแบบนี้ และจะรู้สึกไม่ชอบใจทุกครั้งเวลาอยู่กับพี่”
“แล้วตอนนี้ละยังเป็นอยู่รึเปล่า อะไรที่ทำให้เธอคิดแบบนั้น แล้วเธอเปลี่ยนแปลงความคิดนี้ได้ยังไง”
“ตอนนี้ก็ไม่ค่อยแล้วละ อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นเรายังเด็กด้วยแหละมั้ง แม่เราบอกเสมอว่าให้เราดูแลพี่ให้ดี ห้ามทิ้ง และที่สำคัญคืออย่าเกลียดพี่ เพราะพี่ก็เป็นคนไม่ต่างจากเรา”
“แม่เธอพูดถูกแล้วละ เพราะถ้าเป็นเราก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน ถ้ารู้ว่าคนที่เข้ามาให้ความช่วยเหลืออายที่จะดูแลเรา และเห็นว่าเราเป็นภาระ ซึ่งถ้าคิดในมุมกลับกัน ก็คงไม่มีใครที่อยากเกิดมาแล้วมีความบกพล่อง หรือต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาหรอก จริงไหม”
“ก็จริงอะนะ ดีใจมากที่ได้คุยกับเธอวันนี้ ตอนนี้เราก็ไม่รู้สึกอย่างนั้นกับพี่อีกแล้วละ”
“อื้ม..ดีแล้ว เห็นไหมละ เธอก็ไม่ใช่คนไม่ดีซะหน่อย อย่างน้อยในวันนี้เธอก็อยู่เป็นเพื่อนเรา ทั้งๆที่เธอก็ไม่เคยพูดคุยหรือรู้จักเราเป็นการส่วนตัวมาก่อน แม้เธอจะบอกว่าเคยเจอเราแบบผ่านๆก็เหอะ ถ้าไม่มีน้ำใจจริงๆเธอก็คงเลือกที่จะทิ้งเราไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วละ จริงมั้ย”
“ขอบใจมากนะตะวัน ได้คุยกับเธอวันนี้แล้วได้อะไรเยอะจริงๆ” ฉันยิ้มให้กับคำพูดนั้น
...
กระทั่งถึงเวลารับเสด็จ ทุกคนต่างให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เมื่อกิจกรรมทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีโอกาสได้พบเจอเพื่อนคนนี้อีกในอนาคต และก็เป็นไปดังที่คาดไว้จริงๆ ช่วงหลังๆเราเจอกันบ่อยมาก เพราะเธอรู้จักกับเพื่อนในกลุ่มของฉัน จึงทำให้ได้พบปะและพูดคุยกันเสมอ จนเพื่อนทั้งกลุ่มตั้งฉายาให้เธอว่า”เด็กประวัติในดงปรัชญา” หลายคนคงสงสัยว่า ฉันมีกลุ่มเพื่อนได้อย่างไร ความผูกพันและความสนิทชิดเชื้อเริ่มต้นจากตรงไหน ทั้งๆที่จริงแล้วฉัน’แตกต่าง’ มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันดีกว่า
...
หลังจากพิธีรับเสด็จผ่านพ้นไปก็กลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันมาถึงห้องเรียนก่อนเวลาเล็กน้อย ใครคนหนึ่งก่อนแล้ว ซึ่งฉันไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งมีเพื่อนอีกคนเดินเข้ามาแล้วทักขึ้นนั่นแหละ จึงรู้ว่าเขาคือไม ‘สายเงียบตามเคยสินะ ใจคอเค้าจะไม่คิดทักทายกันเลยเหรอ เป็นคนในเมเจอร์เดียวกันแท้ๆ’ ฉันทำได้เพียงคิดอยู่ในใจ เพื่อนคนที่มาใหม่หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เธอชื่อติม เป็นหญิงสาวร่างเล็กผมหยักศก ซึ่งฉันรับรู้ได้จากการสัมผัสในเวลาต่อมาเมื่อเราสนิทกันมากขึ้น เธอถามสารทุกข์สุขดิบตามปกติ ชวนคุยนั่นโน่นนี่อย่างไม่รู้เบื่อ ผู้คนเริ่มทยอยมากันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งอาจารย์ผู้สอนเดินเข้ามา
“ใครที่จะลงเรียนกระบวนวิชานี้เพิ่ม ของอาจารย์เต็มแล้วนะคะ หากใครที่ไม่มีชื่อก็รบกวนขอความกรุณาไปลงกับอาจารย์ท่านอื่น ตามนี้นะคะ” ปรากฏว่าฉัน ไมคุง และติมไม่มีชื่อ จึงพากันไหว้ลาอาจารย์ และเดินออกไปจากห้องนั้นเพื่อหาที่เรียนใหม่  ติมพาฉันเดินตามไมคุงที่เดินลิ่วๆอย่างไม่รอใคร
“นี่ไม เป็นลูกผู้ชายรึเปล่าเนี่ย ช่วยเพื่อนหน่อยสิ” ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าคำพูดของเธออาจจะแรงไปซะหน่อย แต่พอได้รู้ในเวลาต่อมาว่าทั้งสองเคยพูดคุยกันทางแชทมาก่อน จึงไม่แปลกที่จะพูดคุยกันตามประสาเพื่อนโดยไม่คิดอะไรมาก เขาหยุดยืนรอจนกระทั่งฉันและติมเดินไปถึง จับมือข้างที่ว่างของฉันแล้วพาเดินไปด้วยกัน
...
มาต่อให้จนจบตอนแล้วนะคะ^_^

ยกนิ้วให้ ... โดย : รพีกาญจน์, ไพร พนาวัลย์, ชลนา ทิชากร

ข้อความนี้ มี 3 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
29 มิถุนายน 2016, 10:27:pm
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #44 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2016, 10:27:pm »

ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ
 ตอนที่ 14 มุมมองที่เริ่มเปลี่ยนไป

กว่าจะหาที่เรียนใหม่ได้ก็เล่นเอาเกือบบ่าย ฉันกับไมได้เรียนเสคเดียวกัน ส่วนติมนั้นแยกไปเรียนกับอาจารย์อีกท่าน ทุกคนเริ่มทำความรู้จักกัน ฉันจึงได้รู้ว่าในเมเจอร์ปรัชญาที่เรียนด้วยกันนั้นมีสามคน และพังพอนเป็นหนึ่งในนั้น พวกเราเลือกที่นั่งติดกัน เวลาเรียนก็จะคอยช่วยเหลือกันเสมอ กระทั่งถึงคาบเรียนวิชาต่อไป ฉันกับไมเดินไปด้วยกัน ส่วนพังพอนนั้นแยกไปเรียนอีกวิชาหนึ่ง เผอิญวันนั้นอาจารย์งดเสคคือคาบนั้นไม่มีการเรียนการสอนพอดี ระหว่างรอเวลาร่วมกิจกรรมกับเมเจอร์ตอนเย็น ไมเลยพาฉันไปนั่งค่าเวลาที่หอสมุด เขาเปิดคอม หยิบนิยายขึ้นมาอ่านตามเคย ส่วนฉันก็นั่งนิ่งอย่างไม่รู้จะทำอะไร ใจนึกอยากชวนคุยอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องไหนดี เพราะถามอะไรไปก็จะได้รับคำตอบเพียงสั้นๆหรือน้ำเสียงที่แสดงว่ารับรู้แล้ว เพียงแค่นั้นจริงๆ นั่งอยู่ได้ไม่นานเพื่อนของเขาก็เดินเข้ามาทัก
“เฮ่..ไง?”
 “อืม..ก็ตามปกตินั่นแหละ”
 “ว่าแต่มาทำอะไร?”
 “รอทำกิจกรรมของสาขาน่ะ” ไมเป็นคนที่ตอบอะไรสั้นๆจริงๆนั่นแหละ ไม่ใช่แค่ฉันทว่าเป็นกับทุกคน
“ละนี่มาคนเดียวเหรอ?” เพื่อนเขายังคงถามต่อไป
“มากับเพื่อนน่ะ” ฉันคาดว่าเขาคงหันมองมา
“คนที่นั่งข้างๆนายนะเหรอ เพื่อนนายคนนี้เหมือนหุ่นยนต์เลยนะ” ฉันรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันที
“ถึงจะพูดเบาๆแบบนี้ แต่เค้าก็ได้ยินทุกอย่างนะ” ไมเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ เพื่อนเขายังคงพูดคำเดิม จนฉันชักทนไม่ไหว
“ทำไม เราเหมือนหุ่นยนต์มากเลยเหรอ”
 “ได้ยินด้วยแฮะ แหม่ตอนแรกนึกว่าหลับ” เขาพูดตามปกติ น้ำเสียงที่แสดงออกมาไม่บ่งบอกเลยว่ารู้สึกผิดแต่อย่างใด
“ก็บอกแล้วไงว่าเค้าได้ยิน ถึงแม้ว่าเค้าจะมองไม่เห็น แต่หูก็ยังใช้การได้เป็นปกติ”
 “มองไม่เห็น..อ้าว เพื่อนนายเค้าตาบอดเหรอ” น้ำเสียงที่เอ่ยฟังดูทีเล่นทีจริง ติดจะกวนประสาทด้วยซ้ำในความรู้สึก
“ใช่” ฉันเป็นคนตอบซะเอง อยากรู้เหมือนกันว่าถ้ารู้แล้วจะเป็นยังไง
“เฮ้อย..จริงดิ!”
 “อืม เค้าตาบอด เป็นเพื่อนในสาขาของเราเอง” หลังจากที่ไมพูดจบทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ
“ขอโทษน้า..เราไม่รู้จริงๆ” เพื่อนของไมเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบกันไปครู่ น้ำเสียงที่แสดงออกมาครั้งนี้ฟังดูไม่เสแสร้ง และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ บางที ฉันอาจมีอคติกับคนอื่นมากเกินไป สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง ด้วยความที่เราไม่รู้จะวางตัวยังไงต่อหน้าคนตาดีจึงทำให้แสดงออกไปอย่างนั้น ‘เห็นทีคราวนี้ เราจะต้องปรับท่าทางในการวางตัวให้ดีกว่านี้ซะแล้ว’
“ไม่เป็นไรหรอก ความจริงเราก็เหมือนอย่างที่เธอว่าจริงๆนั่นแหละ” ฉันยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ เขาพยายามยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจอยู่ประมาณสองสามรอบ กระทั่งแน่ใจว่าฉันไม่ได้โกรธจริงๆจึงค่อยวางใจ จากนั้นก็ชวนคุยด้วยเรื่องต่างๆทั่วไป
 จนถึงเวลาร่วมกิจกรรมตอนเย็น ไมพาฉันไปสมทบกับเพื่อนๆในเมเจอร์ วันนี้ รุ่นพี่มีเซอร์ไพรส์ด้วยการจัดเลี้ยงต้อนรับน้องๆปีหนึ่งอย่างพวกเรา มีการแลกเปลี่ยนทรรศนะ พูดคุย และรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน รุ่นพี่หลายคนเข้ามาสนทนากับฉัน ให้ความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทุกคนสังสรรค์กันค่อนข้างดึกพอสมควร จนถึงเวลาต้องกลับบ้าน วันนี้ไม่มีพ่อมารับเหมือนเช่นทุกครั้ง เนื่องจากฉันให้เหตุผลกับทางบ้านว่าอยากให้เพื่อนในเมเจอร์สักคนไปส่งเพื่อที่จะได้รู้จักบ้านของฉันเอาไว้ เผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉินเช่นคนทางบ้านไม่ว่างไปส่งจะได้ให้เพื่อนมารับได้ ฉันจึงถามเพื่อนๆไปว่า
“เอ่อม..มีใครที่มีรถและสะดวกพอที่จะไปส่งเราที่บ้านได้บ้าง?” เพื่อนหลายคนมีรถมอเตอร์ไซค์ บางคนก็มีรถเก๋ง แต่ยังไงไม่รู้สิ จู่ๆใครคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น ซึ่งฉันจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเพื่อนคนไหน
“ไมไง ไปส่งตะวันได้ไหม”
 “อืม..ก็ได้นะ” เมื่อตกลงกันได้ฉันก็ให้เขาโทรคุยกับแม่ฉันเพื่อถามทางไปที่บ้าน หลังจากที่รู้เส้นทางเป็นที่เรียบร้อยไมก็เตรียมพาฉันกลับบ้านทันที เราไหว้ลารุ่นพี่ เอ่ยสวัสดีเพื่อนๆก่อนเขาจะพาฉันไปขึ้นรถที่จอดไว้ไม่ห่างจากงานเลี้ยงมากนัก
“สวมเข็มขัดนิรภัยด้วยละ ทำเป็นรึเปล่า?” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากสตาร์ทรถเป็นที่เรียบร้อย
“อ่า..ทำได้” ฉันเคยนั่งรถยนกับแม่มาแล้วจึงรู้จักวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัย แต่ด้วยความที่ยังไม่ชินกับสภาพรถของเขาจึงทำให้ทุลักทุเลเล็กน้อยในการสวม แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ เขาขับรถออกไปอย่างสบายๆ ไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไป วูบหนึ่ง ฉันเกิดข้อสงสัยขึ้นในใจ ปกติเวลาที่คนตาดีเห็นฉันทำอะไรค่อนข้างช้าหรือติดขัด เขาก็จะเหมาเอาว่าทำอะไรไม่ได้ จากนั้นก็จะยื่นมือเข้ามาช่วย ทว่าเมื่อครู่ที่ฉันสวมเข็มขัดนิรภัยด้วยความยากลำบาก เขากลับไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยซะอย่างนั้น ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกแต่ก็อดที่จะแปลกใจนิดๆไม่ได้
“เออนี่ไม เราขอถามอะไรหน่อยสิ”
“หืม! อะไรเหรอ?”
 “ทำไมเมื่อกี๊ที่เรายังสวมเข็มขัดนิรภัยไม่ได้อะ เธอถึงไม่ช่วยเราละ?”

คำตอบของเขาในวันนั้น ทำให้ฉันมีbuddyที่น่ารักในวันนี้
ยังไม่จบนะคะมีต่อ

ยกนิ้วให้ ... โดย : รพีกาญจน์, ชลนา ทิชากร

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
29 มิถุนายน 2016, 10:30:pm
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #45 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2016, 10:30:pm »

ดวงตาของฉันดวงตะวันของเธอ
ตอนที่ 14 มุมมองที่เริ่มเปลี่ยนไป(ต่อค่ะ)

“ก็ตะวันบอกว่าทำได้นี่นะ แล้วเราจะช่วยทำไมละ” ‘จริงของเขา’
 “ว่าแต่ทำไมถึงถามแบบนี้ละ?”
 “เราก็แค่แปลกใจน่ะ ปกติเวลาใครเห็นเราทำอะไรไม่ได้เค้าก็จะเข้ามาช่วยในทันที ไมเป็นคนแรกเลยรู้ไหมที่ไม่ทำแบบนั้น”
“อย่างนั้นเหรอ”
 “ใช่ เพราะที่ผ่านมามีคนช่วยเรามาโดยตลอด ช่วยโดยที่ไม่ถามซักคำว่าเราต้องการรึเปล่า ซึ่งบางครั้ง เราอยากให้เค้าสอนมากกว่าที่จะทำให้กันแบบนี้ตลอด เพราะเราก็อยากช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด”
 “อย่างนั้นเองซินะ” จากนั้นก็เงียบกันไป ใจจริงนึกอยากชวนคุยต่อแต่ก็ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร ฉันขยับตัวไปมาอย่างอึดอัด ตลอดช่วงชีวิตมัธยมที่ผ่านมาชีวิตเราก็มีแต่บ้านกับโรงเรียน ความรู้ก็รู้แค่ในตำรา สิ่งที่พอจะเข้าใจก็มีแต่พระพุทธศาสนา ซึ่งคงไม่มีใครให้ความสนใจสักเท่าไหร่ ‘แล้วเราจะคุยเรื่องอะไรกับเขาดีละ’ สุดท้ายก็รอให้เขาเป็นฝ่ายพูด และความปรารถนาของฉันก็เป็นจริง
“ตะวันเคยดูการ์ตูนรึเปล่า”
 “ไม่เคยเลยอะ ที่ผ่านมาก็มีแต่เรียนๆๆ ละก็ทำการบ้าน แม้แต่เพลงที่เขาฟังๆกันเราก็ยังรู้จักน้อยมาก ว่าแต่ไมชอบดูการ์ตูนอะไรเหรอ?”
“อะนิเมะน่ะ”
 “อืม..ไม่คุ้นเลยอะ เราเคยได้ยินแต่โดเรม่อน ชินจัง อะไรประมาณนี้” เขาเล่าการ์ตูนเรื่องหนึ่งให้ฟัง ฉันพยายามฟังด้วยความตั้งใจ แม้ในตอนแรกจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็เหอะ แต่อย่างน้อยมันก็ดีมากแล้ว ที่มีใครสักคนพร้อมที่จะพูดคุยกับเรา อีกอย่างถ้าให้นั่งไปในรถเฉยๆก็คงจะรู้สึกอึดอัดกันทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นการพูดคุยกันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ‘ความจริงการ์ตูนที่เขาเล่ามามันก็สนุกดีนะ’ เมื่อรถมาจอดเทียบที่หน้าบ้าน เขาลงจากรถแล้วอ้อมมาเปิดประตูให้ฉัน จากนั้นก็จับมือพาเดินเข้าไปส่งถึงประตูบ้าน
“บ๊ายบาย ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”
 “บายยยย” เขาปล่อยมือฉันแล้วเดินกลับออกไป ฉันจัดการปิดประตูบ้านให้เรียบร้อยก่อนเดินเข้าบ้าน ผ่านไปอีกหนึ่งวันแล้วสินะ สำหรับชีวิตเด็กมหาลัย
...
วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันมาก่อนเวลาเรียนตามเคย แต่ก็ไม่เร็วไปกว่าไม เขานั่งอยู่ก่อนแล้วที่หน้าห้องเรียน ที่รู้ได้ก็เพราะตอนที่พ่อมาส่งฉันเขายกมือไหว้เอ่ยสวัสดีก่อนที่พ่อจะเดินกลับออกไป ฉันนั่งลงตรงข้ามเขา
“สวัสดี มาเช้าจังเลยนะไม ตอนนี้มีใครมารึยังอะนอกจากเรา”
 “ก็ปกติละนะ ตอนนี้ยังไม่มีใครมาเลย”
 “แล้วนี่ทำอะไรอยู่เหรอ?”
 “อ่านการ์ตูนน่ะ” ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ ใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทัก
“สวัสดีตะวัน จำเราได้รึเปล่า?”
 “จำได้สิ ไนท์ไง เรียนวิชานี้เหมือนกันเหรอ”
 “ใช่แล้ว แต่เพื่อนในเมเจอร์เรายังไม่มากันเลย”
 “งั้นมานั่งด้วยกันสิ” ฉันเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม
“อ้าว..ได้เวลาเรียนแล้ว เข้าไปกันเถอะ” พูดจบไมก็เดินลิ่วๆนำหน้าไปก่อนทันที โดยปล่อยให้ไนท์เป็นคนพาฉันเข้าไปในห้อง ‘สงสัยเขาคงคิดว่ามีคนช่วยเราแล้วละมั้งเลยไม่ยุ่ง’ ไม่รู้ว่าติม โช พังพอน และวนัสหายไปไหน จากวิชาหนึ่งไปเรียนอีกวิชาหนึ่ง ฉันเอ่ยลาไนท์ก่อนไมจะพาเดินออกไป มาเจอพวกติมอีกทีตอนสาย พวกเขาให้เหตุผลในทำนองเดียวกันว่า เมื่อเช้าตื่นสายเลยมาเรียนไม่ทัน จากนั้นพวกเราก็เข้าเรียนด้วยกัน
 ตกเย็นทุกคนก็ไปร่วมกิจกรรมของคณะ เขาให้นั่งแยกชายหญิง ฉันเลยนั่งอยู่กับติมและโช ระหว่างร่วมกิจกรรมทั้งสองก็ชวนคุย โดยติมเป็นผู้เริ่มเปิดการสนทนาตามเคย
“ปกติเธอกลับบ้านยังไง?” โชเอ่ยขึ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกทำกิจกรรม
“ส่วนใหญ่ให้พ่อมารับ แต่ช่วงนี้พ่อไม่ค่อยว่างเลยต้องรอกลับกับพี่ชายน่ะ” ฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่เรียนอยู่มหาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ
“งั้นกว่าจะได้กลับก็ดึกเลยละสิ เดี๋ยวให้ไมไปส่งละกัน มันมีรถก็น่าจะได้อยู่”
 “เดี๋ยวเราบอกให้เอง” ติมเอ่ยขึ้นอีกคน เลยกลายเป็นว่าไมต้องมาส่งฉันที่บ้านอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือของโชกับติม ระหว่างทางกลับบ้านเขาก็เล่าการ์ตูนให้ฟังตามเคย ซึ่งฉันก็เริ่มจะรู้สึกว่า ชักจะชอบมันขึ้นมาซะแล้วสิ มุมมองที่เริ่มเปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยสนใจมาก่อนก็เริ่มแปรเปลี่ยน หลายสิ่งกำลังรอให้เราเข้าไปค้นหา และเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เราไม่เคยสัมผัส ซึ่งจะมาถึงในไม่ช้า
...
ดองไว้หลายวันเลยค่ะ แต่ก็มาต่อให้จนจบตอนแล้วนะคะ ว่าจะลงตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนละแต่พอกลับถึงบ้านปุ๊บยังไม่ทันไรก็หัวถึงหมอน หลับปุ๋ยทันทีเลย อิๆ ยังไงก็ขอให้มีความสุขในการอ่าน และหวังว่าทุกท่านจะยังติดตามกันอยู่นะคะ^_^

ยกนิ้วให้ ... โดย : รพีกาญจน์, ชลนา ทิชากร

ข้อความนี้ มี 2 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
20 มิถุนายน 2017, 01:55:pm
มนัสศิยา
Special Class LV2
นักกลอนผู้ก้าวสู่โลกอักษร

**

คะแนนกลอนของผู้นี้ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 118


ผู้ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร


ศิรประภา สุชาติ
« ตอบ #46 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2017, 01:55:pm »

สวัสดีแฟนๆนักอ่านทุกท่านค่ะ หายไปนานมากถึงมากที่สุด ช่วงนี้ผู้เขียนอยู่ในช่วงฝึกงาน ก็อาจจะยุ่งๆนิดหน่อย แต่ยังไงวันนี้ก็เอาเพลงประกอบนิยายเรื่องนี้มาฝากให้ทุกท่านได้รับฟังกันค่ะ เป็นเพลงที่ผู้เขียนแต่งขึ้นมาเอง เพื่อบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อใครคนหนึ่ง^////^ ส่วนนิยายอย่างไรจะมาลงต่อให้นะคะ ตอนนี้ไปฟังเพลงกันก่อนเลยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=nT3LmeZzq24

ยกนิ้วให้ ... โดย : พี.พูนสุข, รพีกาญจน์, ชลนา ทิชากร, สุวรรณ

ข้อความนี้ มี 4 สมาชิก มาชื่นชม
บันทึกการเข้า

นักเขียนฝึกหัด มนัสยา
หน้า: 1 2 [3]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 

คำคม    ทํานายฝัน    ดูดวง    กราฟชีวิต       กลอน วิธีลดน้ําหนัก ทำนายความฝัน คําคมโดนๆ

Email:
Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
s s s s s