พิมพ์หน้านี้ - กาลามสูตร ๑๐ ประการ

ชุมชน บ้านกลอนไทย ชุมชนสำหรับคนไทยผู้รักกลอน

บทประพันธ์กลอนและบทกวีเพราะๆ => คำคม+คำสุภาษิต+คำพังเพย => ข้อความที่เริ่มโดย: ช่วงนี้ไม่ว่าง ที่ 10 ตุลาคม 2011, 07:00:PM



หัวข้อ: กาลามสูตร ๑๐ ประการ
เริ่มหัวข้อโดย: ช่วงนี้ไม่ว่าง ที่ 10 ตุลาคม 2011, 07:00:PM

กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี[1]) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

๑.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓.อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ในสังคมที่มีแต่ความยุ่งเหยิง  ความเอารัดเอาเปรียบ  ความฉ้อฉล  ความฉกฉวยโอกาส  ความแอบอ้างหลอกลวงเสาะหาผลประโยชน์จากผู้ที่หลงเชื่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่าอย่าให้เชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะได้พิสูจน์เสียก่อน ยิ่งในช่วงที่เกิดภัยพิบัติผู้คนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเช่นนี้ พวก
มิจฉาชีพย่อมฉกฉวยโอกาสเข้าซ้ำเติมผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ ฉะนั้นจึงเตือนให้ระวัง

ขอบคุณข้อมูล จาก วีกิพีเดีย


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3 (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3)


หัวข้อ: Re: กาลามสูตร ๑๐ ประการ
เริ่มหัวข้อโดย: นาคสวาท ที่ 10 ตุลาคม 2011, 08:18:PM
อันพระธรรม คำสอน องค์พุทธะ
"กาลามะ"จงนึกตรอง ให้หนักหนา
เรื่องความเชื่อ อย่างมงาย ใช้ปัญญา
พิจารณา ให้เห็นจริง ทุกเหตุการณ์

หนึ่งอย่าเชื่อ เพียงเพราะ ได้ยินฟัง
สองอย่าเชื่อ เพราะยัง ทำสืบสาน
สามอย่าเชื่อ เพราะเล่าลือ กันมานาน
สี่อย่าเชื่อ เพราะอ่าน อ้างตำรา

ห้าอย่าเชื่อ เพราะตรึก นึกคาดเดา
หกอย่าเชื่อ คะเนเอา ไม่ได้หนา
เจ็ดอย่าเชื่อ นึกคิดตาม เหตุผลพา
แปดอย่าเชื่อ เพราะเข้าท่า ทฤษฎีตน

เก้าอย่าเชื่อ เพราะรูปลักษณ์ ภักดิ์เชื่อถือ
สิบอย่าเชื่อ เพราะท่านคือ ครูฝึกฝน
พินิจธรรม สั่งสอน ก่อนเชื่อคน
พาชีพชนม์ พ้นงมงาย หายโง่งม...


หัวข้อ: Re: กาลามสูตร ๑๐ ประการ
เริ่มหัวข้อโดย: อริญชย์ ที่ 13 ตุลาคม 2011, 08:28:PM
อย่าพึ่งเชื่อสิ่งใดทั่วใต้หล้า
ฟังกันมา ทำกันอยู่ ที่รู้เห็น
ทั้งตำรา อาจารย์ อาการเป็น
เหตุผลเด่น อนุมาน คาดการณ์เอา

แต่จงใช้ปัญญาพิจารณาแล้ว
เห็นแน่แน่วตามจริงทุกสิ่งเข้า
จึงค่อยเชื่อเรื่องดี-ชั่วด้วยตัวเรา
ไม่มัวเมาติดหล่มความงมงาย

"กาลามสูตร" คือธรรมอันล้ำค่า
ควรศึกษาแนวพุทธตรงจุดหมาย
มีปัญญานำทางส่องพร่างพราย
จึงจะได้ประโยชน์ ไร้โทษเอย ฯ


หัวข้อ: Re: กาลามสูตร ๑๐ ประการ
เริ่มหัวข้อโดย: ดาว อาชาไนย ที่ 15 ธันวาคม 2011, 02:07:PM

    กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่ยาวกว่านี้  ขอนำกลอนซึ่งเขียนไว้นานแล้วมาลง  ซึ่งมีข้อความจนจบพระสูตร  โดยพยายามรักษาถ้อยคำให้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อมิให้ใจความที่ทรงสั่งสอนผิดเพี้ยนความหมายไป

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  "กาลามะ
อย่าเชื่อเพราะ...วาทะที่โจษขาน
อย่าเชื่อเพราะ...คำเก่าเล่ามานาน
อย่าเชื่อเพราะ...ข่าวสารสื่อต่อกัน
อย่าเชื่อเพราะ...ตำราว่าเอาไว้
อย่าเชื่อเพราะ...เดาได้ถูกแม่นมั่น
อย่าเชื่อเพราะ...คาดเห็นเป็นเช่นนั้น
อย่าเชื่อเพราะ...คิดฝันกันเรื่อยไป
อย่าเชื่อเพราะ...เขาบ่งตรงลัทธิ
อย่าเชื่อเพราะ...เขาสิน่าเชื่อได้
อย่าเชื่อเพราะ...คำครูผู้สอนใจ
แต่เมื่อไรรู้ผลด้วยตนแล้ว

ธรรมนี้เป็น"อกุศล"ดลให้โทษ   คุณประโยชน์อย่างไรไร้แน่แน่ว
ท่านผู้รู้ตำหนิมิเพริศแพร้ว   มีทุกข์ใจไม่แคล้วท่านควรละ

เมื่อไรท่านรู้ผลด้วยตนว่า   ธรรมนี้ค่าเป็น"กุศล"ผลกระจะ
ธรรมเหล่านี้ปราศโทษโฉดเลยนะ   ย่อมเป็นประโยชน์ถ้าสมาทาน
ธรรมเหล่านี้มีผู้รู้สรรเสริญ   เมื่อเจริญหมดทุกข์ทุกสถาน
ควรถึงพร้อมธรรมนั้นนิรันดร์นาน"
อีกประการสอนบรรดากาลามชน

"อริยสาวกไม่พกโลภ   มีจิตใจไร้ละโมบมิฉ้อฉล
เว้นการผูกพยาบาทอาฆาตคน  ไม่หลงตนมีสติตรองพิจารณ์
รู้ตัวอยู่  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขาพรหมวิหาร
จิตวิสุทธิ์ประเมินเกินประมาณ   เป็นผู้ผ่านอารมณ์เว้นจากเวรภัย
การเบียดเบียนเลิกละทุกประเภท   แผ่ความเมตตาทั่วทิศน้อยใหญ่
สรรพสัตว์เริงรื่นชื่นหทัย   ย่อมอุ่นใจอย่างดี ๔ ประการ

ถ้าโลกหน้าเป็นสิ่งมีจริงแท้   ผลกรรมนี้มีแน่หลายสถาน
ตายไปย่อมบันเทิงเริงสราญ   สู่วิมานสวรรค์อันลำยอง

ถ้าโลกหน้าไม่มี...ชาตินี้จบ   ดีชั่วลบไปหมดงดสนอง
ย่อมเป็นสุขปัจจุบันตามมั่นปอง   ไร้ทุกข์ผองไม่เบียดเบียนบีฑา

ถ้าการทำบาปกรรมทำแล้วบาป   ความชั่วหยาบย่อมหยุดพิสุทธิ์ค่า
ไฉนทุกข์จักต้องพ้องพานมา   เหตุเพราะว่าบาปใดได้ละวาง

ถ้าทำบาปเท่าไรไม่เป็นบาป   ย่อมเอิบอาบจิตใจไม่มีหมาง
บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งสองทาง"
ทรงสอนอย่างนี้ไว้ให้ประพฤติ.

ดาว อาชาไนย
   


                                                       

























   

      กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่มีข้อความยาวกว่านี้  ขอนำบทกลอนที่เขียนจนจบพระสูตรซึ่งเขียนไว้นานแล้วมาลง
โดยพยายามใช้ถ้อยคำให้ใกล้เคียงพระสูตรมากที่สุด เพื่อมิให้ผิดใจความของพระสูตร  ต่อไปนี้เป็นข้อความจนจบพระสูตร

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า  "กาลามะ
อย่าเชื่อเพราะ...วาทะที่โจษขาน
อย่าเชื่อเพราะ...คำเก่าเล่ามานาน
อย่าเชื่อเพราะ...ข่าวสารสื่อต่อกัน
อย่าเชื่อเพราะ...ตำราว่าเอาไว้
อย่าเชื่อเพราะ...เดาได้ถูกแม่นมั่น
อย่าเชื่อเพราะ...คาดเห็นเป็นเช่นนั้น
อย่าเชื่อเพราะ...คิดฝันกันเรื่อยไป
อย่าเชื่อเพราะ...เขาบ่งตรงลัทธิ
อย่าเชื่อเพราะ...เขาสิน่าเชื่อได้
อย่าเชื่อเพราะ...คำครูผู้สอนใจ
ต่อเมื่อไรรู้ผลด้วยตนแล้ว

ธรรมนี้เป็น"อกุศล"ดลให้โทษ    คุณประโยชน์อย่างไรไร้แน่แน่ว
ท่านผู้รู้ตำหนิมิเพริศแพร้ว         มีทุกข์ใจไม่แคล้วท่านควรละ

เมื่อไรท่านรู้ผลด้วยตนว่า          ธรรมนี้ค่าเป็นกุศลผลกระจะ
ธรรมเหล่านี้ปราศโทษโฉดเลยนะ  ย่อมเป็นประโยชน์ถ้าสมาทาน
ธรรมเหล่านี้มีผู้รู้สรรเสริญ        เมื่อเจริญหมดทุกข์ทุกสถาน
ควรถึงพร้อมธรรมนั้นนิรันดร์นาน"
อีกประการสอนบรรดากาลามชน

"อริยสาวกไม่พกโลภ     ทำจิตใจไร้ละโมบมิฉ้อฉล
เว้นการผูกพยาบาทอาฆาตคน   ไม่หลงตนมีสติตรองพิจารณ์
รู้ตัวอยู่  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขาพรหมวิหาร
จิตวิสุทธิ์ประเมินเกินประมาณ   เป็นผู้ผ่านอารมณ์เว้นจากเวรภัย
การเบียดเบียนเลิกละทุกประเภท   แผ่ความเมตตาทั่วทิศน้อยใหญ่
สรรพสัตว์เริงรื่นชื่นทั่วไป    ย่อมอุ่นใจอย่างดี ๔ ประการ

ถ้าโลกหน้าเป็นสิ่งมีจริงแท้   ผลกรรมนี้มีแน่หลายสถาน
ตายไปย่อมบันเทิงเริงสราญ   สู่วิมานสวรรค์อันลำยอง

ถ้าโลกหน้าไม่มี...ชาตินี้จบ   ดีชั่วลบไปหมดงดสนอง
ย่อมเป็นสุขปัจจุบันตามมั่นปอง   ภัยทุกข์ผองไม่เบียดเบียนบีฑา

ถ้าการทำบาปกรรมทำแล้วบาป   ความชั่วหยายบ่อมหยุดพิสุทธิ์ค่า
ไฉนทุกข์จักต้องพ้องพานมา    เหตุเพราะว่าบาปใดได้ละวาง

ถ้าทำบาปเท่าไรไม่เป็นบาป    ย่อมเอิบอาบจิตใจไม่มีหมาง
บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งสองทาง"
ทรงสอนอย่างนี้ไว้ให้ประพฤติ.

ดาว อาชาไนย